“ข้าน้อยไม่บังอาจถึงขนาดนั้นหรอก อีกอย่างโลกของข้ายังถูกผนึกอยู่ข้าน้อยเองก็ไม่ได้หวังตำแหน่งใด ๆ โลกของข้ายังมีผู้มีฝีมืออยู่และต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้คนภายในโลกนั้นข้าน้อยเฟิ่งหยูคงไม่อาจจะรับตำแหน่งเจ้าโลกนั้นได้”
“ก็จริงอยู่ในโลกของพวกเจ้าต้องมีคนที่เหนือกว่าเจ้าอยู่แต่คนผู้นั้นต้องได้รับการยอมรับจากพวกเราด้วยหาไม่พวกเราคงทำงานกันลำบากดังเช่นอีกสี่โลกที่เหลือ”
“ข้อนั้นข้าน้อยเข้าใจดี และหวังว่าผู้อาวุโสจะสนับสนุนคนที่ข้าน้อยเลือกด้วยเช่นกัน”
“เรื่องของอนาคตเอาไว้คุยกันเมื่อถึงเวลาก็แล้วกัน”
“ที่พวกเราเรียกเจ้ามา เพราะความสามารถของเจ้าข้าแม้จะเป็นองค์ราชันย์แต่ความสามารถบางเรื่องยังสู้เจ้าไม่ได้พวกเราได้ไปเห็นค่ายกลที่เจ้าสร้างไว้แล้วจะเป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะขอร้องให้เจ้าช่วยสร้างค่ายกลเชื่อมต่อโลกทั้งห้าของพวกเรา”
“เรื่องนั้นพวกท่านไม่ต้องกังวลขอเพียงมีทรัพยากรเพียงพอข้าน้อยสามารถสร้างให้พวกท่านได้อย่างไม่มีปัญหาค่ายกลที่ข้าเคยสร้างให้พวกท่านเป็นค่ายกลขนาดเล็ก แต่ที่ข้าจะสร้างใหม่นี้จะเป็นค่ายกลขนาดใหญ่สามารถขนย้ายกองทัพได้เลยทีเดียว จะได้สะดวกเวลาพวกท่านต้องรับมือกับโลกอื่น ๆแต่พวกท่านก็ต้องรักษาความปลอดภัยของพวกท่านเอง ข้าอาจจะเสริมค่ายกลป้องกันเอาไว้ด้วยเผื่อกรณีฉุกเฉิน”
“ได้สิ พวกเราจะเป็นคนหาทรัพยากรมาให้เจ้าเองครั้งนี้ต้องรบกวนเจ้าอีกรอบแล้ว”
“ข้าเองเต็มใจที่จะทำให้พวกท่าน ขอพวกท่านอย่าได้คิดเป็นคนอื่นคนไกลเลยข้าก็เปรียบเหมือนน้องชายของพวกท่าน ในอนาคตพวกเรายังต้องพึงพาอาศัยกัน ดังนั้นข้าจึงไม่อยากให้พวกท่านคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพวกนี้”
“ได้ พวกเราจะถือว่าเจ้าเป็นน้องชายคนเล็กของพวกเรา หากวันหน้ามีโอกาสสนับสนุนเจ้าพวกเราก็จะทำอย่างเต็มที่ เจ้าเองก็ห้ามปฏิเสธพวกเราเป็นอันขาด”
“เช่นนั้นก็แล้วแต่พวกท่าน หากพวกท่านพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกข้าได้ทุกเมื่อข้ายินดีที่จะไปติดตั้งค่ายกลมิติให้กับพวกท่านทุกเวลา” เฟิ่งหยูมอบรายการทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้ให้กับเจ้าโลกทั้งห้า พวกเขาอ่านมันเพียงรอบเดียว
“ทรัพยากรพวกนี้พวกเรามีอยู่แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็เริ่มสร้างค่ายกลให้พวกเราได้เลย”
