ทันทีที่ฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานเดินทางเข้าเขตแคว้นชิง ทั้งคู่ก็ถูกคนเข้ามาล้อมกรอบ
“อย่าคิดที่จะสู้ เจ้าคนเดียวสู้คนของข้านับร้อยไม่ได้หรอก” เสียนเซิ่งหัวเราะอย่างพอใจ “ไม่คิดว่าเจ้าจะมีวันนี้เจ้าตัวหายนะ”
“ตัวหายนะจะเป็นผู้ใดก็ยังไม่แน่ บางทีอาจเป็นเจ้าก็ได้ที่นำหายนะมาให้ชิงเจี้ยน” ฉินจื่อฉิงตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กลัวคำขู่ เสียนเซิ่งก็โมโหยิ่งกว่าเดิม “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าสองปีก่อนเจ้าไปทำให้รัชทายาทขุ่นเคืองใจด้วยเรื่องใด แต่วันนี้มีรับสั่งให้ข้ามาสังหารเจ้า!”
“สองปีที่แล้ว?” ฉินจื่อฉิงหัวเราะเสียงดัง “เขาคงกลัวว่าข้าจะพูดความจริงเกี่ยวกับการประลองในครั้งนั้นล่ะสิ”
“ความจริง? ความจริงอะไร” เสียนเซิ่งสงสัย
“ข้าว่าเจ้ายังไม่ต้องไปสนใจเรื่องนั้นหรอก” ฉินจื่อฉิงยิ้มกว้าง “เจ้าไม่อยากรู้บ้างหรือว่าเหตุใดข้าถึงรู้ว่าเจ้าหนีมาที่แคว้นชิงทั้งที่เจ้าเพิ่งหนีมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ยังมีเรื่องที่ตระกูลเสียนของพวกเจ้าถูกตัดสินความผิดในข้อหากบฏนั่นอีก เรื่องนี้ต่างหากที่เจ้าควรสงสัย”
“ข้อหากบฏเป็นเจ้าที่ใส่ร้ายตระกูลเสียนของเรา!” เสียนเซิ่งพูดอย่างไม่ยอมรับ เขาแค่ลักลอบขายเสบียงแต่ไม่คิดที่จะก่อกบฏ อย่างไรเมื่อเสียนอ๋องได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ คนตระกูลเสียนย่อมถูกแต่งตั้งให้เป็นขุนนางหรือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่แล้ว เมื่อมองเห็นความเจริญก้าวหน้าอยู่ไม่ไกล แล้วพวกเขาจะทำเรื่องใหญ่อย่างการก่อกบฏไปทำไมกัน
“เห็นแก่ที่เจ้าโง่เขลาและข้าก็ไม่อยากเสียเวลาให้เจ้าคาดเดา เอาเป็นว่าข้าจะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟังเอง”
“เหอะ...ข้าก็เห็นแก่ที่เจ้ากำลังจะตายเหมือนกัน เช่นนั้นข้าจะปล่อยให้เจ้าได้พูดก่อนที่จะไม่มีโอกาสพูด”
เสียนอ๋องช่างตาไร้แววที่ส่งเสียนเซิ่งกับเสียนซิ่วให้มาดูแลกองทัพ ฉินจื่อฉิงถึงกับถอนหายใจ “ที่ข้ารู้ว่าเจ้าหนีมาที่แคว้นชิงก็เพราะเสียนซิ่วเป็นคนบอก ยังมีเรื่องที่หัวหน้าตระกูลของพวกเจ้าร่วมมือกับเสียนอ๋องและเสียนกุ้ยเฟยชิงบัลลังก์ แม้ครั้งนั้นพวกเขาจะลงมือไม่สำเร็จ ทั้งฝ่าบาทยังเมตตาไม่เอาเรื่องและยังประกาศว่าเสียนอ๋องกับเสียนกุ้ยเฟยล้มป่วยจนเสียชีวิตอย่างกะทันหัน แทนที่ผู้นำตระกูลของพวกเจ้าจะหยุดความคิดแล้วกลับตัวเสียใหม่ แต่เขายังส่งเสริมให้พวกเจ้าลอบขายเสบียงให้ศัตรู ทำให้ทหารและชาวบ้านของเราอดอยากจนล้มตาย รู้อย่างนี้แล้วเจ้ายังคิดว่าเป็นข้าที่ใส่ร้ายเจ้าอีกหรือ”
เสียนเซิ่งไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเสียชีวิตของญาติผู้พี่กับท่านป้ากุ้ยเฟยจะมีเบื้องหลังที่รุนแรงถึงเพียงนี้ อีกทั้งการที่ผู้นำตระกูลให้พวกเขาลอบขายเสบียงก็ไม่ใช่เพราะเงินเพียงอย่างเดียว แต่ผู้นำตระกูลต้องการนำเงินจำนวนนั้นไปสนับสนุนให้เสียนอ๋องกับท่านป้าชิงบัลลังก์ ที่น่าตกใจและเสียใจที่สุดคือเสียนซิ่วน้องชายที่เขารักมากที่สุดกลับเป็นคนให้เบาะแสเรื่องการหลบหนี ตกลงแล้วเป็นคนใกล้ตัวทั้งนั้นที่ทำให้เขาต้องกลายมาเป็นกบฏพลัดถิ่นเช่นนี้
