บทที่ 64
นายหญิงตัวน้อย
เมืองตงหลิง ส่วนกลางเขตคฤหาสน์หลงเถิง ใจกลางของคฤหาสน์ขนาดใหญ่ราวกับพระราชวังที่สร้างขึ้นท่ามกลางพื้นที่ที่งดงาม
ด้านนอกประตูเหล็กสไตล์ยุโรปนั้น รถเมอร์ซิเดสเบนซ์ ซีรี่ย์ E ค่อยๆขับมาที่ประตู กล้องวงจรด้านหน้าประตูนั้นถ่ายภาพไว้ก่อนที่ประตูจะเปิดช้าๆแบบอัตโนมัติทั้งสองฝั่ง
รถเบนซ์คันงามขับผ่านเข้าประตูไปและท้ายสุดก็ไปจอดอยู่ตรงด้านหน้าคฤหาสน์หลังโตที่เหมือนพระราชวังหลังนั้น
เมื่อประตูรถเปิด หญิงสาวผู้เลอโฉมก็ออกมาจากรถ เธอนั้นสวมชุดแบรนด์ดังควบคู่กับรองเท้าส้นสูงดูนิ่มนวลและสง่างามเป็นที่สุด รวมถึงใบหน้าสวยนั้นก็ถูกปรุงแต่งด้วยเครื่องสำอางมาอย่างหนักแน่นด้วย แต่ถึงเธอจะเป็นคนสวย แต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมานั้นก็ทำให้คนอื่นรู้สึกได้ว่าเธอนั้นชอบหว่านเสน่ห์และหยาบคายอยู่ภายใน
ตรงหน้าประตูบานคู่ของคฤหาสน์ ที่นั่นมีคนสองคนที่สวมสูทสีดำยืนอยู่ทั้งสองฝั่งประตู
ทันทีที่พวกเขาเห็นหญิงสาวเดินเข้ามา ทั้งสองก็รีบทำความเคารพและช่วยเปิดประตูให้ทันที
เธอเดินผ่านทั้งสองคนนั้นไปพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดหยามและไม่หันไปมองพวกเขาขณะเดินเข้าไปข้างในด้วย
ทั้งสองที่อยู่บริเวณประตูนั้น หลังจากที่เธอเดินผ่านไปแล้ว พวกเขาก็หันกลับไปมองด้วยความเจี๋ยมเจี้ยมและเขินอาย
นั่นก็เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาทั้งสองเพิ่งจะเป็นคนหยุดผู้หญิงคนนั้นไว้ตรงหน้าประตูเหล็กด้านนอกคฤหาสน์อยู่เลย แถมพวกเขายังไม่แยแสเธอไม่ว่าเธอจะพูดอะไรก็ตามด้วย
ในตอนนั้น พวกทั้งสองเหยียดหยามเธอไว้มาก เพียงไม่กี่วันความภาคภูมิใจทุกอย่างมันก็กลับกันไปหมดโดยสมบูรณ์
ประตูค่อยๆปิดลง ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันเองและถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ไม่คิดเลยว่านายหญิงจู่ๆจะโผล่มาแบบนี้ ก่อนหน้านี้คนที่เหนือกว่าพวกเราก็มีแค่ท่านเฉินเท่านั้น ตอนนี้จู่ๆก็กลายเป็นว่าฉันไปมีเรื่องกับนายหญิงซะแล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่าต้องไปดูประตูตอนไหนบ้าง”
“ใครจะพูดอะไรก็ได้ เพราะไม่มีใครรู้นี้ว่าพวกเรามีงานรออยู่ข้างหลังขนาดไหน อ่า ช่างเถอะ ฉันได้ยินมาว่านายท่าน เย่เหลียงเองก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้ด้วยเหมือนกัน เพราะผู้หญิงคนนั้นมีสิ่งที่เป็นเครื่องต่อรองอยู่ ไม่งั้นแล้วด้วยสายตาระดับท่านเย่เหลียงแล้วคงไม่เอาคนแบบนั้นมาทำพันธุ์หรอกมั้ง?”
