ตอนที่29 ช่วยเหลือผู้เฒ่าตระกูลเล่อ
หลิวเย่ไม่ได้สนใจกับเหตุการณ์าระหว่างแฮ็คเกอร์แล้ว
เขาตรวจสอบอีเมล์ที่ส่งมาจากเกาหยานเมื่ออ่านรายละเอียดเขาพยักหน้าเบาๆด้วยความพอใจกับประสิทธิภาพการทำงานของหัวหน้าแผนกแต่ละคนในโรงงานบะหมี่
เขาอนุมัติแผนพัฒนาที่เกาหยานได้ทำการสรุปมา
บางทีวันหยุดสัปดาห์นี้เขาสามารถกลับไปยังโลกโบราณได้
หลิวเย่ไม่จำเป็ต้องไปตรวจสอบทุกกระบวนการทำงานของพวกเขา
เป็เพราะว่าหลิวเย่สามารถติดตามการทำงานของพวกเขาได้จากการใช้ศิลปะจิติญญาชูราที่เขาได้ร่ายมนต์ไว้
.........
ภาคเช้าในห้องเรียนมีความโกลาหลเกิดขึ้น
เมื่อหลิวเย่เดินเข้าห้องเรียนตามลำพัง
ทุกสายตาในห้องเรียนต่างจ้องมองมาที่เขา
หลิวเย่สังเกตเห็นชายหนุ่มสามคนแปลกหน้ามายืนท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นของเขา
ซุนเอ้อเดินมาจับแขนของหลิวเย่แล้วลากมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มทั้งสามคน
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งที่ยืนตรงกลางระหว่างสามคนเขายืนกอดอกจ้องมองหลิวเย่ด้วยสายตาเข้มเหมือนมองศัตรูตัวฉกาจ
หากเปรียบเทียบความหล่อเหลาระหว่างหลิวเย่กับชายหนุ่มตรงหน้าแล้วแน่นอนว่าหลิวเย่ หล่อกินขาด
“เพื่อนร่วมชั้นหลิวเย่คุณเข้ามายุ่งวุ่นวายกับผิงผิงมากเกินไปแล้วนะ”ชายหนุ่มหน้าตาดีเอ่ยเสียงเข้มพลางจ้องเขาเขม็งอย่างไม่พอใจ
“คุณคิดว่างัยล่ะ”หลิวเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเริ่มรู้สึกรำคาญกับปัญหามดๆแบบนี้
“คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับผิงผิง”เล่อคัง เป็ชายหนุ่มหน้าตาดีซึ่งเป็ลูกหลานของตระกูลเล่อแห่งปักกิ่งอันที่จริงเขามีสิทธิ์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งแต่เนื่องจากครอบครัวเจียงและเล่อได้มีสัญญาหมั้นหมายระหว่างเล่อคังกับเจียงผิงผิงดังนั้นเขาจึงตัดสินใจมาเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจินเพื่อคอยดูแลว่าที่ภรรยาของเขาในอนาคต
เล่อคังสำรวจชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้าที่สมบูรณ์แบบมากกว่าไม่ว่าจะเป็ส่วนสูงที่มากกว่า ออร่าที่ดูสูงส่งมากกว่าเขาแต่เขาไม่สนใจเท่ากับที่เจียงผิงผิงให้ความสนใจหลิวเย่เป็พิเศษ
“.....”หลิวเย่ยิ้มจางๆ เขากำลังรอดูว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะทำอะไรต่อไป
“ฉันขอท้าทายคุณเราทั้งคู่เรียนชั้นปีหนึ่งแพทย์แผนจีนเหมือนกันถึงแม้ว่าวิชาเอกจะแตกต่างกันก็ตาม ในอีกสามเดือนข้างหน้าฉันหวังว่าคุณจะเข้าร่วมแข่งขันแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัย”เล่อคังตัดสินใจใช้วิธีการแข่งขันอย่างอารยชน
“ตกลง!” หลิวเย่ตอบตกลงอย่างง่ายดายนั่นเป็เป้าหมายของเขาอยู่แล้ว ยิ่งมีคนมากระตุ้นความสนใจยิ่งเป็ผลดีกับเขามากขึ้น
เล่อคังพยักหน้ารับทราบจากนั้นเขาทิ้งสายตาข่มขู่ไว้แล้วเดินออกจากห้องเรียนไปพร้อมกับเพื่อนๆของเขา
ซุนเอ้อเกาหัวพลางถามหลิวเย่ด้วยน้ำเสียงกังวล“น้องสี่ พวกเขาทำมากเกินไปแล้วคุณตอบตกลงง่ายเกินไปไหม?”
