**ปฐมบทแห่งตรอกมรณะ**
บรรยากาศภายในตรอกแคบที่ชื้นแฉะของ 'เมืองดาราร่วงหล่น' อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวสนิมและไอระเหยของน้ำเน่าที่ขังอยู่ตามซอกหินแสงไฟนีออนปราณสีแดงอมม่วงจากป้ายร้านสุราฝั่งตรงข้ามกะพริบติดๆ ดับๆสาดส่องกระทบผิวน้ำที่ขังอยู่บนพื้น สร้างเงาสะท้อนที่บิดเบี้ยวและน่าสะอิดสะเอียนชายฉกรรจ์สามคนในชุดเกราะกลไกปราณที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าและรอยขีดข่วนยืนขวางทางออกของตรอกอย่างอุกอาจ พวกมันคือ 'หนูท่อ' แห่งมหาทวีปผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานขั้นต้นที่ล้มเหลวในการสอบเข้าสำนักใหญ่และเลือกที่จะใช้ชีวิตเป็นมิจฉาชีพดักปล้นผู้มาใหม่
ชายหัวหน้ากลุ่มที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดพาดผ่านหน้าผากจดจรดโหนกแก้มขยับยิ้มเหี้ยมเกรียมฟันเหล็กที่ถูกดัดแปลงด้วยอักขระเวทสะท้อนแสงไฟสีแดงดูน่าขนลุก"ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไงไอ้หนุ่ม? หรือว่าแรงกดดันของมหาทวีปมันทำให้แกหูหนวกไปแล้ว? ส่งแหวนมิติของแกมาแล้วข้าจะยอมให้แกคลานออกไปจากตรอกนี้ด้วยขาทั้งสองข้าง"
หลินเทียนยืนนิ่งสงบอยู่ใต้เงามืดของเสื้อคลุมหนังสัตว์ที่ขาดวิ่นใบหน้าของเขาถูกปกปิดมิดชิด มีเพียงดวงตาสี sapphire ที่ทอประกายวาวโรจน์ทะลุความมืดออกมาประหนึ่งดวงตาของมัจจุราชที่กำลังประเมินวิญญาณของคนบาป
"ในสถานที่ที่ปราณฟ้าดินบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้..."หลินเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เย็นเยียบ และไร้ซึ่งระลอกอารมณ์ใดๆ"พวกเจ้ากลับมีระดับพลังหยุดชะงักอยู่เพียงแค่ก่อตั้งรากฐานขั้นต้น...ลมปราณในร่างก็ขุ่นมัว เต็มไปด้วยสภาวะแทรกซ้อนจากการใช้โอสถราคาถูกเพื่อเร่งพลังรากฐานสั่นคลอนประหนึ่งปราสาททราย... พวกเจ้านี่มัน ขยะในหมู่ขยะเสียจริงๆ"
คำพูดที่เสียดแทงและเย่อหยิ่งของหลินเทียนทำให้รอยยิ้มของชายหน้าบากหุบลงทันทีเส้นเลือดที่ขมับของมันปูดโปนด้วยความโกรธเกรี้ยว "ไอ้สวะจากทวีปชั้นล่าง!แกกล้าสั่งสอนพวกข้างั้นรึ? ฆ่ามัน! สับมันเป็นชิ้นๆ แล้วค่อยเอาแหวนมันมา!"
