ตอนที่ 43 สู่ต้นกำเนิดเทพดับสูญ
สตรีชุดแดงจ้องมองมาที่เจียงเยี่ยนอย่างเย็นชา แววตานางพลันครุ่นคิดถึงเรื่องอดีต รู้สึกเจียงเยี่ยนใบหน้าหล่อเหลาคล้ายกับเซี่ยงเทียนบิดาแท้ๆ ของมันอยู่บ้าง
เจียงเยี่ยนถาม
“เจ้าเอาอย่างไร?”
“ยังไม่ถึงเวลาของเจ้า”
เจียงเยี่ยนงุนงงในคำตอบ เห็นสตรีชุดแดงไม่ขยับเท้าแต่ร่างก็ลอยไปอยู่เบื้องหน้าหลี่กวนหยางราวกับปาฏิหาริย์ มิทราบนี่เป็นวิชาตัวเบาหรือนางสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้จริงๆ?
หลี่กวนหยางจ้องหน้าสตรีชุดแดง มันถามขึ้น
“เจ้าคือประมุขวังนิรมลซูเฟินเฉิน?” (芬晨 - เฟินเฉิน-กลิ่นหอมยามรุ่งอรุณ)
“หลี่กวนหยาง เจ้าไล่ตามบุตรีข้าเพราะอะไร?” ซูเฟินเฉินถาม
“นางขัดขวางข้าจับตัวเจียงเยี่ยน” หลี่กวนหยางตอบ
“เจียงเยี่ยนเป็นของข้า ไม่ใช่ของเจ้า” ซูเฟินเฉินกล่าว
หลี่กวนหยางนิ่งเงียบไม่ตอบ มันต่อสู้กับเจียงเยี่ยนสูญเสียกำลังภายในไปไม่น้อย หากต่อสู้กับซูเฟินเฉินยามนี้ คงยากเอาชนะได้
“เจ้าก็ต้องการดูดพลังเจียงเยี่ยน?” หลี่กวนหยางถามขึ้น มันต้องการยุให้เจียงเยี่ยนต่อต้านซูเฟินเฉิน
ซูเฟินเฉินมีสีหน้าเรียบเฉย
“ไม่ใช่ธุระของเจ้า”
หลี่กวนหยางกล่าวต่อว่า
“เฟินเฉิน เจ้าคิดเป็นศัตรูกับข้า?”
“น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง เจ้ากับข้าต่างอยู่คนละที่ เจ้าอย่าได้มาอวดโอ่อำนาจที่เขาคุนหลุน”
หลี่กวนหยางขมวดคิ้ว มันทราบว่าวันนี้คงไม่อาจจับตัวเจียงเยี่ยนได้แน่ มันค่อยๆ เดินถอยหลัง จากนั้นกล่าวว่า
“แล้วพบกัน”
หลี่กวนหยางสะกิดเท้าคราหนึ่งร่างก็พุ่งไปหลายสิบวาราวกับนกอินทรีดำโผบิน ทั้งสง่างามทั้งองอาจ
ซูโหยวเสวียนรีบกล่าวว่า
“พระมารดา เหตุใดจึงปล่อยมันไป คนผู้นี้ต้องไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่”
ซูเฟินเฉินนิ่งเงียบไม่ตอบ นางหันมามองเจียงเยี่ยน
“เจ้ากลับวังนิรมลกับข้า”
เจียงเยี่ยนตอนทันควัน
“เจ้าจะให้ข้าไปเหยียบบ้านเจ้าหรือ ทั้งที่เจ้าทำร้ายข้าสาหัสนัก”
ไม่นานก็เห็นเงาร่างสองสายโลดแล่นมาคือเฮ่อจวงและจินเซียะ ที่แท้ทั้งสองใช้วิชาตัวเบาเดินทางทั้งวันคืนกลับสู่วังนิรมลเพื่อรายงานต่อซูเฟินเฉินว่าซูโหยวเสวียนบุตรีนางตกอยู่ในอันตราย โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังการไล่ล่าคือหลี่กวนหยาง
ซูเฟินเฉินพอทราบว่าหลี่กวนหยางอยู่เบื้องหลัง นางก็เร่งรุดออกจากวังนิรมลทันที วิชาตัวเบานางสูงส่งยิ่งโลดแล่นนำหน้าพวกเฮ่อจวง จินเซียะ จนมาถึงที่บึงน้ำแห่งนี้ก่อน
จินเซียะรีบวิ่งไปหาซูโหยวเสวียนซึ่งเสื้อผ้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นเศษดิน นางถามขึ้น
“เทพธิดา เป็นอย่างไรบ้าง?”
