การเริ่มเข้ามาของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2532 ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างต่อตลาดการค้าปลีกในประเทศและกระทบต่อผู้ค้าปลีกภายในประเทศเป็นอย่างยิ่ง จนต่อมาผู้ค้าภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบ พากันออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามากำกับดูแล หรือหามาตรการมาควบห้างค้าปลีกดิสเคาน์สโตร์ทั้งหลาย
ซึ่งก่อนหน้านี้หน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางหรือท้องถิ่นไม่ได้มีอำนาจหรือกฎหมายอะไรที่จะมาควบคุมกิจการเหล่านี้ได้ ทำให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งหลายสามารถขยายสาขาได้อย่างอิสระโดยแทบจะไม่มีอะไรจำกัด
กฎหมายที่พอจะเกี่ยวข้องและใช้บังคับขณะนั้นก็มีแต่เพียง พระราชบัญญัติการผังเมือง ที่ไว้ใช้สำหรับการจัดผังเมืองเพื่อบอกว่าพื้นที่โซนต่างๆ ใช้ที่ดินเหมาะสำหรับทำอะไรเท่านั้น ซึ่งห้างค้าปลีกดิสเคาน์สโตร์แทบจะสามารถสร้างได้ทุกพื้นที่ในเขตชุมชน แถมยังสร้างนอกเมืองไม่ได้อีกเพราะถือว่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรมทำให้ห้างค้าปลีกกระจุกตัวอยู่ในเมืองกระทบร้านค้าปลีกรายย่อยในชุมชนไปเต็มๆ
ส่วนกฎหมายที่พอจะเกี่ยวข้องอีกอย่างก็พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งก็เพียงแต่กำหนดกรอบการก่อสร้างอาคารเท่านั้น แค่สร้างตามมาตรฐานกฎหมายก็สามารถผ่านไปได้
จะเห็นได้ว่าประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมายควบคุมห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยเหมือนในต่างประเทศ
เมื่อไม่มีอุปสรรคทางด้านกฎหมายห้างค้าปลีกประเภทดิสเคาน์สโตร์ทั้งหลายจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะแค่ทางห้างยื่นแบบก่อสร้างถูกต้องตามระเบียบให้หน่วยงานท้องถิ่น ก็สามารถก็สร้างได้ทันทีโดยหน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใด ๆ
จากการที่รัฐบาลไม่มีมาตรการควบคุมห้างค้าปลีกโดยตรงส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ห้างค้าขายขนาดกลางในท้องถิ่น หรือกระทั่งซัพพลายเออร์ที่ถูกกดราคา และยี่ปั๊ว ซาปั๊วทั้งหลายที่ปกติรับของมาขายต่อก็ออกมาเรียกร้องด้วย
โดยส่วนใหญ่จะเป็นการผลักดันและเรียกร้องมาจากทางค้าปลีกท้องถิ่นทั้งหลายที่กดดันผ่าน หอการค้าของจังหวัดต่าง ๆ จนกระแสเรียกร้องเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้รัฐบาลต้องมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง
----------
การสำรวจกิจการ (Scuttlebutt) เป็นคำที่ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ปรมาจารย์นักลงทุนเน้นคุณค่านำมาใช้จนแพร่หลายในเวลาต่อมา Scuttlebutt คือ การที่นักลงทุนลงไปสืบเสาะหาข้อมูลของกิจการที่สนใจด้วยตัวเอง เช่น ถ้าเราสนใจหุ้นโรงแรมเราก็อาจจะไปสำรวจกิจการโดยการเข้าพักใช้บริการเพื่อดูว่ากิจการของโรงแรมนั้นเป็นอย่างไร และนำข้อมูลมาพิจารณาประกอบในการตัดสินใจลงทุน