สิ้นคำรามชายฉกรรจ์อีกสองคนที่ขนาบข้างก็พุ่งทะยานเข้าหาหลินเทียนพร้อมกันความเร็วของพวกมันในสายตาของผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณอาจจะดูรวดเร็วดุจสายฟ้าแต่ในสายตาของหลินเทียน ผู้ซึ่งก้าวข้ามสภาวะ 'ครึ่งก้าวผสานจิตวิญญาณ' และเพิ่งผ่านการผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นด้วยสายฟ้ามิติมาหมาดๆ...การเคลื่อนไหวของพวกมันช่างเชื่องช้าและน่าสมเพชประหนึ่งเด็กหัดเดิน
ชายคนซ้ายเงื้อดาบฟันเฟืองที่หมุนวนด้วยความเร็วสูงหมายจะผ่ากะโหลกของหลินเทียนให้แยกออกส่วนชายคนขวาใช้สนับมือที่หุ้มด้วยปราณอัคคีชกเข้าที่ลิ้นปี่ หมายจะทำลายจุดตันเถียนให้แหลกสลาย
หลินเทียนไม่ได้ชัก 'กระบี่มังกรพลิกฟ้า' ที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมเขาไม่ได้แม้แต่จะกางม่านพลังปราณคุ้มกายด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ถอนหายใจยาวๆ
> **"คนอ่อนแอมักคิดว่าการข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่าคือวิถีของผู้แข็งแกร่ง...แต่แท้จริงแล้ว มันคือเสียงกรีดร้องของความขลาดกลัวที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของจิตใจต่างหาก"**
*ผัวะ! กร๊อบบบ!*
ไม่มีใครมองเห็นการเคลื่อนไหวของหลินเทียนรู้ตัวอีกทีมือซ้ายของเด็กหนุ่มก็คว้าหมับเข้าที่ใบดาบฟันเฟืองที่กำลังหมุนด้วยความเร็วสูง!เสียงโลหะบดขยี้กับผิวหนังดังสนั่น ทว่าผิวหนังของหลินเทียนที่ถูกคุ้มครองด้วย 'เกล็ดมังกรที่มองไม่เห็น' กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนในขณะที่ใบดาบเหล็กกล้ากลับบิดเบี้ยวและแตกละเอียดคามือของเขา!
"ปะ... เป็นไปไม่ได้!"ชายคนซ้ายเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้ถอยหนีหลินเทียนก็สะบัดหลังมือซ้ายกระแทกเข้าที่ยอดอกของมันอย่างจัง!แรงกระแทกที่ปราศจากลมปราณ มีเพียงพละกำลังทางกายภาพล้วนๆซัดร่างของชายร่างยักษ์ให้ปลิวละลิ่วกระแทกกำแพงอิฐสีดำจนทะลุเป็นรูโหว่กระดูกซี่โครงแหลกละเอียด อวัยวะภายในบอบช้ำจนกระอักเลือดคำโตออกมาผสมกับเศษเนื้อและสลบเหมือดไปในทันที
ในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นหมัดเพลิงของชายคนขวาก็กระทบเข้ากับหน้าท้องของหลินเทียน
*ปึก!* เสียงหมัดกระทบเป้าหมายดังทึบๆ ทว่าชายเจ้าของหมัดกลับรู้สึกเหมือนตนเองเพิ่งชกเข้ากับกำแพงแร่เหล็กไหลที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี!กระดูกนิ้วมือทั้งห้าของมันลั่นเปรี๊ยะและหักสะบั้นปราณอัคคีที่หุ้มหมัดอยู่ถูกแรงสะท้อนกลับตีอัดเข้าเส้นชีพจรจนเปลวไฟย้อนกลับไปเผาผลาญแขนของมันเอง!
"อ๊ากกกกกก!" มันกรีดร้องโหยหวนพร้อมกับกุมแขนขวาที่ลุกไหม้ทรุดตัวลงดิ้นทุรนทุรายกับพื้นแฉะๆ
การโค่นล้มยอดฝีมือระดับก่อตั้งรากฐานสองคนเกิดขึ้นและจบลงในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ!
ชายหน้าบากที่เป็นหัวหน้ากลุ่มยืนตัวแข็งทื่อขาทั้งสองข้างสั่นระริกจนแทบจะยืนไม่อยู่ ดาบใหญ่ในมือของมันหล่นลงพื้นเสียงดังเคร้งความหยิ่งยโสเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวระดับสัญชาตญาณที่สัตว์กินพืชมีต่อสัตว์นักล่าระดับสูงสุด
หลินเทียนค่อยๆก้าวเดินเข้าไปหาชายหน้าบากเสียงรองเท้าบูทเหยียบย่ำลงบนแอ่งน้ำขังดังกึกก้องในความเงียบ ทุกลูกพรรณย่างก้าวแผ่รังสีคุกคามที่หนักหน่วงจนอากาศรอบๆตัวของชายหน้าบากถูกบีบอัดจนหายใจไม่ออก
"จะ... เจ้าเป็นใครกันแน่...ยอดฝีมือระดับผสานจิตวิญญาณ... ท่านมาทำอะไรในตรอกสกปรกนี่!"ชายหน้าบากละล่ำละลัก ร่างกายทรุดลงคุกเข่าดังกึกโดยอัตโนมัติ มันโขกศีรษะลงกับพื้นน้ำแฉะๆอย่างไม่อาย "ใต้เท้า! โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ข้าน้อยมีตาหาหมีแววไม่ข้าน้อยผิดไปแล้ว!"
หลินเทียนหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ามันเขาก้มมองชายหน้าบากด้วยสายตาที่เย็นชา "การไว้ชีวิตเจ้าไม่ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้นหรือเลวลง... ทว่าข้าต้องการข้อมูล แลกกับชีวิตสวะของเจ้า"
"ดะ... ได้ขอรับ!ใต้เท้าอยากรู้อะไร ข้าน้อยยินดีตอบทุกอย่าง!"
"ที่นี่คือส่วนใดของมหาทวีป? และ 'งานประลองคัดเลือกดารา' ที่จัดโดยวิหารพิสุทธิ์สวรรค์ คืออะไร?" หลินเทียนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงพลังกดดันมหาศาล
ชายหน้าบากกลืนน้ำลายอึกใหญ่พยายามรวบรวมสติ "ทะ... ที่นี่คือ 'เมืองดาราร่วงหล่น' ขอรับเป็นเมืองหน้าด่านที่ตั้งอยู่ขอบนอกสุดของมหาทวีปฝั่งตะวันออก หรือที่เรียกกันว่า 'เขตแดนรกร้าง' สถานที่นี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของสี่มหาอำนาจเป็นแหล่งรวมตัวของพวกนอกกฎหมาย พ่อค้าทาส และทหารรับจ้างขอรับ"
มันสูดลมหายใจก่อนจะกล่าวต่อ"ส่วน 'งานประลองคัดเลือกดารา'... มันคืองานประลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสิบปีของมหาทวีปจัดขึ้นที่ 'นครสวรรค์' ซึ่งอยู่ใจกลางทวีปห่างจากที่นี่ไปทางเหนือหลายแสนลี้ งานนี้วิหารพิสุทธิ์สวรรค์และสำนักใหญ่อีกสามแห่งจะส่งตัวแทนมาคัดเลือกอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศเพื่อเข้ารับการบ่มเพาะเป็นศิษย์สายตรง... ทว่าการจะเข้าร่วมได้ ต้องมี 'ป้ายเบิกทาง' หรือไม่ก็ต้องชนะการประลองในลานประลองใต้ดินของเมืองหน้าด่านเพื่อชิงโควต้าขอรับ!"
หลินเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อยเขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ สัมผัสกับ 'ป้ายหยกสีฟ้าอมเขียว' ที่เซียวเฉียนทิ้งไว้ให้ "นครสวรรค์...อีกสามเดือนสินะ"
"ตะ... ใต้เท้าข้าน้อยบอกทุกอย่างแล้ว ปล่อยข้าน้อยไปเถิดขอรับ" ชายหน้าบากอ้อนวอน
"ปล่อยงั้นรึ?" หลินเทียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ"ข้าบอกว่าจะไว้ชีวิต ไม่ได้บอกว่าจะปล่อยให้เจ้าไปก่อกรรมทำเข็ญต่อได้"
*เปรี้ยง!*
หลินเทียนเตะสวนเข้าที่จุดตันเถียนของชายหน้าบากอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าพลังปราณที่แฝงไปด้วยสัจธรรมมังกรพุ่งทะลวงเข้าไปทำลายรากฐานลมปราณของมันจนแหลกละเอียดในพริบตาชายหน้าบากกรีดร้องสุดเสียง ร่างกระเด็นไปกระแทกถังขยะเหล็กมันกระอักเลือดและสลบไปในทันที นับจากนี้มันจะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้อีกตลอดชีวิตนี่คือความปรานีที่โหดร้ายที่สุดสำหรับผู้ฝึกตน
หลินเทียนไม่สนใจร่างที่นอนเกลื่อนกลาดเขาก้มลงปลด 'ถุงห้วงมิติ' ออกจากเอวของชายหน้าบากและพรรคพวกของมันเมื่อถ่ายเทลมปราณเข้าไปสำรวจ เขาก็พบกับหินผลึกเรืองแสงสีม่วงและสีฟ้าจำนวนหนึ่ง
"หินผลึกปราณ? ไม่ใช่...ความบริสุทธิ์ของมันสูงกว่าศิลาวิญญาณในทวีปเก่าหลายสิบเท่า"หลินเทียนประเมิน "นี่คงเป็นสกุลเงินของมหาทวีปสินะ ที่นี่เรียกว่า 'ผลึกนีออนปราณ' (Neon QiCrystals) เอาเถอะอย่างน้อยสวะพวกนี้ก็ยังมีประโยชน์ในการเป็นทุนรอนตั้งตัว"
เขาเก็บถุงห้วงมิติไว้ในเสื้อคลุมก่อนจะหันหลังเดินออกจากตรอกมืด มุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักของเมืองดาราร่วงหล่น
**แสงสีแห่งนีออนและโรงเตี๊ยมจันทร์สีเลือด**
เมื่อก้าวพ้นเงามืดของตรอกหลินเทียนก็พบกับโลกที่สับสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยความเจริญที่เสื่อมโทรมถนนหลักของเมืองดาราร่วงหล่นกว้างขวางพอให้รถม้าห้าคันวิ่งสวนกันทว่าพาหนะที่สัญจรไปมากลับไม่ใช่รถม้าธรรมดา แต่เป็น 'รถลากวิญญาณ' ที่ไม่มีม้าเทียมแต่ขับเคลื่อนด้วยกลไกปราณที่พ่นไอเสียสีฟ้าอมม่วงออกมาเรือเหาะสวรรค์ขนาดเล็กบินโฉบเฉี่ยวไปมาบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกควัน
ตึกรามบ้านช่องสองข้างทางสร้างจากศิลาสีดำสนิททว่าถูกประดับประดาด้วยป้ายร้านค้าที่เป็น 'อักขระเวทเรืองแสง' สีแดง สีชมพูสะท้อนแสง และสีฟ้าสว่างจ้า (XianxiaCyberpunk Vibe) เสียงดนตรีที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีปราณดังกึกก้องผสมปนเปกับเสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้า
หลินเทียนดึงฮู้ดหนังสัตว์ลงมาปิดบังใบหน้าเขากลมกลืนไปกับฝูงชนที่เดินขวักไขว่ ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่มีร่างกายที่กำยำและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นบางคนมีชิ้นส่วนของสัตว์อสูรปลูกถ่ายเข้ากับร่างกายเพื่อเพิ่มพลังบางคนสวมเกราะกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยผลึกปราณทุกคนมีสายตาที่ระแวดระวังและพร้อมจะฆ่าฟันกันได้ทุกเมื่อ