ซูโหยวเสวียนส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร”
จินเซียะเห็นเจียงเยี่ยนกับซูเฟินเฉินยืนจ้องหน้ากันอยู่ก็รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ดี ซูเฟินเฉินกล่าวขึ้น
“หากเจ้าไม่เชื่อฟังข้า ข้าจะลากเจ้าไปเอง”
เจียงเยี่ยนมีหรือจะยอมติดตามศัตรูที่ทำร้ายตน เขากำหมัดแน่นเร่งพลังเทพดับสูญขึ้น เขามิใช่คนอ่อนแอที่จะให้ใครมาข่มเหงได้โดยง่ายอีกแล้ว
ซูเฟินเฉินมองเจียงเยี่ยนด้วยดวงตางดงามราวกับน้ำแข็งในเหมันต์ฤดู ทันใดนั้นอากาศรอบกายก็เบาหวิวราวไร้น้ำหนัก ยอดวิชาสลายดาราเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ ไม่ว่าเจียงเยี่ยนใช้กระบวนท่าใด นางจะใช้ยอดวิชาสลายดาราสลายกระบวนท่าทั้งหมด
ซูโหยวเสวียนฉุกคิดได้รีบกล่าว
“เจียงเยี่ยน เจ้าต้องติดตามข้าไปวังนิรมล”
เจียงเยี่ยนงงวูบ
“จะให้ข้าเข้าบ้านศัตรูหรือ?”
ซูโหยวเสวียนตอบ
“เจ้าไม่ไปก็ไม่ได้”
“เพราะอะไร?”
“เพราะที่นั่นมีความลับของพลังเทพดับสูญทั้งหมด!”
ซูโหยวเสวียนกล่าวต่อว่า
“ที่ข้ารับปากไป๋เหวินโจวจะรักษาให้เจ้า ไม่ใช่เพราะแค่ต้องการบีบไป๋เหวินโจวทำลายวิทยายุทธ แต่เพราะพลังเทพดับสูญมีต้นกำเนิดจากวังนิรมล ข้าต้องการพาเจ้าไปวังนิรมลเพื่อค้นหาความลับวิชาเทพดับสูญทั้งหมด”
เจียงเยี่ยนครุ่นคิดดู เห็นว่าซูโหยวเสวียนคงมิได้โกหก แต่เขาก็ยังไม่ไว้ใจ ซูโหยวเสวียนรีบโน้มน้าวต่อ
“ข้าขอรับรองความปลอดภัยของเจ้า หากพระมารดาข้าทำร้ายเจ้าแม้สักขุมขนหนึ่ง ข้าจะใช้ชีวิตปกป้องเจ้าอย่างสุดความสามารถ”
เจียงเยี่ยนคิดไม่ถึงว่าซูโหยวเสวียนจะกล่าวคำสัญญาหนักแน่นถึงเพียงนี้ เขาทราบว่าซูโหยวเสวียนไม่ใช่คนปลิ้นปล้อน ได้ยินซูโหยวเสวียนกล่าวต่อ
“พระมารดา ท่านจะไม่ทำร้ายเขาใช่หรือไม่?”
