“พูดบ้าอะไรของมัน!”สือเทียนหลินสาปแช่งด้วยเสียงต่ำ
“นี่สิคนไร้คุณธรรมตัวจริงพอย้อนกลับไปตอนที่สิบเอ็ดทำร้ายน้องชายของเขาในสนามประลองเขาก็เกลียดยอดเขาไท่เสวียนของเรามาตลอด พวกเจ้าจำเอาไว้ในอนาคตถ้าเจ้าพบความผิดของศิษย์จากยอดเขาเทียนเยวี่ยก็ตีพวกเขาให้พิการเสียตีครั้งเดียวไม่ได้ก็ตีเพิ่มอีกสองสามครั้ง” ชิงจีกล่าว
“อาจารย์อาสิบสามเขารับเอาคนที่ทำร้ายท่านไปใช่หรือไม่?” ถังเทียนถามขณะมองไปที่เยี่ยซาง
“อืมข้าจำได้!” เยี่ยซางพยักหน้า
“สถานการณ์เป็นอย่างไร? สิบสามเจ้ายังมีศัตรูอยู่หรือ?” หยางเหล่ยขมวดคิ้วถามเยี่ยซาง
“ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรแค่ทะเลาะกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เยี่ยซางพูดพลางส่ายหัว
“ในพิธีคัดเลือกศิษย์มีผู้ชายคนหนึ่งหาเรื่องอาจารย์อาสิบสามระหว่างการทดสอบทำให้อาจารย์อาสิบสามได้รับบาดเจ็บและเกือบถูกคัดออกแต่อาจารย์อาสิบสามก็หักกระดูกไหปลาร้าเขาไปแล้ว ต่อมาเขาจึงเข้าร่วมการทดสอบต่อไม่ได้แต่ก็ได้คนๆ นั้นพาตัวไป” ถังเทียนกล่าว
“สิบสามไม่ต้องกังวล ถ้าเขามาหาเรื่องเจ้าอีก เจ้าสามารถบอกพวกเราได้”หยางเหล่ยตบไหล่เยี่ยซางแล้วพูด
“ใช่แล้วถ้าไม่ใช่เพราะชายคนนั้นอยู่ในขั้นแปดและตอบสนองได้เร็ว หอกของอาจารย์อาสิบสามคงตัดคอของเขาไปแล้ว”ก่อนที่เยี่ยซางจะได้พูด ถังเทียนก็กล่าวออกมาแทน
“สิบสามเจ้าไม่กลัวที่จะถูกไล่ออกจากหุบเขาโอสถหรือ?” อู๋ฉี่มองไปที่เยี่ยซางและถามขึ้น
“ข้ากลัวแต่ถ้าข้าไม่กล้าทำอะไรเวลาถูกรังแก ข้าคงไม่สามารถมองหน้าตัวเองได้” เยี่ยซางกล่าว
“ถูกต้องเป็นผู้ชายต้องมีความรับผิดชอบลั่วเต้าหยวนพาผู้ชายคนนั้นไปที่ยอดเขาเทียนเยวี่ยแล้วเจ้าจะได้พบเขาในอนาคตอย่างแน่นอน ใช้ความขัดแย้งส่งเขาไปสู่ความตายเสีย”อู๋ฉี่กล่าว ในขณะเดียวกันเขาก็ลุกขึ้นและเดินไปที่หอเกียรติยศพร้อมคนอื่นๆ
หอเกียรติยศตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของห้องโถงใหญ่ของยอดเขาตานติ่งห่างจากโถงตานติ่งประมาณสามสิบถึงสี่สิบลี้
หอเกียรติยศเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของยอดเขาตานติ่งห้องโถงใหญ่สูงกว่าสิบจั้ง พร้อมประตูกว้างหกหรือเจ็ดจั้ง ขณะนี้ภายในมีคนอยู่กันเนืองแน่น