แต่ถึงอย่างนั้นเสียนเซิ่งก็ยังไม่อยากยอมรับ “เจ้าไม่ต้องมาโกหกข้า! ทุกคนในตระกูลรวมถึงอาซิ่วได้ตายไปหมดแล้ว คำพูดของเจ้าล้วนเชื่อถือไม่ได้ วันนี้ข้าจะสังหารเจ้าให้ได้ จากนั้นข้าจะพาตัวฮูหยินของเจ้าไปส่งให้รัชทายาทชิงเจี้ยน เมื่อเจ้ากลายเป็นวิญญาณเจ้าก็ตามไปดูเอาเถิดว่าฮูหยินที่เจ้ารักนักรักหนาจะถูกรัชทายาทกระทำเช่นไร บางทีนางอาจจะมีความสุขมากกว่าตอนที่ใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าก็เป็นได้”
ฉินจื่อฉิงได้ยินเสียนเซิ่งกล่าวถึงภรรยาเช่นนั้นก็รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก และเขาไม่คิดว่าชิงเจี้ยนจะกล้าคิดไม่ดีกับภรรยาของเขา คิดว่าจัดการเสียนเซิ่งกับพวกเสร็จ เขาจะไปจัดการกับชิงเจี้ยนทีหลัง จากนั้นฉินจื่อฉิงยกปืนที่อยู่ในมือขึ้นก่อนที่จะยิงออกไปอย่างแม่นยำ จนผู้ที่ติดตามมากับเสียนเซิ่งเสียชีวิตทันทีสิบสี่คน โดยที่คนพวกนั้นไม่ทันรู้ตัวเลยว่าตนเองตายด้วยอาวุธวิเศษชนิดใด
ส่วนเสียนเซิ่งที่ยิ้มอยู่เมื่อครู่กลับกลายเป็นยิ้มค้าง ใบหน้าของเขาไร้สีเลือดไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกครั้งที่มีเสียงดังออกมาจากอาวุธชิ้นนั้น คนของเขาก็ล้มลงตามจำนวนเสียง เสียนเซิ่งรู้สึกเจ็บที่ข้างลำตัวด้านขวา อีกทั้งบริเวณนั้นยังมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด
“เจ้า...พวกเจ้าใช้อาวุธใดทำร้ายข้า” เสียนเซิ่งล้มลงกับพื้น
ฉินจื่อฉิงไม่ตอบ เขาถอดซองบรรจุกระสุนตัวเดิมออกแล้วเปลี่ยนเอาตัวใหม่ใส่เข้าไป จากนั้นเขาก็เริ่มจัดการคนของเสียนเซิ่งทีละคนโดยมีซูหยุนหรานเป็นผู้ช่วย สองสามีภรรยาใช้เวลาไม่นานก็จัดการคนของเสียนเซิ่งทั้งหนึ่งร้อยคนอย่างเรียบร้อยไม่มีเหลือ
“ไม่เสียแรงที่ฝึกฝนอยู่ทุกวัน รู้สึกอย่างไรเจ้าคะที่ไม่ต้องยิงเป้านิ่งแล้ว” ซูหยุนหรานถามสามีพร้อมกับเปลี่ยนซองบรรจุกระสุนใหม่เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม
“อาวุธของเจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก แต่น่าเสียดายที่มันเล็กไปหน่อย” ฉินจื่อฉิงมองปืนแม็กกาซีนขนาดเล็กที่เหมาะสำหรับสตรีที่ถืออยู่ในมืออย่างสงสัย “เจ้าเป็นหมอ แล้วเหตุใดเจ้าต้องพกพาอาวุธอันตรายเช่นนี้ติดตัว”
“ข้าพกไว้ป้องกันตัวเจ้าค่ะ” ซูหยุนหรานยิ้มแล้วอธิบาย “ในยุคนั้นค่อนข้างอันตรายเพราะโจรผู้ร้ายเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อีกทั้งที่พักของข้าค่อนข้างห่างไกลผู้คน เมื่อข้าต้องกลับบ้านดึกข้าก็เลยต้องหาอะไรไว้ป้องกันตัว ข้าถึงตัดสินใจไปเรียนยิงปืนแล้วก็ซื้อปืนพกสำหรับผู้หญิงไว้พกพา สำหรับข้าคิดว่าขนาดมันกำลังพอดี แต่สำหรับท่านก็อาจจะเล็กอยู่บ้าง น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้ซื้อปืนชนิดอื่นมาเก็บไว้ด้วย”