“ชู่ว! เบาเสียงหน่อย! นายจะมาพูดอะไรไร้สาระตอนนี้ไม่ได้นะ ท่านเฉินยิ่งอารมณ์เกรี้ยวกราดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านเย่เหลียงอยู่ด้วย ถ้าเกิดมีใครพูดเรื่องนี้ขึ้นมาให้ได้ยินล่ะก็ มีหวังได้ถูกลากไปชานเมืองแล้วฝังทั้งเป็นแน่ๆ แถมพวกเราเพิ่งจะไปมีเรื่องกับนายหญิงน้อยไป ระวังตัวเองให้มากกว่านี้ดีกว่า”
“จริงสิ ลืมเรื่องนี้ไปเลย งั้นกลับไปเฝ้าประตูเหมือนเดิมเถอะ ฉันหวังว่าท่านเฉินจะใช้เราทำงานบ้างนะ จะได้ชดเชยความผิดที่ได้ทำลงไปบ้าง”
ภายในคฤหาสน์ หลังจากที่เด็กสาวเดินเข้าไปแล้ว เธอก็ตรงไปยังลานที่อยู่ด้านในสุด ที่แห่งนั้นยังมีห้องห้องหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของสนาม ซึ่งตอนนี้มันกำลังเต็มไปด้วยเสียงตะโกนโวยวายด้วยความโกรธดังออกมาเรื่อยๆ
“ออกไป! ออกไปให้หมด! ฉันต้องการหมอที่ดีที่สุดในโลกนี้มารักษาฉัน! ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ต้องรักษาฉันให้หาย!”
ไม่นานนักประตูห้องนั้นก็เปิดออกมา พร้อมกับกลุ่มของหมอในชุดโค้ทสีขาวต่างพากันวิ่งกรูออกมาด้วย
ตรงหน้าห้องนั้น มีชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ดูน่าเกรงขาม ผู้ที่ซึ่งเหล่าหมอที่ออกมาเห็นต่างก็ต้องพากันรู้สึกขมขื่น
“คุณเฉิน เราทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ ความรุนแรงมากมากเกินกว่าเราจะรับมือไหว เหมือนว่าโครงสร้างภายในมันจะเสียไปหมดเลย รวมถึงพวงสวรรค์ก็พากันหายไปด้วย พ-พวกเราเกรงว่าต่อให้ปืนใหญ่ยังทำงานได้ แต่มันก็ยากเกินไปที่จะทำให้ปืนใหญ่นั้นสามารถสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อ”
หลังจากที่ได้ฟังดังนั้นแล้ว สีหน้าของชายวัยกลางคนนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
แต่ในท้ายสุด เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย มีเพียงแค่โบกมือแล้วให้หมอเหล่านั้นแยกย้ายกันไป
ในทันทีที่พวกหมอออกไป เขาก็โบกมืออีกครั้ง ทันใดนั้น เหล่าชายชุดดำที่ยืนอยู่ตรงมุมมุมหนึ่งก็เดินเข้ามาและยืนอยู่ด้านหลังเขาด้วยความเคารพ
“หาที่กำจัดหมอพวกนั้นซะ แล้วก็อย่าลืมทำความสะอาดด้วยล่ะ”
“ครับ!”
ชายชุดดำเหล่านั้นรับคำสั่งแล้วจากไป นั่นทำให้ภายในสนามที่กว้างใหญ่นี้ มีเพียงเด็กสาวและชายวัยกลางคนเท่านั้นที่ยังอยู่
“คุณลุงเย่...”
ตรงหน้าของชายวัยกลางคนนั้น เด็กสาวได้ถอดซึ่งความมั่นหน้าและความอิ่มเอมใจออกไปแล้ว เหลือไว้เพียงความกระด้างเล็กน้อยและความหวาดกลัว เธอยืนอยู่ตรงและกุมมือไว้ที่ด้านหน้าโดยที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“เธอกลับมาแล้ว”
เขามองไปยังเธอโดยที่สีหน้ายังดูขึงขังอยู่
“เป็นอย่างไรบ้าง? เธอได้ข่าวเรื่องอู๋ตี้บ้างไหม?”
คนคนนี้คือเจ้าตระกูลเย่ที่เป็น 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่แห่งตงหลิง เย่เฉิน และเธอคนนี้ก็คือ ซูหลี่เหยา ผู้ที่เพิ่งจะกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยตงหลิงวันนี้
“ไม่...ไม่ค่ะ เขาไม่มาที่มหาลัยวันนี้...”