“ไม่ต้องกังวลมาเถอะมาเรียนกัน” หลิวเย่ตบไหล่ปลอบใจซุนเอ้อ
จูปิงและจางไค่ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆพวกเขาทำสีหน้ากังวลใจแทนหลิวเย่
หลิวเย่โบกมือให้แสดงว่าไม่ต้องกังวลแทนเขา
จางไค่หยิบโทรศัพท์มาค้นประวัติส่วนตัวของเล่อคังจากนั้นเขายื่นให้หลิวเย่อ่านเนื้อหาในนั้น
เล่อคังเป็หลานชายคนสำคัญของตระกูลเล่อแห่งปักกิ่งพวกเขาเป็ตระกูลเก่าแก่ร้อยปีประกอบธุรกิจหลายอย่างและมีอาชีพทหารเนื่องจากเขามีฐานะร่ำรวยจึงได้เลือกวิชาเอกศิลายาซึ่งแต่ละปีจะมีนักศึกษาเข้าเรียนไม่เกินห้าสิบคนเป็วิชาเอกที่มีค่าธรรมเนียมเข้าเรียนแพงมากที่สุด เขาถูกวางตัวให้เป็คู่หมั้นตามคำสัญญาของรุ่นพ่อแม่เจียงผิงผิงแห่งตระกูลเจียงจากเมืองเทียนจิน
หลิวเย่คืนโทรศัพท์ให้กับจางไค่แล้วยิ้มจางๆไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
หลิวเย่กำลังสงสัยว่าเล่อคังมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเล่อของเมืองเทียนจินหรือไม่?
แล้วเล่อหมินล่ะ?
ในตอนนี้เขายังไม่้ามุ่งความสนใจในความรักมากเกินไป
เป้าหมายในชีวิตของเขายังคงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องบรรลุให้ได้
ดังนั้นถ้าวันหนึ่งเขาจะมีแฟนหรือภรรยานั่นหมายความว่าเขาและเธอมีความพร้อมแล้ว
เมื่อถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน
เพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่เข้าใจหลิวเย่ผิดพลาดไปพวกเขาต่างมาขอโทษเขา
มันเป็เพราะว่าเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนช่วยกันอธิบายสถานการณ์จริงให้พวกเขารู้
สถานการณ์ที่ตึงเครียดจากความขุ่นเคืองจึงสลายไปจากชั้นเรียน
เมื่อหลิวเย่ทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาตั้งใจจะออกไปค่ายทหารเพื่ออ่านหนังสือคอมพิวเตอร์ที่เหลือให้หมดทุกเล่ม
อาจารย์กู่ผิงโจวได้โทรศัพท์มาหาหลิวเย่ก่อนที่เขาจะออกจากมหาวิทยาลัย
“เสี่ยวเย่คุณอยู่ที่ไหน?” อาจารย์กู่ถามด้วยน้ำเสียงเป็กังวล
“อาจารย์กู่คุณมีอะไรกับฉันไหม?” หลิวเย่ขมวดคิ้วพลางตอบกลับอาจารย์กู่อย่างเป็ธรรมชาติ
“เป็อย่างนี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาชนโทรมาหาฉันเขา้าให้ฉันไปช่วยรักษาใครคนหนึ่ง”
“แล้ว?” หลิวเย่ถามต่อด้วยความสับสน
“ฉัน้าให้คุณไปกับฉันด้วย”อาจารย์กู่พูดกึ่งบังคับให้หลิวเย่ไปกับเขาด้วย
“ตกลง!” หลิวเย่ตัดสินใจในทันทีเขา้ารู้เหตุผลที่ทำให้อาจารย์กู่เป็กังวลเช่นกัน
“คุณมาที่หน้าประตูเลยฉันจอดรถรออยู่แล้ว”
หลิวเย่เร่งเดินเร็วขึ้นเขาไม่อยากใช้พลังปราณในตอนนี้ เนื่องจากมีคนเดินไปมาเต็มไปหมด
..........