“ถึงจะเล็กแต่ยังสังหารคนนับสิบได้ในคราวเดียว อาวุธของเจ้าดีกว่าการยิงธนูเสียอีก เพราะต่อให้ข้าจะยิงธนูเก่งแค่ไหน แต่ลูกธนูก็สังหารคนได้มากสุดแค่ครั้งละสามคนเท่านั้น” ฉินจื่อฉิงเปลี่ยนซองกระสุนใหม่เพื่อบรรจุกระสุนให้พร้อมใช้งาน “เราเอาอาวุธชนิดนี้ไปฝึกให้พลยิงของข้าได้หรือไม่”
“ไม่ได้แน่นอนเจ้าค่ะ” ซูหยุนหรานรีบปฏิเสธและเอ่ยเตือนสามี “ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าอาวุธวิเศษย่อมต้องมีจำกัด แล้วเราจะให้ใครรู้ถึงที่มาของมันไม่ได้ด้วย”
ฉินจื่อฉิงนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้ไม่ได้มีพวกเขาแค่สองคน แต่ยังมีเสียนเซิ่งอยู่อีกคน เขารีบพูดกลบเกลื่อน “นั่นสินะ อาวุธชนิดนี้เจ้าได้รับมาจากอาจารย์ของเจ้าอีกทีหนึ่ง นอกจากท่านอาจารย์แล้วคงไม่มีผู้ใดสร้างอาวุธชนิดนี้ขึ้นมาได้อีก”
เสียนเซิ่งที่กำลังจะหมดสติจากการเสียเลือดมาก เขากำลังจะตายแล้วจะไปสนใจกับอาวุธพวกนี้ได้อย่างไร ชีวิตเขาย่อมสำคัญกว่า “พวก...พวกเจ้าไม่คิดจะช่วยข้าหรือ”
“ช่วยเจ้า?” ฉินจื่อฉิงเลิกคิ้ว “ข้าจะช่วยเจ้าทำไม ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เจ้าต้องการเอาชีวิตข้ากับภรรยาของข้าอยู่หรือ ต่อให้เจ้าตายไปต่อหน้าข้าก็ไม่รู้สึกผิด”
“ฉินจื่อฉิง! เจ้า...” เสียนเซิ่งไม่มีแรงแม้แต่จะด่าออกไป แต่เขาต้องกลั้นความเจ็บเอาไว้เพื่อพูดบางอย่าง “ที่เจ้าเดินทางมาแคว้นชิงไม่ใช่เพราะอยากได้ตัวแม่ยายของเจ้ากลับไปหรือ หากเจ้าไม่ช่วยข้าก็อย่าได้หวังว่าข้าจะบอกที่ซ่อนของนาง”
ฉินจื่อฉิงรีบหันไปมองภรรยา “หรานหราน...”
ซูหยุนหรานตบหลังมือสามีเพื่อให้สามีวางใจ จากนั้นนางก็เดินไปหยุดตรงหน้าเสียนเซิ่งก่อนจะเริ่มตรวจอาการและพบว่ากระสุนแค่ถากบริเวณข้างลำตัวของเขาเท่านั้น แต่ในเมื่อเสียนเซิ่งเอามารดาขึ้นมาขู่ เช่นนั้นนางก็จะบอกอาการของเขาไปแบบเกินจริงให้เขากลัวจนร้องไห้ไปเลย “สิ่งที่ผ่านร่างกายเจ้าไปเรียกว่ากระสุน หากรักษาไม่ดีแผลของเจ้าจะเกิดการติดเชื้อจนเน่าเฟะน่ารังเกียจ หรือบางทีสารตะกั่วที่เคลือบอยู่บนหัวกระสุนอาจเข้าสู่กระแสเลือดของเจ้าไปแล้วก็ได้ ข้าบอกไว้เลยว่ามีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถรักษาเจ้าให้หายได้ แต่ถ้าเจ้ายังกล้าเอาชีวิตของท่านแม่มาต่อรอง ข้าก็จะปล่อยให้เจ้านอนตายอยู่ตรงนี้”
“ถึง...ถึงตายเลยหรือ” เสียนเซิ่งหน้าซีดเข้าไปใหญ่
“เจ้าก็ลองดูคนที่เจ้าพามาสิ ตอนนี้พวกเขายังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า” ซูหยุนหรานลุกขึ้นปัดมืออย่างไม่สนใจ “หากไม่รีบตัดสินใจก็จะช้าไปแล้วนะ”
“หรานหราน เช่นนั้นเราไปกันเถอะ” ฉินจื่อฉิงบอกภรรยา
เมื่อเห็นว่าฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานเดินห่างออกไป เสียนเซิ่งก็เริ่มลังเล แม้ก่อนหน้านี้เสียนเซิ่งมีท่าทางมั่นใจและไม่กลัวตาย เป็นเพราะเขาพาคนมาถึงหนึ่งร้อยคน แต่ฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานมีกันแค่สองคน ต่อให้ฉินจื่อฉิงจะเก่งกาจเพียงใดก็ไม่มีทางเอาชนะเขาและคนของเขาได้