“เช่นนั้นข้าจะเริ่มติดตั้งค่ายกลให้พวกท่านพวกท่านมองหาสถานที่ของพวกท่านเตรียมไว้ได้เลย อีกเรื่องที่ข้าต้องบอกพวกท่านเมื่อใดที่โลกของข้าเผยตัวตนออกมา เมื่อนั้น ข้าจะเชื่อมต่อทุกเมืองของพวกท่านแต่ว่าข้าต้องการส่วนแบ่งสามส่วนจากการเดินทางในแต่ละครั้ง พวกท่านจะตกลงไหม”
“เจ้านี่จะหัวดีเกินไปหน่อยแล้วกระมัง ได้ข้าองค์ราชันย์และโลกที่หนึ่งของข้ายอมมอบส่วนแบ่งสามส่วนให้กับเจ้าหากเจ้าสร้างค่ายกลเชื่อมทุกเมือง ทุกอาณาจักรให้พวกเราได้”
“พวกเราทุกคนก็ยินยอมที่จะมอบส่วนแบ่งให้กับเจ้า เช่นเดียวกัน”
“งั้นก็ตกลงตามนี้ น้องชายคนนี้จะจัดการให้พวกท่านเอง”
เฟิ่งหยูทำการติดตั้งค่ายกลมิติเชื่อมทั้งห้าโลกเข้าด้วยกันเขาใช้เวลาในการติดตั้งค่ายกลในครั้งนี้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นแม้ว่ามันจะเป็นค่ายกลที่ใหญ่ แต่มันก็สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็วภายในห้าโลกนี้ ทุกโลกต่างจัดเวรยามเฝ้าระวังอย่างแน่นหนา
ส่วนค่ายกลเล็กที่เดินทางได้จำนวนสิบคนนั้น พวกเขาไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นล่วงรู้มีเพียงแต่พวกเขาไม่กี่คนที่สามารถใช้งานมันได้ ส่วนค่ายกลใหญ่ยิ่งต้องปิดเป็นความลับระดับสุดยอดเพราะเกี่ยวเนื่องถึงความปลอดภัยของทั้งห้าโลกด้วยเช่นกัน
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจเฟิ่งหยูจึงบอกกล่าวกับเจ้าโลกทั้งห้าคนว่าตนเองต้องกลับไปยังโลกของเขาแล้วเขายังจัดการธุระบางอย่างไม่เสร็จ และขอให้ราชันย์ห๋าวอู่แจ้งแก่เจ้าเมืองเอริกและทางเจ้าสำนักอักษรสวรรค์ ว่าเขาออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกอีกนานกว่าจะกลับมาอีกทั้งเฟิ่งหยูยังฝากโอสถให้ว่านอู่เจ๋อและศิษย์รับใช้ทั้งสองของเขาด้วย
ราชันย์ห๋าวอู่รับปากเฟิ่งหยู พร้อมกับชวนเหล่าราชันย์ทั้งห้าไปส่งเฟิ่งหยูยังค่ายกลมิติที่เขาเดินทางมาก่อนจะกลับมายังโลกเดิม
“อีกไม่นานโลกของข้าจะคลายผนึกออกมาแล้ว วันใดที่โลกของข้าถูกคลายผนึกข้าขอเชิญพวกท่านทุกคนไปร่วมดื่มสังสรรค์ที่โลกของข้าด้วยกัน ข้าจะเตรียมสุราชั้นเลิศที่ข้าบ่มเพาะเอาไว้ให้พวกท่านแต่วันนี้ข้าขอใช้สุราเซียนหมื่นปี ที่ได้มาจากโลกที่เก้า นี้แทนไปก่อน”
เฟิ่งหยูนำสุราเซียนหมื่นปีที่เขาได้รับออกมาตอนแรกเขาคิดจะใช้สุรานี้ฝึกฝนกายเซียนของเขาแต่เขาเองก็ไม่ได้ใช้มันเพราะจำเป็นต้องหลอมกลั่นโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์และใช้พลังของโลหิตมังกรสายเลือดบริสุทธิ์ในการหลอมกลั่นกายแทน
พวกเขาทั้งหก ยกสุราพร้อมกับกระดกมันเข้าปากอย่างรวดเร็ว