เนื่องจากมีศิษย์หลายหมื่นคนในหุบเขาโอสถดังนั้นหอเกียรติยศจึงวุ่นวายไม่น้อย บางคนทำหน้าที่ปล่อยภารกิจของสำนักบางคนมารับภารกิจของสำนัก ขณะที่บางคนกำลังแจกจ่ายทรัพยากรการบ่มเพาะ
อู๋ฉีนำกลุ่มคนไปด้านหน้าของชายชราทางด้านซ้าย“ผู้อาวุโสจั่ว คนเหล่านี้เป็นศิษย์ใหม่จากยอดเขาไท่เสวียนของพวกเรารบกวนช่วยลงทะเบียนให้กับพวกเขาด้วย”
“ยอดเขาไท่เสวียนไม่ได้รับศิษย์ใหม่มาหลายปีแล้วสมควรแล้ว ยอดเขาไท่เสวียนควรรับศิษย์ใหม่ให้มากกว่านี้นะ มาสิ! เด็กน้อยเข้ามาทีละคน นำป้ายหยกของเจ้าออกมา แล้วก็บอกชื่ออาจารย์ของเจ้า” ผู้อาวุโสจั่วหัวเราะเขาโบกมือให้ หนานกงไต้และอื่นๆ เขาเป็นสหายของหลิ่วหยางอวี่ เมื่อเห็นว่ายอดเขาไท่เสวียนของหลิ่วหยางอวี่ที่ไม่ได้รับศิษย์ใหม่มาหลายปีเริ่มรับศิษย์ใหม่อีกครั้งชายชราจึงรู้สึกมีความสุขแทนอีกฝ่าย
“ถังเทียนอาจารย์กงเสวียน” อู๋ฉี่ผลักถังเทียนที่ยืนข้างๆ เขาออกไปถังเทียนจึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อแจ้งชื่ออาจารย์ จากนั้นจึงหยิบป้ายหยกสีเขียวออกมา
“อืมเด็กคนนี้ไม่เลวเลย ครั้งนี้กงเสวียนได้รับสมบัติแล้ว” หลังจากที่ผู้อาวุโสจั่วมองไปที่ถังเทียนเขาก็หยิบพู่กันขึ้นมาเพื่อลงทะเบียนกับถังเทียน
“ฉู่หนิงอาจารย์กงเสวียน” หลังจากที่ถังเทียนแจ้งข้อมูลเสร็จฉู่หนิงซึ่งอยู่ด้านหลังของอู๋ฉี่ก็ก้าวไปรายงานตัวและหยิบป้ายหยกของเขาออกมา
“ดี!ดี! พวกเจ้าทั้งหมดล้วนเป็นต้นกล้าที่ดี” ผู้อาวุโสจั่วพยักหน้าอย่างชื่นชม
เมื่อลูกศิษย์ของกงเสวียนลงทะเบียนเสร็จแล้วลูกศิษย์ของอู๋ฉี่ เจ่อจ้วงก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อลงทะเบียน
“อืมเป็นเด็กที่แข็งแกร่งมาก ในอนาคตเขาจะเป็นคนที่แข็งแกร่งแน่นอน”ผู้อาวุโสจั่วเหลือบมองเจ่อจ้วงแล้วกล่าว
ด้วยคำสั่งของศิษย์รุ่นที่สองฉู่หนิงและคนอื่นๆ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อลงทะเบียนทีละคนขณะที่ทิ้งเยี่ยซางไว้ด้านหลัง
“คนนี้ศิษย์ของโม่เฉินหรือ?” ผู้อาวุโสจั่วเอียงศีรษะมองไปที่เยี่ยซาง
“เยี่ยซางอาจารย์หลิ่วหยางอวี่” เมื่อก้าวไปข้างหน้าสองก้าวเยี่ยซางก็วางสัญลักษณ์ประจำตัวสีดำของเขาลงบนโต๊ะ
“อะไรกันเจ้าเป็นลูกศิษย์ของตาเฒ่าหลิ่วหรือ?” ผู้เฒ่าจั่วยืนขึ้นและมองเยี่ยซางขึ้นลงด้วยสายตาของเขา
