เมื่อเฟยหรงเห็นว่าลูกค้าคนแรกของเค้านั้นเป็เถ้าแก่เ้าเก่าเ้าประจำ เขาจึงเป็ฝ่ายเดินเข้าไปทักทายเถ้าแก่ถึงที่โต๊ะ
“อรุณสวัสดิ์เถ้าแก่ วันนี้ท่านจะรับอะไรดี?”
“โถ คุณชาย ตัวข้านั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าข้าจะกินอะไรดี ข้าเพียงได้ยินมาว่าคุณชายเปิดกิจการใหม่เลยอยากจะมาอุดหนุน”
“ขอบคุณเถ้าแก่มาก งั้นเอาเช่นนี้ละกัน ข้าจะเป็คนเลือกให้ท่านเอง”
“อ่า... ดี ดี”
เมื่อทักทายเถ้าแก่พอเป็การสมควรแล้ว เฟยหรงก็ไม่รอช้า รีบไปทำอาหารให้เถ้าแก่อย่างเร็วไว
ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบเด็ดกระเทียมที่แขวนอยู่ และหยิบพริกจำนวนห้า หกเม็ดวางลงบนเขียงก่อนที่จะหยิบมีดขึ้นมาสับพริกและกระเทียมแบบหยาบ ๆ
ปัก ปัก ปักกก ก !
เสียงสับพริกและกระเทียมดังสนั่น จนผู้คนบริเวณรอบข้างให้ความสนใจ พากันมาที่ร้านของเฟยหรงกันยกใหญ่
จากนั้นเขาจึงละมือจากครกและหันไปสับหมูกรอบ ที่กรอบฟูสีสวย ออกเป็ชิ้นขนาดพอดีคำ
หลังจากที่สับพริกและกระเทียมแล้ว...เฟยหรงก็ได้สาดพริกและกระเทียมลงไปในกระทะที่มีน้ำมันหมูเดือดปุดๆ อยู่ ก่อนที่จะใช้ตะหลิวคนเพื่อไม่ให้ติดกระทะ
เมื่อพริกและกระเทียมส่งกลิ่นหอมและมีสีเหลืองสวย เฟยหรงจึงโยนหมูกรอบลงไปในกระทะก่อนที่จะปรุงรสด้วยวัตถุดิบง่าย ๆ ที่มีอย่างเกลือ น้ำตาล และผงปรุงรสชนิดหนึ่งที่เขาเป็ผู้คิดค้นมันขึ้นมาเอง จากนั้นจึงโรยด้วยต้นหอมซอยก่อนที่จะตักผัดในกระทะราดลงไปบนข้าวสวยร้อน ๆ
เท่านั้นยังไม่พอ เฟยหรงหันไปยกกระทะอีกใบขึ้นตั้งบนเตาไฟ ก่อนที่จะใส่น้ำมันและรอให้น้ำมันร้อนจัด จากนั้นเขาจึงตอกไข่ไก่ลงไปในน้ำมันร้อน ๆ หนึ่งฟอง และรอจนกระทั่งไข่ขาวของไข่ไก่กรอบจนได้ที่ เฟยหรงจึงตักไข่ดาวกรอบ ๆ วางลงบนจานข้าวสวยร้อน ๆ ที่เต็มไปด้วยหมูกรอบคั่วพริกเกลือ
เมื่อเฟยหรงทำเสร็จแล้ว ซิงซิงจึงมารับข้าวจานนั้นไปวางบนโต๊ะของเถ้าแก่
บรรดาผู้คนที่ได้มามุงดูเฟยหรงทำอาหารให้เถ้าแก่เมื่อสักครู่ เห็นว่าอาหารที่เถ้าแก่สั่งนั้นมีหน้าตาน่ากิน อีกทั้งยังมีกลิ่นที่หอมยั่วยวน พวกเขาจึงอดใจไม่ไหว พากันเข้ามาแย่งกันสั่งอาหารอย่างจ้าละหวั่น
ผู้คนที่เคยท้องร่วงเพราะอาหารของเฟยหรงตอนนี้ก็หมดความกังวลไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วเพราะว่าอาหารของเขาปรุงสดใหม่จานต่อจาน
หลายสัปดาห์ผ่านไป
เมื่อความเื่ร้านของเฟยหรงทราบถึงท่านอ๋องประจำเมือง เขาจึงได้เสด็จมาเสวยถึงที่ร้านด้วยตนเอง เพราะในตอนนี้ร้านของเฟยหรงนั้นโด่งดังมากจนเหล่าบรรดาขุนนางร่ำลือกันให้แซ่ด