“แล้วพบกันใหม่ พี่ชาย พี่สาวทั้งหลาย” เฟิ่งหยูโยนเม็ดยาหวนคืนให้พวกเขาอีกละเม็ดก่อนจะเปิดใช้งานค่ายกลกลับมายังโลกใบเดิมของเขา
“เจ้าเด็กนี่ ต้องให้พวกเราติดหนี้บุญคุณไปอีกสักเท่าไหร่”ราชันย์ลี่เซียนเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม
เฟิ่งหยูกลับมายังโลกใบเดิมของเขา เขารีบมุ่งตรงไปยังเผ่าจิ้งจอกหิมะในทันทีพร้อมกับเปิดใช้ค่ายกลที่เขาซ่อนเอาไว้เพื่อกลับมายังอาณาจักรเต่าทมิฬ
เมื่อเฟิ่งหยูกลับมาถึงอาณาจักรเต่าทมิฬองค์ชายสามและองค์ชายอานฉวนรีบมาพบเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรายงานเรื่องราวต่าง ๆว่าพวกเขาสามารถจัดการเรื่องราวทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่เฟิ่งหยูจากไป
เฟิ่งหยูเข้าพบกับกษัตริย์อานเมิ่งซู พร้อมกับนำกองทัพของอาณาจักรเต่าทมิฬที่องค์ชายอานฉวนเป็นผู้รับผิดชอบกองทัพของอาณาจักรเข้าร่วมฝึกฝนเฟิ่งหยูจัดแจงทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาใช้ค่ายกลมิติของอาณาจักรเต่าทมิฬกลับไปยังเมืองจินเฟิง
เมื่อเฟิ่งหยูมาถึงเมืองจินเฟิงของเขาเฟิ่งหยูพบว่าเมืองจินเฟิงของเขานั้นกว้างใหญ่ขึ้นจนผิดหูผิดตา เหล่าขุนนางทั้งหลายเมื่อทราบข่าวว่าเฟิ่งหยูกลับมาต่างรีบมารายงานสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เฟิ่งหยูรับทราบ
ในห้องประชุมเมืองจินเฟิง เฟิ่งหยูนั่งอยู่กลางโต๊ะประชุมพร้อมเหล่าขุนนางทั้งหลาย
“ตามที่พวกท่านรายงานมา เมืองจินเฟิงของพวกเราสามารถก่อตั้งเป็นอาณาจักรได้แล้ว เช่นนั้น พวกท่านก็ดำเนินการตามพวกท่านเห็นสมควร”
“ตอนนี้ข้าอยากให้พวกท่านเก็บสะสมหินวิญญาณทุกระดับเข้าคลังหลวงให้มากที่สุดไม่จำเป็นห้ามนำออกมาใช้เด็ดขาด ส่วนค่าใช้จ่าย ต่าง ๆหากเป็นไปได้ให้พวกท่านใช้เป็นเหรียญทองแทนหินวิญญาณ หรือไม่ก็ใช้ทรัพยากรทดแทนไป”
“สำนักเทพดาราเป็นยังไงบ้าง ท่านผู้อาวุโสจางเหว่ย”
“ตอนนี้สำนักเทพดาราเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีคนจำนวนมากต้องการเข้าร่วมในแต่ละปีมีการคัดเลือกรุ่นเยาว์เข้าร่วมทุกปีส่วนทางด้านลูกศิษย์สำนักเทพดาราต่างสร้างชื่อจนชื่อเสียงสำนักเทพดาราติดอันดับหนึ่งของทวีปฟ้าครามแล้วขอรับ”
“ส่วนนักหลอมโอสถสามารถหลอมโอสถระดับแปด ได้แล้วส่วนในเรื่องของการสร้างอาวุธและหยกสื่อสารตอนนี้สร้างเก็บไว้ได้จำนวนหลายล้านชิ้นแล้วคาดว่าคงเพียงพอต่อความต้องการ” ผู้อาวุโสมอบแหวนมิติให้กับเฟิ่งหยูภายในนั้นมีอาวุธ และชุดเกราะ รวมถึงหยกสื่อสารและเรือเล็กเรือรบจำนวนมาก
“ขอบคุณพวกท่านมาที่ช่วยกันบริหารบ้านเมืองจนมาถึงจุดนี้ได้ข้าเองก็ไม่ได้อยู่มาหลายปี ต้องรบกวนพวกท่าน”