“ผู้เฒ่าจั่วผู้นี้เป็นศิษย์คนที่สิบสามของท่านอาจารย์และเขาก็เป็นศิษย์ปิดของท่านอาจารย์ด้วย” อู๋ฉี่กล่าวด้วยรอยยิ้ม เขารู้ว่าข่าวนี้จะทำให้หลายคนตกใจ
“แปลกเสียจริงเด็กคนนี้มีปราณและเลือดที่รุนแรงมากเขาเป็นต้นกล้าที่ดีที่จะสืบทอดเสื้อคลุมของอาจารย์เจ้าได้”ผู้อาวุโสจั่วนั่งลงและลงทะเบียนชื่อของเยี่ยซาง
“ผู้อาวุโสจั่วถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อน ท่านคงมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกมากพวกเราก็ยังมีเรื่องต้องจัดการเช่นกัน”อู๋ฉี่โค้งคำนับผู้อาวุโสจั่วและจากไปพร้อมกับทุกคน
“ยอดเขาไท่เสวียน!ยอดเขาไท่เสวียนกำลังจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งหลังจากเงียบไปนานกว่าสิบปี”เมื่อมองดูอู๋ฉีและพรรคพวกของเขาออกไป ผู้อาวุโสจั่วก็พูดขึ้นด้วยเสียงต่ำ
หลังจากออกจากหอเกียรติยศแล้วทั้งกลุ่มก็มาถึงด้านหน้าของชิงเตียว
“ศิษย์น้องศิษย์น้องหญิง เราจะแยกจากกันตามแผนเดิม และเราจะกลับมาโดยเร็วหลังจากเรื่องจบลงอีกอย่างการฝึกฝนของพวกเขาก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่างไรแล้วในการต่อสู้ของศิษย์ใหม่ยอดเขาไท่เสวียนของเราต้องได้รับเกียรตินั้น”เมื่อไปยืนอยู่ข้างหน้าชิงเตียวของเขา อู๋ฉี่ก็หันมากล่าวกับหวาหนานและคนอื่นๆ
“ตกลง”หวาหนานและคนอื่นๆ พยักหน้า
เนื่องจากเยี่ยซางและศิษย์คนอื่นๆมาจากต่างที่ต่างถิ่นกันโดยมีหุบเขาโอสถเป็นศูนย์กลาง แน่นอนว่ามีเมืองขนาดใหญ่และพื้นที่ทุรกันดารอยู่ทุกทิศทางแม้นครชื่อเหยียนจะเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่เหล่านั้น ทว่าก็มีเมืองใหญ่ ๆ จำนวนมากในขอบเขตพื้นที่ของหุบเขาโอสถจนมีคำกล่าวว่านครชื่อเหยียนเป็นแค่เมืองลำดับรอง ๆ เท่านั้น
ศิษย์ใหม่ที่ไปยังนครชื่อเหยียนได้แก่ถังเทียน เยี่ยซางและเจ่อจ้วง ผู้นำในทิศทางนี้คือชิงจีและหยางเหล่ยหวาหนานกับอู๋ฉี่จะไปส่งหนานกงไต้และเฉิงเจียง หลังส่งศิษย์ใหม่ทั้งสองคนแล้วพวกเขาก็จะไปรับกงเสวียนต่อ
ชิงจีไปกับเจ่อจ้วงหยางเหล่ยไปกับถังเทียน ส่วนเยี่ยซางก็ขึ้นไปบนหลังของเทียนอวี่จากนั้นทั้งห้าคนก็มุ่งหน้าไปทางนครชื่อเหยียน