---------------------------------------------------
อย่างที่ณรัชต์เคยกล่าวไปแล้ว ว่าหุ้นค้าปลีกถือเป็นหนึ่งในหุ้นคุณค่าที่เป็นเมกะเทรนด์ที่เขาสนใจติดตามอยู่ตลอดไม่ต่างจากหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ดังนั้นรายละเอียดของหุ้นกลุ่มนี้สำหรับเขาจึงค่อนข้างจะมีอยู่มาก เรียกได้ว่าพอๆ กับหุ้นที่เขาถืออยู่ในบัญชีหุ้นของตัวเองเลยล่ะ
ตามปกติทั่วไปของหุ้น การที่ราคาหุ้นจะปรับสูงขึ้นไปได้ส่วนใหญ่ก็ล้วนต้องมาจากรายได้กับกำไรที่เพิ่มขึ้นของกิจการนั้นๆ เป็นหลัก
ซึ่งกิจการอย่างธุรกิจค้าปลีก การจะมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ก็หนีไม่พ้นการต้องขยายสาขา ดังนั้นแนวทางการขยายสาขาจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุนในการติดตามหุ้นกลุ่มนี้
นิสัยที่ดีสำหรับนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ต้องมีอย่างหนึ่งคือต้องเป็นคนช่างสังเกตและขี้สงสัย
ครั้งหนึ่งในวันหยุดณรัชต์แวะไปที่ห้างค้าปลีกดิสเคาน์สโตร์สาขาใหม่ที่เพิ่งเปิด เพื่อซื้อของใช้และถือเป็นการเดินสำรวจกิจการ (Scuttlebutt) ไปในตัว
ขณะกำลังเดินจากริมถนนข้ามพื้นที่ลานจอดรถด้านหน้าเข้าไปในตัวอาคาร เขาก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่าทำไมร้านค้าส่งขนาดใหญ่พวกนี้ต้องเว้นพื้นที่ด้านหน้าไว้เยอะมากขนาดนี้ด้วย จนทำให้ลูกค้าที่ไม่ได้มาด้วยรถยนต์ส่วนตัวต้องเหนื่อยเดินจากริมถนนเข้าไปอีกเกือบร้อยเมตร ในขณะที่ห้างเก่า ๆ ที่เขาเคยใช้บริการตั้งอาคารอยู่แทบชิดถนนด้วยซ้ำ แล้วเอาพื้นที่ด้านหลังไว้จอดรถแทน ทำให้ลูกค้าสามารถเดินเข้าห้างได้สะดวก
เมื่อสงสัยณรัชต์ก็ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนได้รู้เรื่องราวและความเป็นมาเกี่ยวกับกฎระเบียบที่ออกมาควบคุมห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ของทางภาครัฐในอดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
หลังจากได้ฟังคำเฉลยจากน้องชาย พี่สาวณรัชต์ที่ดูเหมือนยังคาใจกับคำตอบเรื่องสาเหตุที่จะทำให้ขายที่ดินได้ในราคาที่สูง จึงเอ่ยปากตั้งข้อสงสัย
“แต่กฎหมายควบคุมค้าปลีกอะไรนั่นจะออกมาได้จริง ๆ เร้อ”นางสาวนันทรัตน์ถามเสียงสูงออกแนวไม่เชื่อถือคำตอบของน้องชาย เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าการจะออกกฎหมายมาควบคุมค้าปลีกทั้งหลายนั้นยากขนาดไหน เรียกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำสำหรับประเทศไทย
“ถ้าเป็น ร่าง พรบ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ที่กำลังเรียกร้องอยู่นี่ก็คงผ่านยากอยู่แล้วล่ะเจ๊” ณรัชต์บุ้ยปากไปทางโทรทัศน์ที่ยังรายงานข่าวกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่