ซูหลี่เหยาพูดตะกุกตะกัก เธอไม่กล้าที่จะสบตาเย่เฉินเสียด้วยซ้ำ
ไม่กี่วันก่อน เมื่อเธอได้พบกับเย่เฉินครั้งแรกนั้น เธอรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็นจากคนคนนี้อยู่ตลอดเวลา
และหลายต่อหลายครั้งที่ได้ยินเย่เฉินสั่งให้ลูกน้องไปจัดการกับศัตรูของเขานั้น ขนาดเป็นแค่คนที่ได้ยินคำสั่งเท่านั้น เธอยังรู้สึกตัวสั่นแทนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเลย
คนคนนี้น่ากลัวเกินไป ไร้หัวใจ และเลือดเย็น ราวกับว่าเขาไม่มีร่องรอยความเป็นมนุษย์อยู่อีกแล้ว
“ไม่คิดเลยว่านอกจากจะกล้าทำร้ายลูกชายของลุงเย่ ยังจะกล้าทำตัวอวดเก่งแบบนี้ด้วย แสดงให้เห็นเลยว่าสมองไอ้บ้านี่มันแย่จริงๆ! แต่!”
ในทันทีที่เสียงของเธอดังขึ้น ดวงตาของเธอก็คมดุจนกอินทรีย์ด้วยเลย
“ต่อให้มันจะซ่อนตัวด้วยความตาย ฉันก็จะหามันให้เจอ และให้มันได้รับความทุกข์แบบที่ลูกชายของลุงเย่รับเป็นพันเท่าเลย! ไม่ว่าใครก็ตาม ที่ทำให้ลูกชายของลุงเย่ต้องเจ็บปวด มันต้องไม่ตายดี!”
หัวใจของซูหลี่เหยามันเต้นแรงไปหมด แถมสีหน้าเธอก็ยิ่งกังวลขึ้นเรื่อยๆด้วย และด้วยแบบนี้เธอจึงไม่กล้าสบตาเย่เฉินมากไปกว่าเดิมเสียอีก
“อืม” สายตาของเย่เฉินกลับมามองยังซูหลี่เหยาทันทีพร้อมๆกับมองตั้งแต่หัวจรดท้าย
“เธอกำลังท้อง อย่าสวมรองเท้าส้นสูงอีก แล้วก็ไม่ต้องแต่งหน้าจัดแบบนี้ เพราะในท้องเธอน่ะ คือสายเลือดของตระกูลเย่ของพวกเรา ถ้าหากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา เธอคงรู้นะว่าอะไรจะเกิดขึ้น?”
เย่เฉินนั้นไม่ได้พูดสุภาพกับเธอซะทีเดียว เพราะเขานั้นก็ไม่ได้ชอบซูหลี่เหยาในฐานะลูกสะใภ้อยู่แล้ว สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดนั้นเห็นจะเป็นสายเลือดของตระกูลเย่ในท้องของเธอซะมากกว่า
“รู้แล้วค่ะ ลุงเย่”
ต่อหน้าเย่เฉินนั้น ซูหลี่เหยาระมัดระวังตัวเองมากๆ รวมถึงถ่อมเนื้อถ่อมตัวด้วย นั่นเพราะว่าเธอไม่เคยลืม เรื่องเมื่อ 3 วันที่แล้วเลย
ในวันนั้น ซูหลี่เหยาเข้ามาภายในคฤหาสน์หลังใหญ่นี้พร้อม “หลักฐาน” 2 ชิ้น ในครานั้นเธอรู้สึกภาคภูมิใจมากๆที่จะได้เจอกับเจ้าตระกูลเย่ด้วยตัวเอง
แน่นอนว่าในตอนแรกนั้น เธอถูกหยุดไว้ที่หน้าประตูรั้วเหล็กอย่างไร้ความปรานี ทุกอย่างเป็นเหมือนเรื่องตลก เพราะทั้งๆที่ตระกูลเย่อยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆแต่เธอกลับเข้าไปทำอะไรต่อไม่ได้
ชายชุดดำทั้งสองคน เมื่อได้เห็นเธอเกาะลูกกรงประตูก็จับเธอลากออกไป แต่ทว่าตอนนั้น มันก็เกิดเหตุบังเอิญ เพราะว่าเย่เฉินได้นั่งรถเมอร์ซิเดสเบนซ์เมย์บัชกลับมาพอดี