แต่ไม่คิดว่าฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานกลับจัดการคนของเขาเรียบไม่มีเหลือ ทั้งสองสามีภรยายังใจร้ายไม่ยอมสังหารเขาให้ตายในคราวเดียว แต่ทั้งคู่เลือกที่จะทำให้เขาบาดเจ็บ แล้วยังเคลือบยาพิษที่เรียกว่าสารตะกั่วไว้บนอาวุธอีก เวลานี้เสียนเซิ่งเข้าใจแล้วว่าสองสามีภรรยาต้องการทรมานเขาให้ตายอย่างช้าๆ
เสียนเซิ่งไม่มีทางเลือก “ได้! หากเจ้าสัญญาว่าจะรักษาข้าให้หาย ข้าก็จะปล่อยบิดากับมารดาของเจ้าไป”
“เจ้าเห็นข้าโง่หรือที่ต้องรักษาเจ้าก่อนถึงได้พบท่านแม่” ซูหยุนหรานยิ้ม “หากข้าไม่ได้พบท่านแม่ก่อนข้าก็ไม่รักษา เพราะข้ารู้จักท่านแม่ของข้าดีว่านางต้องไม่ยอมทำตัวให้เป็นภาระข้าอย่างแน่นอน เช่นนั้นหากเจ้าเลือกที่จะตายอย่างช้าๆ อยู่ที่นี่ข้าก็จะออกไปตามหาท่านแม่ของข้าเอง อ้อ...ไม่สิ การที่ข้ากับท่านพี่เดินทางมาแคว้นชิงครั้งนี้ นอกจากเราจะมาตามหาท่านแม่ของข้าแล้ว เรายังจะนำความจริงเรื่องการประลองฝีมือระหว่างท่านพี่ของข้ากับชิงเจี้ยนเมื่อสองปีก่อนมาบอกกับฮ่องแต้แคว้นชิงด้วย บางทีต้นขาใหญ่ที่เจ้ากำลังเกาะอยู่นี้อาจถูกปลดจากตำแหน่งรัชทายาทก็เป็นได้ เผลอๆ เจ้าอาจถูกตัดสินประหารชีวิตไปพร้อมกับชิงเจี้ยนข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง แต่หากเจ้าตามข้ากับท่านพี่กลับแคว้นชิง ไม่แน่ท่านพี่อาจขอพระราชทานละเว้นโทษประหารให้เจ้าก็ได้”
เสียนเซิ่งกลับมาคิดหนักอีกครั้ง เวลานี้นับได้ว่าเขาเป็นฝ่ายเดียวกับรัชทายาทชิงเจี้ยนอย่างเต็มตัวแล้ว หากรัชทายาทถูกตัดสินความผิดในข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง เขาก็ไม่อาจหนีพ้นโทษประหารไปได้เช่นกัน
ส่วนทางแคว้นต้าสุ่ยแม้จะมีโทษประหารรอเขาอยู่ก่อนแล้ว แต่หากฉินจื่อฉิงช่วยละเว้นโทษประหารให้เขาได้จริง ต่อให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องขังไปตลอดชีวิตเขาก็ยินดี ความตายจะดีเท่ากับมีลมหายใจอยู่ได้อย่างไร
“เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่” เสียนเซิ่งยังลังเล
“นอกจากต้องเชื่อและทำตามพวกเราแล้วเจ้ายังมีทางเลือกอื่นอีกหรือ” ซูหยุนหรานจับมือสามี “ไปเจ้าค่ะท่านพี่ อย่ามาเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกเลย เราไปขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้แคว้นชิงแล้วบอกความจริงว่ารัชทายาทชิงเจี้ยนสมคบคิดกับเสียนเซิ่งเพื่อก่อกบฏ เสบียงที่พวกเขาซื้อขายถูกแบ่งไว้เลี้ยงกองกำลังส่วนตัวของพวกเขาส่วนหนึ่ง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกส่งต่อให้ราษฎร ทั้งเรื่องการประลองเมื่อสองปีก่อน หากฝ่าบาทรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่รัชทายาทชิงเจี้ยนแต่งขึ้น ข้าอยากรู้ว่าฝ่าบาทจะจัดการกับเขาและคนสนิทของเขาอย่างไร”
“ข้าจะพาเจ้าไปพบลั่วเจินเจินเดี๋ยวนี้!” เสียนเซิ่งตะโกนขึ้น