ซูเฟินเฉินนิ่งเงียบ นางกล่าวว่า
“ข้าไม่เคยคิดจะฆ่าเด็กคนนี้”
เจียงเยี่ยนไม่มีทางเลือก หากต่อสู้กันอีกเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะชนะซูเฟินเฉินได้ ซูโหยวเสวียนมีพระคุณกับเขาเมื่อให้คำมั่นว่าจะปกป้องเขา เด็กหนุ่มก็ไม่อยากขัดใจนางนัก อีกอย่างเรื่องของชีพจรเทพดับสูญเป็นสิ่งที่เจียงเยี่ยนอยากรู้อย่างยิ่ง ยังมีเรื่องราวของมารดาเขาที่เป็นคนของวังนิรมลอีก
“ตกลง”
เมื่อเจียงเยี่ยนรับปากทั้งหมดก็เดินทางไปวังนิรมลทันที ซูเฟินเฉินใช้วิชาตัวเบาล่วงหน้าไปก่อน ท่าร่างนางราวกับเหาะเหินเดินอากาศได้จริงๆ
เขาคุนหลุนมียอดเขาสองร้อยกว่าแห่ง ที่ตั้งวังนิรมลอยู่ในยอดเขาแห่งหนึ่งเรียกว่ายอดเขาเทวี ตัววังทำจากหินหยกขาวสะอาดบริสุทธิ์ งดงามจับตาราวกับตำหนักบนสวรรค์
ก่อนถึงวังนิรมลก็มีบันไดขาวทอดยาวหลายสิบขั้น เมื่อผ่านขึ้นบันไดขาวไปก็พบหินหยกขาวแกะสลักรูปกระเรียน หงส์ มังกร กระเบื้องของหลังคาวังทำจากสีทองส่องประกายสะท้อนแสงอาทิตย์งดงาม หลังวังนิรมลยังมีสระน้ำหนึ่งสระ น้ำใสเขียวสะอาดราวกับหยกเนื้อดี
ซูเฟินเฉินคือประมุขวังนิรมล แต่เหล่าบริวารต่างเรียกนางว่า “พระแม่” อันเป็นการยกย่องความงดงามและสูงส่งของนางซึ่งแทบไม่ต่างกับพระแม่หวางหมู่ ราชินีผู้เป็นภรรยาเง็กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์
เมื่อเจียงเยี่ยนมาถึง จินเซียะก็สั่งให้เหล่าสาวใช้จัดเตรียมห้องให้เจียงเยี่ยน จากนั้นนำเสื้อผ้าบุรุษมาให้พร้อมเชิญให้เขาไปอาบน้ำ ในวังนิรมลแม้มีสตรีนับร้อยนาง แต่ก็มีบุรุษปะปนอยู่บ้างจึงมีเสื้อผ้าบุรุษ
หลังอาบน้ำ เจียงเยี่ยนสวมใส่เสื้อผ้าบุรุษขาวสะอาดชุดหนึ่ง หลังจากเขาใช้พลังเทพดับสูญได้สมบูรณ์ ใบหน้าดูองอาจน่าเกรงขามมากขึ้น ดูไปหล่อเหลาราวเทพบุตรหน้าหยก
ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น จินเซียะเรียก
“คุณชายเจียง หากอาบน้ำเสร็จแล้ว ขอเชิญไปทานข้าวกับเทพธิดาด้วย”
เจียงเยี่นผลักประตูห้องเดินออกไป แม้แต่จินเซียะยังอดตะลึงในความหล่อเหล่าของเจียงเยี่ยนไม่ได้ เด็กหนุ่มถาม
“เป็นไรหรือ?”
“ไม่มีอันใด” จินเซียะตอบ
เจียงเยี่ยนเดินไปที่ห้องอาหารของวังนิรมล โต๊ะและเก้าอี้ทำจากหยกขาวอันล้ำค่า กำแพงมีรูปภาพลวดลายต่างๆ ทั้งก้อนเมฆ แม่น้ำ ขุนเขา ดูแล้วสบายตาอย่างยิ่ง เจียงเยี่ยนนั่งลงที่เก้าอี้ เห็นจินเซียะยืนอยู่ด้านข้างก็ถาม
“เทพธิดาของท่านเล่า?”
“คุณชายรอสักครู่”
“จินเซียะ เจ้าก็นั่งลงด้วย”
“ข้าเป็นแค่บ่าวอันต่ำต้อย มิกล้านั่งร่วมกับเทพธิดา” จินเซียะตอบ
ไม่นาน ซูโหยวเสวียนในชุดสีชมพูก็เดินออกมา แต่ชุดที่นางแต่งครานี้คือชุดยาวกระโปรงสีชมพูของชาววัง ราวกับเป็นองค์หญิงสูงศักดิ์ ทำเอาเจียงเยี่ยนตะลึงอ้าปากค้าง หัวใจเต้นระรัวไม่หยุด
สตรีนางนี้แม้อายุห่างกับเขาเกือบสิบปี แต่ความงดงามของนางยังมากกว่าสตรีทั้งหมดที่เจียงเยี่ยนเคยพานพบ ซูโหยวเสวียนกล่าวว่า
“เป็นไรหรือ?”