พี่สาวณรัชต์ทำหน้าฉงนเมื่อได้ยินคำตอบ
เรื่องการเรียกร้องให้ออกกฎหมายมาควบคุมร้านค้าปลีกพวกนี้เคยมีการเคลื่อนไหวและผลักดันกันมาหลายปีแล้ว ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มในตอนนี้ ร่างพระราชบัญญัติที่กลุ่มผู้ชุมนุมในโทรทัศน์ออกมาเรียกร้องนั้น เป็นร่างกฎหมายที่ร่างกันมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว กว่าจะมาเสร็จสิ้นก็ยื้อกันมาจนถึงรัฐบาลขณะนี้ โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีควบเข้มงวดอย่างมาก
พอร่างกฎหมายนี้แล้วเสร็จ และเตรียมจะนำออกใช้ ก็ถูกฝั่งผู้ประกอบการรายใหญ่ภายในประเทศที่เป็นห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ แสดงความไม่เห็นด้วย และคัดค้านอย่างแข็งขัน
กระทั่งผู้ประกอบการค้าปลีกดิสเคาน์สโตร์ที่เจ้าของเป็นต่างชาติ ณรัชต์จำได้ว่ายังถึงขนาดมีตัวแทนทูตจากอังกฤษกับฝรั่งเศสขอเข้าพบรัฐมนตรีช่วยว่าการพาณิชย์เพื่อขอทราบท่าทีกับนโยบายเรื่องนี้เลยเชียวล่ะ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศต้นสังกัดของบริษัทค้าปลีกต่างชาติก็แสดงท่าทีกังวลถึงกฎหมายนี้ชัดเจน
แต่ก็นั่นล่ะ เสียงพี่หรั่ง ไม่ดังเท่าเสียงเจ้าสัวหรอก
“แต่ถ้าออกเป็นกฎหมายอย่างอื่นที่ไม่กระทบรายใหญ่ในประเทศก็น่าจะผ่านฉลุยใช่ไหมล่ะเจ๊” ณรัชต์อธิบาย
ซึ่งเขารู้ว่าสุดท้ายแล้ว กฎหมายที่ออกมาแทนร่าง พรบ.ประกอบการธุรกิจค้าปลีกนี้ จะกลายเป็นกฎหมายที่มุ่งไปทางควบคุมห้างค้าส่งดิสเคาน์สโตร์ต่างชาติเต็ม ๆ เลยทีเดียว
ส่วนห้างสรรพสินค้ากับร้านสะดวกซื้อก็รอดออกมาจากการถูกควบคุมอย่างเนียนๆ เฉ้ยยย >_<
นางสาวนันทรัตน์ทำหน้าเข้าใจขึ้นมาทันที
“ตอนนี้ที่ดินของเราปรับพื้นที่เตรียมไว้พร้อมสุดๆ ถ้าบริษัทค้าส่งเขาเริ่มไหวตัวทันว่าจะถูกควบคุมแน่ๆ แล้ว เขาต้องรีบวิ่งหน้าตั้งหาที่ดินเพื่อรีบขออนุญาตยื่นแบบก่อสร้างให้เร็วที่สุดก่อนที่กฎหมายจะออกมาอย่างเร็วเลยล่ะ” เขาอธิบายเพิ่มเติม
โดยปกติห้างดิสเคาน์สโตร์ขนาดใหญ่พวกนี้ใช้พื้นที่อาคารหรือพื้นที่ขายประมาณ 2,500 ตารางวา หรือประมาณ 6 ไร่เศษเท่านั้น ถ้ารวมพื้นที่รอบอาคาร กับที่จอดรถแล้ว ที่ดิน 15 ไร่ที่เขามีก็เหลือเฟือพอจะตั้งดิสเคาน์สโตร์ขนาดใหญ่ได้สบายๆ แต่ถ้ารอจนระเบียบใหม่ออกซึ่งต้องเว้นที่ดินด้านหน้าไว้ตั้ง 75 เมตร แถมด้านข้างก็ต้องเว้นที่ว่างรอบอาคารอีกตั้ง 15 เมตรอีก ซึ่งจะทำให้ต้องใช้พื้นที่มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเลยในการตั้งสาขาใหม่
“รู้ละเอียดจังนะ”เสียงพี่สาวเปรยเจือแววสงสัย
“อ๋อ ร่างกฎหมายพวกนี้ถ้าค้นๆ หน่อย มันก็หาอ่านได้อยู่แล้วอ่ะเจ๊ ” เขาแก้ตัว
พี่สาวเขาพยักหน้า ก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย
“พรุ่งนี้แม่จะเข้าเมือง ไปเปลี่ยนลายสร้อยทอง ไปด้วยไหม” พี่สาวเขาชวน