ณ ห้องพิเศษชั้น4 โรงพยาบาลประชาชน
อาจารย์กู่และหลิวเย่มาถึงหน้าห้องพิเศษซึ่งมีผู้คุ้มกันสองคนยืนเฝ้าหน้าห้องอย่างเข้มแข็ง
เมื่อเดินเข้ามาในห้องพวกเขามองเห็นเล่อจิน ผู้จัดการโรงประมูลจินหลง กับชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งบนเตียงมีชายชราร่างกายซูบผอมมีสายยางระโยงทั่วตัว เขากำลังนอนไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียง
เล่อจินรีบเดินมาต้อนรับอาจารย์กู่และหลิวเย่ทันทีพร้อมทั้งแนะนำชายบนเตียงและชายหญิงวัยกลางคน
“หมอกู่ หมอหลิวนี่คือคุณปู่ของฉัน ปู่เล่อผิง หมอวินิจฉัยว่าท่านป่วยเป็โรคหลอดเืสมองไม่รู้สึกตัวมาห้าวันแล้ว และนี่คือพ่อของฉัน เล่อซุน และแม่ของฉัน เผิงหยุน” เล่อจินกล่าวแนะนำด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
“สวัสดี ฉันกู่ผิงโจว” กู่ผิวโจวจับมือทักทายกับชายหญิงวัยกลางคนนั้น
“สวัสดี ฉัน หลิวเย่”หลิวเย่จับมือทักทายกับพวกเขาเช่นกัน
เล่อซุนและเผิงหยุนต่างจับมือทักทายพวกเขาอย่างสุภาพและเป็กังวล
อาจารย์กู่หยิบแฟ้มประวัติมาดูรายละเอียดด้วยกันกับหลิวเย่แล้วทำการตรวจสอบร่างกายของเล่อผิง
เล่อซุนและเผิงหยุนต่างมีสายตาที่คาดหวังจากพวกเขาทั้งสองคนเล่อจินได้เล่าให้พวกเขาฟังถึงทักษะการรักษาโรคยากโดยเฉพาะการรักษาโรคมะเร็งปอดของหมอหลิว นั่นทำให้พวกเขามีความหวังในการรักษาโรคพ่อของเขา
“.....”กู่ผิงโจวจับชีพจรอยู่นาน เขาขมวดคิ้วหนักและเปลี่ยนไปจับชีพจรบนข้อมืออีกข้างหนึ่งหลังจากนั้นเขาส่งสายตาให้หลิวเย่มาทำการจับชีพจรต่อจากเขา
“......”หลิวเย่จับชีพจรแขนขวาพบเส้นชีพจรมีความปั่นป่วนไม่เหมือนคนป่วยเป็โรคหลอดเืสมองแต่อย่างใดเขาเปลี่ยนมาจับชีพจรข้อมือซ้าย เขาหลับตาและใช้ัั์ช่วยในการตรวจสอบชีพจรเส้นชีพจรเต้นเบาหนึ่งครั้ง แล้วนิ่งเงียบสองวินาที จากนั้นเต้นอีกมาอีกหนึ่งครั้งสลับกันไปแบบนี้เรื่อยๆ เขาพบว่าชายชราตรงหน้าไม่ได้ป่วยด้วยโรคปกติแต่มีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการป่วยเช่นนี้
กู่ผิงโจวลูบคางครุ่นคิดอย่างหนักเขาไม่เคยพบเจอผู้ป่วยลักษณะแบบนี้มาก่อน เขามืดมนกับการหาหนทางรักษาในตอนนี้เขาฝากความหวังไว้กับหลิวเย่ที่อาจจะสร้างปาฏิหาริย์เหมือนหลายครั้งที่เขาเคยเห็น
“ก่อนหน้าที่จะมีอาการนี้คนป่วยกำลังทำอะไรอยู่เหรอ?” หลิวเย่ถามขึ้นเพราะเขากำลังสงสัยอะไรบางอย่าง