“ไม่..ไม่มีอะไร”
อาหารทยอยยกมา มีทั้งเป็ดน้ำแดงชั้นดี เห็ดหายาก รากสมุนไพรล้ำค่าที่นำมาปรุงกับน้ำแกง เมื่อดื่มจะให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายคออย่างยิ่ง เจียงเยี่ยนไม่เคยกินอาหารของชาวซีอี้มาก่อนรู้สึกรสชาติแปลกลิ้นแต่ก็อร่อยไปอีกแบบ
ภายหลังกินอาหารเสร็จ ซูโหยวเสวียนก็กล่าวขึ้น
“ตามข้ามา”
ซูโหยวเสวียนพาเจียงเยี่ยนไปยังห้องหนึ่งในวังนิรมล นางผลักประตูหินขาวสะอาด จากนั้นก็เดินเข้าไป
ในห้องโถงนั้นมีภาพใหญ่ภาพหนึ่งเป็นรูปก้อนเมฆดำมีสายฟ้าสีทองหลายสิบสายฟาดลงมายังคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่กลางภาพ ส่วนพื้นดินก็มีไอดำพวยพุ่งไปรวมกับอยู่ที่คนผู้นั้นเช่นกัน รอบกายคนผู้นั้นมีผู้คนหลายสิบคน บ้างแต่งตัวราวกับขุนพลเทพ บ้างมีใบหน้าอัปลักษณ์ราวกับปีศาจ บ้างไม่มีขาคล้ายวิญญาณลอยล่อง
ซูโหยวเสวียนเอ่ยขึ้น
“อัสนีแห่งทวยเทพ ไอดำของเหล่าอสูร ดวงใจแห่งราชัน ดับเทพ สยบภูต พิฆาตมาร”
เจียงเยี่ยนถามว่า
“คำพูดเหล่านี้ข้าเคยได้ยิน มันหมายความว่าอย่างไร?”
ซูโหยวเสวียนอธิบาย
“เป็นตำนานเรื่องหนึ่งซึ่งอ้างอิงถึงผู้ก่อตั้งวังนิรมลและเป็นผู้คิดค้นพลังเทพดับสูญ”
เจียงเยี่ยนรู้สึกสนใจฟังขึ้นมา
“ที่แท้ผู้ก่อตั้งวังนิรมลคือผู้คิดค้นพลังเทพดับสูญ มิน่าเล่าชาวจงหยวน (ภาคกลาง) ถึงไม่รู้ตำนานพลังเทพดับสูญเลย”
“ใช่ นี่เป็นตำนานของชาวซีอี้เรา” ซูโหยวเสวียนตอบ
เจียงเยี่ยนอดนึกถึงแผ่นดินจงหยวนมิได้ เขาจากแผ่นดินจงหยวนมาเกือบเดือนแล้ว มิทราบอาจารย์ไป๋ของเขาเป็นอย่างไรบ้าง
-------------------------------------------------------------------------
ไป๋เหวินโจวฝึกลมปราณในห้องเล็กๆ ที่ทำจากไม้ซึ่งติดอยู่กับสุสานลู่ฮูหยินมารดาเขา ตอนนี้เขากำลังเร่งใช้ลมปราณเอกอนันต์เพื่อฟื้นฟูลมปราณขึ้นมา โดยมีหวงเทียนเหยาสหายสนิทคอยดูแล
การจะฟื้นฟูลมปราณ ต้องใช้เวลาสามสิบวัน ตอนนี้เวลาผ่านไปยี่สิบเจ็ดวันแล้ว เหลือเพียงอีกสามวันเท่านั้นลมปราณไป๋เหวินโจวก็จะฟื้นฟูเป็นปรกติ
หวงเทียนเหยามีหน้าที่นำน้ำอาหารให้ไป๋เหวินโจว ในทุกๆ เช้า โดยนำถาดอาหารใส่ในประตูช่องเล็กๆ ของบ้านไม้ที่ใช้ฝึกลมปราณ
ในยามราตรีคืนนี้ หวงเทียนเหยาซึ่งนอนอยู่ในเปลผูกกับต้นไม้พลันลืมตาตื่นขึ้น หวงเทียนเหยาจับกระบี่มั่น เขาได้ยินเสียงคนสองสามคนกำลังเดินมา
แต่เสียงสองสามคนนั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าอย่างรวดเร็ว หวงเทียนเหยาทราบว่าผู้มาไม่เพียงมีหลายสิบคน แต่อาจจะถึงหลักหลายร้อยคน!
เทพกระบี่จับกุมกระบี่เงินมั่น มันมิยอมให้ผู้ใดมาขัดขวางไป๋เหวินโจวฟื้นลมปราณเด็ดขาด!
---- จบตอนที่ 43 -----ตอนนี้ไม่มีสู้หนึ่งตอนนะคร้าบ ตอนหน้าตาเทพกระบี่ลุยบ้าง พร้อมกลอุบายอันยอกย้อน!