หลังออกบินสักพักหนึ่งความเร็วของชิงเตียวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีกของชิงเตียวนั้นใหญ่กว่าของเทียนอวี่มากปีกที่เหยียดออกนั้นยาวเจ็ดหรือแปดจั้งเมื่อสะบัดปีกหนึ่งครั้งก็บินไปไกลราวร้อยหมี่ แม้ความเร็วของเทียนอวี่ก็ไม่ช้าไปกว่ากันแต่มันยังอายุน้อยอยู่ ปีกจึงไม่กว้างเท่าชิงเตียว ถึงอย่างนั้นก็ยังบินอย่างคล่องแคล่วปีกของมันขยับถี่ขึ้นก่อนจะบินได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากบินมาหนึ่งวันทุกคนก็หยุดและพักผ่อน อย่างไรแล้วสัตว์อสูรก็จะเหนื่อยหลังจากบินเป็นเวลานาน
เยี่ยซางและเทียนอวี่จับวัวแพะได้แล้วจึงนำมาย่างในขณะที่ชิงเตียวของชิงจีและหยางเหล่ยไปล่าสัตว์กินเอง
เมื่อเห็นเทียนอวี่กินเนื้อที่ปรุงสุกแล้วยังดื่มเหล้าต่อชิงจีกับคนอื่นๆ จึงต่างประหลาดใจมาก เทียนอวี่นั้นแปลกเหลือเกิน มันดูแตกต่างจากสัตว์อสูรทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
“มันยังอายุน้อยดังนั้นนิสัยหลายอย่างของมันคงเหมือนกับเจ้าในอนาคตความเข้าใจกันและกันของพวกเจ้าจะมากขึ้นเรื่อยๆสัตว์อสูรบินนั้นหายากก็จริง แต่แบบเทียนอวี่นั้นหายากยิ่งกว่า”ชิงจีกล่าวขณะมองไปยังเทียนอวี่
“อาจารย์น้าหกท่านจับชิงเตียวของท่านได้ที่ไหน ข้าอยากจะไปจับบ้าง ยามข้ามีกำลังมากพอ”ถังเทียนพูดด้วยความอิจฉาขณะมองดูเที่ยนอวี่ของเยี่ยซาง
“ไม่ใช่เราที่จับได้หรอกแต่เป็นอาจารย์ของเจ้าไปช่วยชิงเตียวที่ต่อสู้กับสัตว์อสูรตัวอื่นแล้วกำลังจะตายไว้ก่อนที่มันจะตาย ชิงเตียวตัวนั้นก็พาอาจารย์ของเจ้าไปที่ถ้ำ ในนั้นมีลูกชิงเตียวอยู่สิบตัวซ่อนอยู่จึงเป็นที่มาของชิงเตียวพวกเราด้วย” ชิงจีอธิบายให้ถังเทียนฟัง
“ถ้าอย่างนั้นอาจารย์อาสิบเอ็ดก็คงไม่มีสัตว์อสูรบินสินะ” เจ่อจ้วงกล่าว
“มี! เป็นอินทรีปีกทองที่ดุร้ายมากต่อไปเจ้าต้องได้เห็นแน่ กินเสร็จแล้วก็พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้เจ้าต้องเดินทางทั้งวันมะรืนนี้คงเกือบถึงนครชื่อเหยียนแล้ว” หยางเหล่ยพูดด้วยรอยยิ้ม
เยี่ยซางรู้สึกแปลกในใจเล็กน้อยก่อนหน้านี้เขาใช้เวลาเกือบยี่สิบวันในการเดินทางจากนครชื่อเหยียนไปยังหุบเขาโอสถแต่ตอนนี้กลับใช้เวลาเดินทางราวสามวันเท่านั้น ฃจากที่มีสัตว์อสูรบินได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อสำหรับเขาเป็นอย่างมาก
เมื่อมองดูหยางเหล่ยและชิงจีที่กำลังฝึกฝนเยี่ยซางก็เริ่มบ่มเพาะเช่นกัน แต่เขากลับไม่ได้กินยาในครั้งนี้