เล่อจินเรียกพ่อบ้านให้เข้ามาในห้อง
“พ่อบ้านเหลาคุณบอกได้ไหมว่าก่อนป่วย คุณปู่กำลังทำอะไรอยู่?”เล่อจินเอ่ยถามพ่อบ้านที่เดินเข้ามาแล้ว
พ่อบ้านเหลาเป็ชายชราท่าทางกระฉับกระเฉงเขาทำท่านึกถึงเื่ราวในอดีตครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ฉันจำได้ว่าตอนนั้นเป็ตอนเย็นนายท่านเดินไปทางูเาหลังวิลล่ากับอาจง นายท่านดูรีบร้อนจากนั้นฉันได้ยินเสียงร้องดังขึ้น พอฉันไปถึงก็เห็นนายท่านกับอาจงนอนหมดสติกัน”พ่อบ้านเหลาพยายามเรียบเรียงเื่ราวที่พบแล้วเล่าให้ฟัง
“มีอะไรที่ดูแปลกตาไหมในบริเวณนั้น?”เสียงหลิวเย่ขัดจังหวะขึ้นเมื่อพ่อบ้านเหลาพูดจบ
พ่อบ้านเหลาครุ่นคิดเขาขมวดคิ้วหนัก“.......อ๋อ...ฉันนึกออกแล้ว มันมีก้อนหินแปลกๆเจ็ดก้อนที่อยู่บริเวณนั้น?”จากนั้นพ่อบ้านเหลาทำมือบอกขนาดก้อนหินที่ใหญ่ขนาดใกล้เคียงลูกฟุตบอล
“เสี่ยวเย่คุณคิดว่าสถานที่นั้นเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของผู้เฒ่าเล่อ?”กู่ผิงโจวถามหลิวเย่ด้วยความสงสัยและงุนงง
“.....อาจจะ?”หลิวเย่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนที่จะพยักหน้าตอบรับ
ในตอนนี้เล่อซุนและเผิงหยุนมองหน้ากันและพวกเขาตื่นใกับเหตุผลที่หลิวเย่ระบุออกมา
“หมอหลิวมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?”เป็เล่อจินที่ยับยั้งใจไม่ได้ เขาจึงโพล่งถามออกมาทันที
“ฉันยังบอกไม่ได้ทั้งหมดขอไปดูสถานที่แห่งนั้นก่อน มันอาจจะเกี่ยวข้องก็ได้” หลิวเย่ตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เขาสังเกตได้ว่าสถานที่แห่งนั้นอาจเป็ความลับของตระกูลที่พวกเขาอาจไม่้าให้คนนอกรับรู้
“ตกลง อาจินพาหมอหลิวกับหมอกู่ไปดูสถานที่นั้น” สุดท้ายเล่อซุนตัดสินใจอนุญาตเขาหรี่ตาลงและจ้องมองหลิวเย่ อย่างสนใจ
เขาแปลกใจที่พบว่าเขาไม่สามารถอ่านจิตใจของหลิวเย่ได้
ระดับความสามารถทางธุรกิจที่พบเจอผู้มีอำนาจมากมายเขามีออร่าที่แข็งแกร่งโดยธรรมชาติ แต่เมื่อเขาพบกับหลิวเย่เขาพบว่าหลิวเย่มีออร่าน่าเกรงขามมากกว่าเขาหลิวเย่เหมือนชายชราที่ผ่านร้อนหนาวมาอย่างโชกโชน
กู่ผิงโจวเหลือบมองหลิวเย่ด้วยความแปลกประหลาดใจ
เขากำลังสงสัยว่าหลิวเย่จะเชื่อมโยงอาการป่วยของผู้เฒ่าตระกูลเล่อกับสถานที่นั้นอย่างไร
.........