เฟิ่งหยูหยิบขวดสุราเซียนหมื่นปีออกมาพร้อมกับให้ท่านผู้อาวุโสจางเหว่ยรินให้ทุกคน
“สุราจอกนี้พวกท่านอย่าได้ดูถูกมันเด็ดขาด มันคือสุราเซียนหมื่นปีเพียงแค่จิบเพียงนิดก็จะช่วยเปิดจุดลมปราณของพวกท่านทุกคน ซึ่งเหากป็นคนธรรมดาหากถูกเปิดจุดลมปราณออกทุกจุดจะสามารถฝึกพลังยุทธ์ได้ที่สำคัญ อายุของพวกท่านจะเพิ่มขึ้นถึงห้าพันปี”เฟิ่งหยูพูดมาถึงตรงนี้ทุกคนรีบกระดกสุราเซียนในมือหมดไปเรียบร้อยแล้วทุกคนต่างฟุบลงกับโต๊ะ
“ข้ายังพูดไม่จบ พวกท่านก็รีบดื่มกันไปจนหมดข้าจะบอกว่าให้พวกท่านค่อย ๆ จิบไปทีละนิด ทีละนิด พวกท่านเล่นกระดกหมดจอก แล้วเช่นนี้ข้าจะดื่มกับใครกันหละนี่”
เฟิ่งหยูเดินออกไปจากห้องโถงอย่างรวดเร็วเพราะหลาย ๆคนเริ่มขับของเสียออกจากร่างกายแล้ว เมื่อชีพจรของพวกเขาเปิด พวกเขาก็เปรียบเสมือนผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่ง ดังนั้น ฤทธิ์ของสุราเซียนหมื่นปีจึงทำให้เขาเหมือนฝึกฝนไปภายในตัวซึ่งพวกเขาจะสามารถก้าวไปสู่ขั้นใดก็แล้วแต่วาสนาของแต่ละคน
หากว่าสามารถก้าวข้ามระดับย่อยไปหลายระดับอายุของพวกเขาก็ยิ่งยาวนานขึ้นเฟิ่งหยูคาดว่าคงใช้เวลาหลายวันกว่าที่ฤทธิ์ของสุราจะหมดไป
เฟิ่งหยูจึงเดินทางไปยังสมาคมการค้ามังกรดำเพื่อแจ้งให้สมาคมรับแลกหินวิญญาณทุกชนิดในราคาที่สูงขึ้นมากกว่าเดิมอีกหนึ่งเท่าตัว ทำให้มีผู้คนจำนวนมานำหินวิญญาณทุกระดับมาแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญทองเพราะราคาที่สูงขึ้นมากกว่าเดิมถึงสองเท่าตัว
เฟิ่งหยูเริ่มทำการเก็บหินวิญญาณทั้งหมดทุกอาณาจักรรวมถึงเหมืองแร่ที่ขุดหินวิญญาณได้เริ่มส่งหินวิญญาณมายังเมืองจินเฟิงของเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว
หลาย ๆ คนจากเมืองต่าง ๆ เริ่มมองว่าเฟิ่งหยูเจ้าเมืองจินเฟิงเริ่มบ้าไปแล้วหรือเปล่า เขายอมทุ่มเหรียญทองจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อซื้อหินวิญญาณทุกระดับเก็บไว้
ส่วนองค์กษัตริย์อาณาจักรต่าง ๆที่คุ้นเคยกับเฟิ่งหยู เริ่มเก็บหินวิญญาณทุกระดับเอาไว้เช่นเดียวกันเพราะพวกเขามองต่างจากชาวบ้านทั่วไป เฟิ่งหยูที่ทำเช่นนี้เขาเองต้องมีเหตุผล อย่างแน่นอน
หลังจากนั้นเจ็ดวัน เหล่าขุนนางของเมืองจินเฟิงทุกคนเริ่มรู้สึกตัวพวกเขาต่างรีบไปชำระล้างร่างกายเป็นการด่วน พร้อมกับตรวจสอบตัวเองบางคนสามารถก้าวข้ามไปยังระดับเขตแดนขั้นที่หก หรือเจ็ด เลยทีเดียว ส่วนผู้ที่ฝึกฝนอยู่ก่อนแล้วต่างเพิ่มระดับไปสองขั้นใหญ่เลยทีเดียว