เฟยหรงที่ได้ทราบว่าท่านอ๋องให้เกียรติเสด็จมายังร้ายของเขาจึงจัดเมนูเด็ดให้ถึงสามเมนู นั่นก็คือ หมูกรอบคั่วพริกเกลือ แกงจืดไข่น้ำ และเมี่ยงปลา
‘น่าแปลกนัก ในจวนของข้าก็มีพ่อครัวชั้นยอด เหตุไฉน...ข้าจึงไม่เคยเห็นอาหารเหล่านี้มาก่อน’ ท่านอ๋องได้แต่คิดในใจ
เมื่ออาหารทั้งหมดถูกจัดวางลงบนโต๊ะ ท่านอ๋องจึงไม่รอช้ารีบตักแกงจืดไข่น้ำเข้าปาก หลังจากนั้นเขาจึงถึงกับตาลุกวาว
“นึกไม่ถึงเลยว่า ไข่จะสามารถนำมาทำเป็แกงจืดได้ด้วย”
เฟยหรงที่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มรับจนแก้มแทบปริ
เหล่าบรรดาขุนนางที่ตามเสด็จมานั้นก็พลอยได้รับประทานของอร่อยไปด้วย
“ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ท่านอ๋องและเหล่าบรรดาขุนนางให้เกียรติเสด็จมาเสวยพระกระยาหารที่ร้านของข้า”
“ข้าก็เป็มนุษย์คนหนึ่ง ได้ยินมาว่าบุตรชายของสกุลจางมีฝีมือ ตัวข้านั้นก็อยากมาลิ้มลองให้ได้รู้ว่าข่าวลือนั้นจริงไหม”
“แล้วท่านอ๋องมีความคิดเห็นเช่นไรหรือขอรับ?”
“อืม...อร่อยสมคำร่ำลือ อีกทั้งข้ายังรู้สึกเพลิดเพลินในเวลาที่เห็นเ้าจับกระทะอีกด้วย”
เฟยหรง และเหล่าผู้ช่วยภายในร้านของเขา เมื่อได้ยินดังนั้นก็พากันยิ้มหน้าบาน จนเกือบลืมที่จะรักษากิริยา
“เฟยหรง ข้าหวังว่าเ้าจะซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และรักษามาตรฐานของร้านตลอดไปนะ”
“เื่นั้นท่านอ๋องไม่ต้องเป็ห่วง ข้าน้อยจะทำให้ดีที่สุด!”
หลังจากท่านอ๋องเสด็จกลับไปแล้ว ทั้งสี่คนก็พากันเก็บร้าน เพราะวันนี้พวกเขาขายดีจนของหมดเกลี้ยง
ค่ำคืนนั้นเอง ซิงอีและเฟยหรงก็พากันมานั่งดูดาวอยู่ที่หน้าบ้าน สายลมอ่อน ๆ พัดมาปะทะกายของซิงอีจนนางรู้สึกหนาวสั่น สายตาของเฟยหรงจับจ้องมาที่ใบหน้างามของร่างบางก่อนที่จะดึงเธอมาสวมกอดไว้ในอ้อมแขน หลังจากนั้นจึงจุมพิตเบา ๆ ลงบนศีรษะของนาง
“ข้าขอโทษนะซิงอี ที่พาเ้ามาเหนื่อย!”
ดวงตาที่อ่อนโยนของร่างบางฉายแววอย่างเปล่งประกายก่อนที่จะจ้องมองไปยังเฟยหรงพลางยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“อยู่กับท่านถึงข้าจะเหนื่อยกาย แต่นอนพักเดี๋ยวก็หาย ั้แ่มีท่านเข้ามา...ชีวิตของข้าก็มีความสุขในทุกวัน”
ร่างแกร่งที่ได้ยินคำพูดของภรรยาก็รู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมากจึงดึงนางเข้ามาจุมพิต ทางด้านเ้าของร่างบางนั้นก็ไม่ขัดขืน แต่กลับจุมพิตตอบโต้กับชายหนุ่มได้ดีทีเดียว ทั้ง ๆ ที่เขาเป็ชายคนแรกของนาง