ณูเาเล็กด้านหลังวิลล่าตระกูลเล่อ
เล่อซุน เล่อจินพ่อบ้านเหลา กู่ผิงโจว และหลิวเย่คนทั้งห้ามายืนบริเวณที่พ่อบ้านเหลาชี้ตำแหน่งที่พบชายชราเล่อผิงในตอนนั้น
หลิวจ้องมองไปยังก้อนหินทั้งเจ็ดก้อนเขาสังเกตการจัดวางแล้วพบว่ามันเป็ค่ายกลเจ็ดดาวจากความทรงจำของจักรพรรดิะหลิวเย่ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าใครเป็คนจัดวางและจัดวางเมื่อใดค่ายกลเจ็ดดาวนี้จะทำการป้องกันอะไรบางอย่างภายในและโจมตีผู้บุกรุกซึ่งจะทำลายจิติญญาและสมองโดยตรงนี่คือสาเหตุที่หลิวเย่สงสัยในอาการป่วยแปลกประหลาดของชายชราเล่อผิง
หลิวเย่ทำมือส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่กับที่เขาเดินตรงไปข้างหน้าโดยใช้ัั์ช่วยนำทางหลบหลีกอันตรายจากค่ายกลเจ็ดดาว
เล่อจินทำท่าจะเดินตามหลิวเย่แต่เล่อซุนจับแขนเขาไว้แล้วส่ายหน้าเบาๆ บอกให้เขาอยู่นิ่งเฉย
หลิวเย่เดินตรงไปได้เพียงสิบก้าวเขาก็หายไปจากสายตาของทุกคน
“......”ทุกคนอ้าปากค้าง พวกเขาตื่นตะลึงกับภาพที่มองเห็นในเวลานี้
“นี่! นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เสียงอันสั่นเทาของเล่อจินดังขึ้น
“เสี่ยวเย่....”กู่ผิงโจวเอ่ยคำออกมาแ่เบา
เล่อซุนและพ่อบ้านเหลาไม่ได้กล่าวอะไรแต่พวกเขาตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
หลิวเย่ไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ด้านหลังของเขาเลย
..........