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างกะทันหันมันไม่ใช่ฝนที่ใสสะอาด แต่เป็น 'ฝนกรดปราณ' ที่เกิดจากมลภาวะของการหลอมโอสถและไอเสียเวทมนตร์ผู้คนต่างกางร่มที่อาบด้วยน้ำยาป้องกัน หรือไม่ก็กางม่านพลังปราณขึ้นมาคลุมตัวหลินเทียนเพียงแค่ปล่อยให้ละอองฝนตกกระทบเสื้อคลุมเกล็ดมังกรล่องหนของเขาป้องกันสารพิษเหล่านั้นได้อย่างหมดจด
เขาเดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งสะดุดตากับอาคารสูงห้าชั้นที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนอาคารนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสีดำขลับ ประดับด้วยโคมไฟสีแดงฉานที่ส่องแสงฝ่าสายฝนป้ายหน้าร้านสลักด้วยตัวอักษรเรืองแสงสีเลือดขนาดใหญ่ว่า**"โรงเตี๊ยมจันทร์สีเลือด" (Blood Moon Tavern)**
กลิ่นสุราหมักชั้นดี กลิ่นเนื้อย่างกลิ่นโลหิต และกลิ่นคาวโลกีย์ ลอยฟุ้งออกมาจากบานประตูที่เปิดแง้มไว้หลินเทียนรู้ดีว่าสถานที่เช่นนี้คือแหล่งรวบรวมข้อมูลชั้นยอดเขาผลักบานประตูไม้หนักอึ้งและก้าวเข้าไปภายใน
**สุนัขลอบกัด และรังสีราชันมังกร**
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมจันทร์สีเลือดเต็มไปด้วยควันจากยาสูบเวทมนตร์และไอความร้อนเสียงพูดคุยโหวกเหวกโวยวายดังสนั่นโต๊ะไม้แต่ละตัวอัดแน่นไปด้วยผู้ฝึกตนหน้าตาเหี้ยมเกรียมบางโต๊ะกำลังเล่นพนันด้วยผลึกปราณ บางโต๊ะกำลังซดสุราสีเพลิงที่ลุกเป็นไฟได้
หลินเทียนเดินฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าไปยังหน้าเคาน์เตอร์บาร์ที่ทำจากหินหยกดำเถ้าแก่ร่างอ้วนฉุที่มีแขนกลข้างขวาทำจากเหล็กไหลกำลังเช็ดแก้วสุราอยู่เมื่อเห็นหลินเทียนในชุดซอมซ่อ มันก็เหลือบมองด้วยหางตา
"ถ้าจะมาขอทาน ไปขอหลังร้านที่นี่ต้อนรับเฉพาะคนมีเงิน" เถ้าแก่แค่นเสียง
หลินเทียนไม่ตอบเขาล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุม ก่อนจะโยน 'ผลึกนีออนปราณสีฟ้า' ขนาดเท่าไข่นกกระทาลงบนเคาน์เตอร์หินหยกเสียงผลึกกระทบหินดังกังวานกังวานใส
ดวงตาของเถ้าแก่เบิกกว้างความเย่อหยิ่งเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบประแจงในทันทีผลึกระดับนี้มีค่ามากพอจะซื้อสุราชั้นดีได้ทั้งถัง! "นายท่าน! เชิญนั่งๆรับสุรา 'อัคคีเหมันต์' สูตรพิเศษของร้านหรือจะเป็นข้อมูลข่าวสารดีขอรับ?"
"ขอสุราหนึ่งจอก...และข้าต้องการรู้เกี่ยวกับลานประลองใต้ดินของเมืองนี้ รวมถึงข่าวคราวของ 'วิหารพิสุทธิ์สวรรค์'" หลินเทียนเอ่ยเสียงเรียบ
ทว่า ก่อนที่เถ้าแก่จะได้ตอบคำถามเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังลั่นก็แทรกขึ้นมาจากโต๊ะด้านหลัง
"ฮ่าๆๆ! ดูสิพวกเรา!มีไอ้บ้านนอกที่ไหนไม่รู้ มาถามหาข้อมูลของวิหารพิสุทธิ์สวรรค์ในที่แบบนี้!สงสัยมันคงอยากจะไปเป็นคนล้างโถส้วมให้นางฟ้า 'เซียวเฉียน' ล่ะมั้ง!"