ทันทีที่เธอเห็นดังนั้น เธอก็รีบตะเกียกตะกายไปหยุดหน้ารถเมย์บัชหรูคันนั้นเลย
เมื่อเย่เฉินลงมาจากรถ เมื่อนั้น ซูหลี่เหยาก็ได้พบกับภาพที่เธอไม่สามารถลืมได้อีกต่อไปด้วยความกลัวสุดๆ
แต่เดิมแล้ว เธอตั้งใจไว้ว่าจะแสดงหลักฐานสำคัญด้วยความสุขต่อหน้าเย่เฉินเมื่อเขาลงจากรถมา แต่ขณะที่รอจังหวะที่จะพูดนั้น สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นชายชุดดำหลายคงเล็งปืนมาที่เธอ
เย่เฉินที่ออกมาจากรถทีหลังนั้นมองมาที่เธออย่างเยือกเย็นก่อนจะพูดขึ้น “หลังจากจัดการตัวปัญหาแล้วก็แยกส่วนเธอไปทำปุ๋ยในสวนละกัน”
หญิงสาวถึงกับสับสนไปหมด นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เย่เฉินไม่แม้แต่จะถามคำถามเธอด้วยซ้ำ และที่เขาหยุดรถนั้นก็เพราะว่าเขาต้องการให้ลูกน้องของเขาฆ่าเธอแล้วก็จับเธอหั่นเป็นชิ้นๆไปทำปุ๋ยก็เท่านั้นเองเหรอ!
ความตกใจและหวาดกลัวมันครอบงำเธอทันทีที่ได้ยินคำนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์ทั่วๆไปจะพูดแบบนี้ได้ เสียงที่เปล่งออกมานั่นน่ะ ราวกับปีศาจที่มาจากนรกชัดๆ!
ทว่า เหมือนโชคเธอจะยังดี ซูหลี่เหยานั้นรีบกระวนกระวายเปิดปากพูดก่อนที่จะโดนยิงได้ทัน เธอพูดว่าเธอรู้ว่าใครเป็นคนทำร้ายเย่เหลียง และยังบอกต่อด้วยว่าเธอน่ะท้องกับ เย่เหลียงด้วย
ด้วยวิธีนี้เอง ซูหลี่เหยาจึงกลายมาเป็นนายหญิงน้อยของตระกูลเย่ในทันที และเมื่อเย่เฉินได้พูดออกไปแล้ว เหล่าลูกน้องใต้บังคับบัญชาเองก็เพร้อมจะฟังคำสั่งของซูหลี่เหยาในทันทีด้วย
เมื่อมีการสนับสนุนของตระกูลเย่ ซูหลี่เหยาจึงได้กลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยตงหลิงอีกครั้ง แถมเธอยังมีหน้าที่สำคัญคือการไปตามหาอู๋ตี้อีกด้วย
สิ่งที่เย่เฉินยังไม่รู้นั่นก็คือ ซูหลี่เหยานั้นได้เจออู๋ตี้แล้ว แต่หลังจากที่เธอได้เจออู๋ตี้ เธอก็เปลี่ยนความคิดใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกคำนวณใหม่ไว้ในหัวของเธอ
หลังจากที่ออกจากสนามด้านในสุดแล้ว ซูหลี่เหยาก็ตรงไปยังชั้น 2 ของคฤหาสน์ที่ซึ่งเป็นห้องของเธอภายในที่แห่งนี้ และที่นั่นมีคนใช้มากมายคอยรับใช้เธออยู่
“กลับมาแล้วหรือครับ นายหญิง”
ชายชุดดำทำความเคารพซูหลี่เหยาด้วยความเคารพ ท่าทีของเขาและใบหน้าที่แน่วแน่นั้นทำให้เขาดูเหมือนทหาร
หลี่จุน พ่อบ้านที่ถูกจัดมาเพื่อคอยดูแลซูหลี่เหยาโดยเย่เฉิน เขาถือเป็นหนุ่มไฟแรงที่มีความสามารถสูง และสถานะของเขาเองก็อยู่ในระดับสูงของตระกูลเย่ด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นชายคนดังกล่าว ซูหลี่เหยาก็ผลิยิ้มออกมา
“พี่จุน ฉันมีอะไรอยากจะให้พี่ช่วยสักหน่อย”