เมื่อหลิวเย่ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของค่ายกลเจ็ดดาวเขามองเห็นความมืดมิดรอบตัวและดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า เขาก้าวเดินต่อไปตามเส้นทางของัั์ที่เขารู้สึกได้ระหว่างทางเขาได้ยินเสียงร้องดังของเสือโคร่ง
“โฮ๊ก....”บรรยากาศรอบตัวหนาวเย็นลง หลิวเย่ปล่อยพลังปราณวนเวียนทั่วร่างเขาเพื่อทำให้อบอุ่น
ยิ่งเดินเข้าไปอุณหภูมิโดยรอบยิ่งลดลงมากขึ้นข้างหน้าระยะไกลมองเห็นหิมะสีขาวโพลนทั่วบริเวณ
บรรยากาศคุ้นเคยแผ่กระจายรอบตัวหลิวเย่มันเหมือนกับปริมาณพลังฉีจากโลกโบราณ หลิวเย่ถือโอกาสดูดซับพลังปราณเหล่านี้
หลังจากเดินมาได้สิบนาที
ตอนนี้เขามองเห็นพุ่มดอกไม้สีม่วงสลับดำเป็ทุ่งกว้างเต็มบริเวณก่อนที่จะถึงบริเวณที่มีหิมะบริเวณนี้เริ่มมีแสงส่องสว่างมากขึ้น ทำให้เขามองเห็นดอกไม้เหล่านี้อย่างถนัดตาความทรงจำจากจักรพรรดิะหลิวเย่กระตุ้นให้เขาจำได้ทันทีว่าดอกไม้พวกนี้ชื่อ “ไพรีพิฆาต”เป็พืชสมุนไพรที่ใช้เป็ส่วนประกอบหลักในการปรุงยาขจัดสารพิษที่ได้รับจากป่าไม่ว่าจะเป็สัตว์ป่าหรือพืชพรรณป่า
หลิวเย่หัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข“ฉันขอโทษนะที่เป็คนค้นพบ ใครที่ปลูกไว้ก็ขอบคุณ”หลิวเย่โค้งคำนับก่อนที่จะทำการเก็บรวบรวมดอกไม้ไพรีพิฆาตเข้ามิติพื้นที่อย่างสนุกสนาน
หลิวเย่ไม่เร่งรีบเพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าอาการป่วยของชายชราเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่ได้รับจากการโจมตีของค่ายกลเจ็ดดาวซึ่งหลิวเย่สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย
เมื่อมีทรัพย์สมบัติตรงหน้าก็ขอเวลานอกจัดการกับมันก่อน
หลิวเย่รวบรวมดอกไพรีพิฆาตเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นเขาก้าวเดินตรงไปยังหิมะที่อยู่ตรงหน้าทันที
“โอ๊ะ!”หลิวเย่อุทานใที่พบว่าหิมะดูดขาทั้งสองข้างลงเรื่อยๆ เขาถอนหายใจเล็กน้อยที่พบอุปสรรคดังกล่าว
หลิวเย่ปลดปล่อยพลังปราณแล้วเหินตัวลอยขึ้นเหนือพื้นโดยตรงจากนั้นเหินลอยตัวตรงไปข้างหน้าจนถึงเนินหิมะขนาดย่อมที่มีดอกไม้กลีบสีขาวขุ่นสว่างสะท้อนสายตาเต็มทั่วบริเวณเนินนั้น
“โอ้! วันนี้เป็วันที่ดีเสียจริง!” หลิวเย่พูดด้วยเสียงแห่งความสุข
ทันใดนั้นมีแสงสีดำพุ่งเข้าหาหลิวเย่จากด้านข้าง
“ห๊ะ..”หลิวเย่อุทานอย่างใแต่เขาก็หลบแสงวูบดำนั้นได้อย่างสบาย
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเขาคือเสือโคร่งทมิฬตัวสูงใหญ่สองเมตร มันและหลิวเย่ได้เผชิญหน้ากันหลิวเย่สนใจสัตว์อสูรตัวนี้อย่างยิ่งที่มันดูเหมือนมีสติปัญญามันจ้องมองหลิวเย่ครู่หนึ่งก่อนคำรามอย่างเกรี้ยวกราดแล้วพุ่งเข้าหาเขาพร้อมกับวาดกรงเล็บเตรียมกระชากตัวเขา