หลัง ๆ ที่ณรัชต์ชอบติดรถไปธุระกับพี่สาวและแม่บ่อยๆ นอกจากอยากใช้เวลาอยู่กับมารดาแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาพยายามจะเป็นคนประสานระหว่างแม่กับพี่สาวให้มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
โดยตามปกติถ้าแม่กับพี่สาวเขาอยู่ด้วยกันสองคน แม่ของเขาก็มักจะบ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยไม่คิดอะไรตามนิสัยของท่าน ซึ่งในช่วงชีวิตที่แล้วเขากับพี่สาวก็เบื่อพอๆ กัน ส่วนตอนนี้เขาที่ผ่านโลกมาหลายปีก็เข้าใจในนิสัยนี้แล้วจึงไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ณรัชต์รู้ว่าพี่สาวเขาเป็นพวกคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย ก็จะชอบเก็บเรื่องที่มารดาบ่นไปน้อยอกน้อยใจแล้วพานจะหันมาก่อกวนเขาอีก ดังนั้นเวลาอยู่ด้วยกันกับแม่และพี่สาวเขาจึงต้องพยายามชวนมารดาคุยเบนจากเรื่องที่บ่นทั่วๆ ไป และตะล่อมให้พี่สาวที่แอบหน้าบึ้งหันมาคุยกับมารดามากขึ้น
หลังจากประสานมาจนเริ่มจะเห็นผลบ้างแล้ว ตอนนี้เขาน่าจะไม่จำเป็นแล้วล่ะมั้ง
“ไม่ล่ะเจ๊ ขี้เกียจนั่งรถ แล้วต้องไปนั่งรอในร้านทองอีก” ณรัชต์ตอบ ปล่อยให้สองแม่ลูกได้ปฏิสัมพันธ์กันไป ยิ่งมีเรื่องเครื่องประดับสวยๆ งามๆ เข้ามาด้วย น่าจะมีเรื่องให้ได้คุยกันถูกคอ
“แต่แม่บอกจะไปเปลี่ยนสร้อยที่ร้านน้องบีน่านะ ไม่ไปแน่เหรอ” พี่สาวณรัชต์เลิกคิ้วมองน้องชายด้วยแววตาวิบวับ
ดูเหมือนตั้งแต่นางสาวนันทรัตน์เห็นเขาเดินออกมาจากโรงเรียนด้วยกันกับรุ่นน้องเมื่อวันก่อน จะเข้าใจผิดไปไกล
“ไม่ล่ะเจ๊ พรุ่งนี้พ่อฝากให้ไปดูเรื่องสร้างประตูกับรั้ววัดอ่ะ” เขาบอกพี่สาวถึงงานที่บิดามอบหมายให้เมื่อเช้าตอนไปไร่ด้วยกัน
วันต่อมาซึ่งเป็นวันอาทิตย์แม่กับพี่สาวของณรัชต์พากันเข้าไปเปลี่ยนทองในตัวเมือง ส่วนพ่อของเขาก็มีงานให้ออกนอกบ้านอยู่ทุกวันตามประสาผู้นำท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีวันหยุด
ณรัชต์ตรงไปที่วัดตามที่ได้รับมอบหมายมา
เดินมาถึงวัดที่มีรถบรรทุก 6 ล้อจอดอยู่ที่ลานภายในวัด เปิดด้านข้าง มีคนงานกำลังทยอยขนอิฐ เสา และกระสอบปูนลงจากรถอย่างแข็งขัน
เขามองเห็นคนๆหนึ่งกำลังยืนอยู่ร่มไม้ใกล้ ๆ รถบรรทุก จึงเดินเข้าไปหาเพื่อทักทาย
“สวัสดีครับพี่ยอด บริษัทส่งพี่มาดูแลเองเลยเหรอครับ” ณรัชต์ยกมือไหว้ ก่อนกล่าวทักทายรุ่นพี่ร่วมหมู่บ้านที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ
“พี่อาสามาเองน่ะ บริษัทก็อนุญาต เลยได้โอกาสกลับมานอนบ้านอาทิตย์นึงฟรีๆแบบไม่ต้องลาพักร้อน” รุ่นพี่ณรัชต์ยกมือรับไหว้ ก่อนตอบยิ้มๆ ตามจริง
เขากับรุ่นพี่ยืนดูผู้รับเหมาที่ค่อย ๆ ทยอยขนของสำหรับก่อสร้างลงจากรถไปได้พักหนึ่งก็อาสาเข้าไปช่วยด้วย เพราะไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว และงานก็ไม่ได้หนักอะไรสำหรับการขนอิฐบล็อก
ขนของจากรถบรรทุกหกล้อราวสามเที่ยว อุปกรณ์ สิ่งของต่าง ๆ ก็เต็มลานวัด
ณรัชต์เห็นใกล้เที่ยงแล้วจึงอาสาซื้ออาหารมาเลี้ยงทางพนักงานกับผู้รับเหมาประเดิมมื้อแรกของงานชิ้นนี้ ซึ่งก็ไม่ได้เปลืองอะไรอยู่แล้วเพราะเป็นอาหารพื้นบ้านประเภทส้มตำ ไก่ย่าง ปลาย่าง เท่านั้น
ผู้รับเหมางานนี้เป็นช่างในอำเภอเขานี่ล่ะ พ่อของณรัชต์เป็นคนติดต่อประสานให้บริษัทเอง เพราะสะดวกกว่าทางที่บริษัทรัตนาจิวเวลรี่ จะมาว่าจ้างหาช่างเอาเองหลังจากกินกลางวันกันเสร็จ ทางช่างผู้รับเหมาก็เริ่มทำงานกันทันที โดยเริ่มจากงานชิ้นสำคัญคือซุ้มประตูวัดที่ถือเป็นงานหลัก
นั่งดูช่างทำงานไป ณรัชต์ก็ชวนรุ่นพี่ร่วมหมู่บ้านคุย
“จะเสร็จทันหรือพี่ เหลืออีกไม่ถึงสิบวัน” ณรัชต์กะดูแล้วเฉพาะงานซุ้มประตูวัดของหมู่บ้านเขาไม่ได้ใหญ่อะไร ก็คงไม่กี่วันก็น่าจะเสร็จ แต่ส่วนของรั้ววัดนี่สิ แม้จะไม่ใช่งานซับซ้อนแต่ก็อาจจะเสียเวลานานกว่าทำซุ้มประตู
“นั่นสิ ทำซุ้มเสร็จไม่รู้ว่าจะก่อกำแพงทันหรือเปล่า”
“งั้นก็จ้างคนงานเพิ่มมาก่อกำแพงไปเลยก็ได้นิพี่ งานพวกนี้ไม่ใช้ฝีมือสูงเท่าไหร่ ไม่เหมือนงานทำซุ้มประตู อดีตช่างในหมู่บ้านเราก็มีตั้งเยอะ หมดฤดูทำนาว่าง ๆ อยู่พอดี จ้างมาช่วยงานนี้เลยก็ได้ ถือว่ากระจายรายได้ในหมู่บ้านด้วย ” ณรัชต์แนะนำไป
เขารู้ดีว่าบริษัทของรุ่นพี่คนนี้ปกติมีงบประมาณเรื่องกิจกรรมCSR หรือทำบุญต่าง ๆ เยอะอยู่แล้ว ถึงต้องจ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อยก็คงไม่มีปัญหา
รุ่นพี่หมู่บ้านพยักหน้าเห็นด้วย และบอกว่าจะจัดการติดต่อไปทางบริษัทให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้เริ่มจ้างงานได้เลย เพราะเหลืออีกไม่ถึงสิบ 10 วันเท่านั้น ถ้าทางบริษัทยกโขยงมางานพิธีส่งมอบแล้วยังทำให้เสร็จ รุ่นพี่คนนี้คงถูกเจ้านายเฉ่งยับ
หลังจากคุยเรื่องงานกันเสร็จณรัชต์ก็ชวนอีกฝ่ายคุยเรื่องทั่วๆ ไป ต่างๆ
ช่วงชีวิตที่แล้วณรัชต์แทบจะไม่เคยสนใจคนในหมู่บ้านหรือกิจกรรมอะไรของบ้านเกิดเลย อาจเพราะเขาเข้าเรียนในเมืองตั้งแต่เด็ก จึงไม่รู้สึกผูกพันอะไรกับชุมชนเกิด กระทั่งรุ่นพี่ร่วมหมู่บ้านคนนี้ในช่วงชีวิตที่แล้วเขาก็ไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ แม้จะเคยเห็นอีกฝ่ายที่บริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่ก็ตาม
ตั้งแต่ภายหลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น เขาก็แทบจะหันหลังให้กับบ้านเกิดและความทรงจำในอดีตทุกอย่าง
เมื่อมีโอกาสอีกครั้ง ณรัชต์จึงตั้งใจว่าจะเริ่มหันมาใส่ใจผู้คนรอบตัวให้มากขึ้น
คุยกับรุ่นพี่ด้วยเรื่องเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องในชุมชน คุ้มโน้น คุ้มนี้ของหมู่บ้าน ก่อนจะลามมาคุยเรื่องปัญหาสังคมที่กำลังหนักอยู่ในตอนนี้
“ยาบ้านี่ระบาดหนักเนอะ เห็นข่าวออกทุกวันเลยไอ้พวกเมายาจี้ตัวประกัน” รุ่นพี่ร่วมหมู่บ้านกล่าว
“เยอะจริง ๆ ล่ะพี่ เปิดช่องไหนก็เจอแต่ข่าวพวกเมายาคลุ้มคลั่งจี้ตัวประกันเนี่ย” ณรัชต์พยักหน้าเห็นด้วย เพราะช่วงเวลานี้ถ้าเป็นข่าวชาวบ้านในโทรทัศน์นี่เปิดเจอแทบทุกวัน เป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ กับคดีคนเมายาบ้าคลุ้มคลั่งแล้วใช้มีดจี้ตัวประกัน
ว่าไปเขาก็แอบสงสัย ทำไมช่วงหลัง ๆ คนเมายาบ้าถึงไม่คลุ้มคลั่งแล้วจี้ตัวประกันเหมือนช่วงนี้นะ ทั้งที่ช่วงเวลาที่เขาจากมา ยาบ้าก็เริ่มกลับมาราคาถูกและระบาดอีกครั้งแล้ว หรือส่วนผสมคนละสูตร? หรือเทรนด์คนคล้มคลั่งมันเปลี่ยน - -”
“ตอนนี้ลามมาถึงมีในหมู่บ้านเราแล้วล่ะพวกที่เอามาขาย” หนุ่มรุ่นพี่เปรยให้เขาฟัง อันที่จริงถึงไม่บอกเขาก็รู้อยู่แล้วเพราะช่วงเวลานี้ยาบ้าระบาดหนักจริง ๆ มีขายแทบจะทุกหมู่บ้านก็ว่าได้
นั่งดูพวกช่างกำลังทำงานไป ณรัชต์ก็คุยกับรุ่นพี่ร่วมหมู่บ้านไป มีเรื่องเล่าเก่า ๆ หลายอย่างจากหนุ่มรุ่นพี่ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน อย่างเช่น พ่อของณรัชต์กับพ่อภีเพื่อนคู่หู สมัยวัยหนุ่มคือตำนานของเด็กหนุ่มรุ่นหลังทั้งหลาย เป็นนักเลงรุ่นก่อนที่ตะลุยไปมาแทบทุกหมู่บ้านในอำเภอจนสร้างชื่อเสียงโด่งดัง ผ่านการตีรันฟันแทงมาอย่างโชกโชน เรียกว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของอำเภอนี้ในยุคนั้นเลย
ณรัชต์อ้าปากหวอฟังอย่างทึ่ง ๆ
กับพ่อภีเขาก็พอนึกภาพออกล่ะนะ แต่กับพ่อของเขานี่นึกภาพไม่ออกจริงๆ แฮะ
คุยกันหนุ่มรุ่นพี่จนบ่ายแก่ ๆ ณรัชต์ก็กลับเข้าบ้าน
เย็นวันจันทร์
ณรัชต์ไม่รู้ว่าพวกบริษัทค้าส่งจะเริ่มเอะใจถึงความชัดเจนว่ากฎหมายควบคุมจะออกแน่นอนเมื่อไหร่ แต่เขาคิดว่าต้องภายในช่วงต้นปีนี้ล่ะหลังเลิกเรียนเขาเลยซื้อของกินไปเลี้ยงแก๊งน้องหมาในโรงเรียนเอาเคล็ดซะหน่อย
เดินถือถุงไก่ทอดกับลูกชิ้นทอดไปทางอาคารที่เหล่าสุนัขโรงเรียนชอบไปกระจุกกันอยู่ ขณะกำลังเดินพลางคิดทบทวนเกี่ยวกับข่าวเรื่องค้าปลีกในช่วงเวลานี้ รุ่นน้องเจ้าเก่าที่มักโผล่มาบ่อยๆ ตอนณรัชต์มาให้อาหารสุนัขโรงเรียน ก็ยืนยิ้มให้เขาอยู่ที่ริมทางเดินระหว่างอาคาร
“ว่าไงน้องปิ่น ไปเลี้ยงน้องหมากับอีกพี่ป่ะ” เขายกชูถุงไก่ทอดกับลูกชิ้นให้รุ่นน้องดู
“ไปค่ะ”รุ่นน้องตอบอย่างกระตือรือร้น ถือกระเป๋านักเรียนเดินตามณรัชต์มา
พี่สาวณรัชต์โทรศัพท์มาบอกเขาแล้วว่าเริ่มมีนายหน้าติดต่อเข้ามาถามถึงเรื่องการซื้อที่ดินเขาบอกให้พี่สาวปฏิเสธไปให้หมดทุกคนตามที่เคยบอกไว้
เป้าหมายของณรัชต์คือบริษัทค้าส่งที่จะติดต่อเข้ามาโดยตรงเท่านั้น
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,050,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 143,300 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 7,000,100 บาท: ที่ดินหนึ่งแปลง 15 ไร่ ราคาซื้อ 18 ล้าน ราคาประเมิน 24 ล้านมูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,050,000 + 143,300 + 7,000,100 + 24,000,000 = ปัจจุบัน 33,193,400 บาท
-----------------------------------------------------------