หลินเทียนหันกลับไปมองช้าๆที่โต๊ะตัวใหญ่กลางร้าน ชายร่างยักษ์ผิวสีทองแดงสวมเกราะหนามกำลังนั่งยกขาพาดโต๊ะในมือถือขวานยักษ์ที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง รอบตัวมันมีลูกสมุนอีกห้าคนหัวเราะตามอย่างชอบใจปราณของชายร่างยักษ์แผ่ซ่านอยู่ในระดับ 'ก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด' ซึ่งถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของเมืองหน้าด่านแห่งนี้
"ไอ้หนู..."ชายร่างยักษ์ลุกขึ้นยืนความสูงเกือบสองเมตรของมันทำให้หลินเทียนดูตัวเล็กลงไปถนัดตา "ผลึกปราณนั่นดูมีค่ามากนะส่งมันมาให้ข้าเป็นค่าคุ้มครองแล้วข้าจะยอมเล่าเรื่องวิหารพิสุทธิ์ให้แกฟังเป็นนิทานก่อนนอน"
ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างเงียบกริบและถอยห่างทุกคนรู้กิตติศัพท์ของ 'หมีคลั่ง ปาหลง' หัวหน้าแก๊งรีดไถที่เหี้ยมโหดที่สุดในย่านนี้ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้าช่วยเด็กหนุ่มในชุดคลุมซอมซ่อ
หลินเทียนมองดูหมีคลั่งปาหลงตั้งแต่หัวจรดเท้าแววตาสี sapphire ของเขาไม่มีแม้แต่ความสั่นไหว
> **"มีคนเคยกล่าวไว้ว่า...สุนัขที่เห่าเสียงดัง มักจะเป็นสุนัขที่หวาดกลัวที่สุด ทว่าสำหรับข้า...ข้าไม่สนว่ามันจะเห่าเพราะหวาดกลัวหรือเพราะโง่เขลา...เพราะจุดจบของสุนัขที่ขวางทางมังกร มีเพียงความตายเท่านั้น"**
คำพูดอันโอหังและบาดลึกของหลินเทียนทำให้บรรยากาศในโรงเตี๊ยมเยือกแข็งลงในพริบตา!
"แกหาที่ตายเองนะโว้ย!"หมีคลั่งปาหลงคำรามลั่น มันเงื้อขวานยักษ์ที่หุ้มด้วยปราณสีปฐพี พุ่งเข้าสับกะโหลกของหลินเทียนด้วยความเร็วดุจพายุ!
หลินเทียนไม่ได้ขยับหลบเขาเพียงแค่ปลดปล่อย 'จิตสังหาร' และแรงกดดันของสภาวะ **'ครึ่งก้าวผสานจิตวิญญาณ'** ออกมาเพียง 'หนึ่งในสิบส่วน' เท่านั้น!
*ครืนนนนน!*
ออร่าสีม่วงทองที่มองไม่เห็นกระแทกออกไปดุจคลื่นสึนามิ!แรงกดดันทางจิตวิญญาณที่หนักหน่วงประหนึ่งสวรรค์ถล่มทับซัดเข้าใส่ร่างของหมีคลั่งปาหลงอย่างจัง! ขวานยักษ์ที่เงื้ออยู่กลางอากาศหยุดชะงักร่างยักษ์ของมันถูกอัดกระแทกลงกับพื้นโรงเตี๊ยมดังกัมปนาท พื้นไม้แตกกระจายพื้นหินด้านล่างยุบตัวลงเป็นหลุมลึกรูปใยแมงมุม!
"อั่ก!"ปาหลงกระอักเลือดคำโต กระดูกซี่โครงหักพร้อมกันหลายซี่ มันนอนคว่ำหน้าติดพื้นไม่สามารถแม้แต่จะกระดิกนิ้วได้แรงกดดันนี้ทำให้มันรู้สึกเหมือนมีภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่บนหลัง
ลูกสมุนทั้งห้าคนรวมถึงผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างทรุดลงคุกเข่าด้วยความสั่นกลัวเหงื่อเย็นเยียบไหลโทรมกาย ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มในชุดคลุม
หลินเทียนหันกลับมาที่เคาน์เตอร์หยิบจอกสุราที่เถ้าแก่รินค้างไว้ด้วยมือที่สั่นเทาขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดจอก
"สุรารสชาติดี... ทีนี้ เล่าเรื่องลานประลองใต้ดินมาได้แล้ว"หลินเทียนวางจอกลงบนโต๊ะน้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบและเย็นเยียบประหนึ่งมัจจุราชที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
มหากาพย์แห่งการเหยียบย่ำสวรรค์บนมหาทวีปได้เริ่มต้นขึ้นด้วยการประกาศศักดาของราชันมังกรในโรงเตี๊ยมสีเลือดแห่งนี้เอง!