หลิวเย่เพียงเอื้อมมือออกไปจับแผงคอแล้วเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งบนหลังของมันโดยตรง
เสือโคร่งทมิฬส่งเสียงคำรามและพยายามสลัดหลิวเย่ให้หลุดออกไปแต่ตัวเขาเกาะติดหนึบแน่น
เมื่อเขาหมดสนุกแล้วจึงตัดสินใจใช้ศิลปะจิติญญาชูราเพื่อสะกดจิติญญาสัตว์อสูรตัวนี้ให้สงบและเชื่องน่ารัก
หลิวเย่สื่อสารกับมันผ่านจิติญญาทำให้รู้ว่าผู้ที่จัดวางค่ายกลเจ็ดดาวนี้เป็เ้านายของมันที่มีชื่อว่า “ซือจี้”
ซือจี้จัดวางค่ายกลนี้ให้กับหญิงคนรักที่ชื่นชอบการปลูกและปรุงยาสมุนไพรเป็พิเศษและเขาได้มอบหมายให้เสือโคร่งทมิฬเฝ้ารักษาที่แห่งนี้เป็เวลาหนึ่งพันปี
บัดนี้ใกล้จะครบหนึ่งพันปีแล้วเสือโคร่งทมิฬที่เบื่อหน่ายกับการเฝ้ารักษาสถานที่แห่งนี้ มัน้าออกไปข้างนอกจึงพยายามพุ่งกระแทกค่ายกลเพื่อออกไปซึ่งเป็จังหวะเดียวกันกับที่ผู้เฒ่าตระกูลเล่อมาถึงรอบนอกค่ายกลส่งผลให้ค่ายกลเกิดปฏิกิริยาแปรผัน
หลิวเย่รับรู้ข้อมูลโดยรวมแล้วเขาวางแผนที่จะจัดวางค่ายกลเจ็ดดาวผนวกกับค่ายกลเสริมพลังฉีในวิลล่าที่เขาจะซื้อในอนาคตเมื่อนั้นเขาจะพาเ้าเสือโคร่งทมิฬไปอยู่ด้วยกันกับเขา เขาตั้งชื่อมันว่า “อาเล่อ”เป็เพราะว่าเขาพบมันในตระกูลเล่อ จึงตั้งชื่อง่ายๆให้กับมัน
ตอนนี้เขาปล่อยให้เสือโคร่งทมิฬไปล่าอาหารที่อีกฟากของค่ายกลซึ่งเป็ป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีทะเลสาบเล็ก
เขาไม่้าเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมาหลิวเย่เก็บรวบรวมบัวหิมะจากเนินเขาจนหมดเกลี้ยง
เขาเหินตัวลอยตรงลึกเข้าไปยังข้างในที่นั่นมีกระท่อมหลังเล็กที่เก็บม้วนตำราการจัดวางค่ายกลเจ็ดดาว
เขาอ่านเพื่อทำความเข้าใจโดยใช้ัั์
ตอนนี้เขารู้วิธีปรับแต่งค่ายกลแล้ว
ผลประโยชน์ที่เขาเก็บเกี่ยวได้ในครั้งนี้คุ้มค่ากับการเยี่ยมเยือน
หลิวเย่เหินตัวลอยไปยังจุดกึ่งกลางของค่ายกลที่มีเสาหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่เพื่อทำการปรับแต่งก่อนที่จะออกจากค่ายกลเจ็ดดาวนี้
ในตอนนี้หลิวเย่มองเห็นทั้งสี่คนเดินไปมาและยืนอย่างกระสับกระส่าย
เขาหายตัวเข้ามาในค่ายกลราวสามชั่วโมงแล้ว
หลิวเย่ตัดสินใจก้าวออกมาจากค่ายกลแล้วปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาทันที
“ห๊ะ..”
“โอ้...”
ทั้งสี่คนต่างตื่นใที่หลิวเย่ปรากฏตัวกะทันหันพวกเขาจ้องมองหลิวเย่เขม็ง
กู่ผิงโจวเดินตรงมาจับข้อมือหลิวเย่พลางถามอย่างห่วงใย“เสี่ยวเย่ คุณหายไปนาน เป็อย่างไรบ้าง?”
“ฉันสบายดีมันเป็ค่ายกลเจ็ดดาวน่ะ” หลิวเย่กวาดสายตามองทุกคนก่อนตอบตามตรง
“อะไรคือค่ายกลเจ็ดดาว?” เล่อจินถามอย่างงุนงง
“.......” เล่อซุนไม่ได้กล่าวอะไรแต่เขามีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดเจน