ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 167 ปะทะหวังเหมิ่ง!

            “พรสวรรค์ของเธอนั้นโดดเด่นมากจริงๆ โดดเด่นเสียจนขอแค่ได้เติบโตต่อไปในอนาคตเธอจะต้องก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิยุทธ์ได้อย่างแน่นอน!”

            “ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ ฉันเริ่มทำใจฆ่าไม่ลงเสียแล้ว ฉันถึงกับเคยคิดว่าถ้าเธอเป็นลูกศิษย์ของฉันฉันจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีเพื่อปั้นเธอขึ้นมาหรือเปล่า”

            หวังเหมิ่งทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะหลุดยิ้มออกมาในที่สุด

            “แต่น่าเสียดายที่เธอเลือกยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฉัน”

            “และพรสวรรค์อันเหนือชั้นนั่นแหละ ที่กลายเป็นยันต์สั่งตายของเธอในตอนนี้!”

            “ฉันต้องรีบฆ่าเธอทิ้ง ฆ่าเธอทิ้งก่อนที่เธอจะเก่งพอจะมาสู้กับฉันได้”

            หวังเหมิ่งยิ่งพูดยิ่งได้ใจส่วนเจียงจืออวี๋ก็ทำท่าคิดตามและเอ่ยรับคำพูดของเขา

            “จริงด้วย ถ้าเป็นฉันฉันก็คงเลือกจัดการคู่ต่อสู้ทิ้งก่อนที่เขาจะเติบโตเหมือนกัน”

            “เพราะอย่างนั้นคุณถึงลงมือ และฉันก็รับคำท้า”

            “คุณจงใจเหลือจ้าวมู่เสวี่ยเอาไว้ เพื่อให้เธอมาหาฉันที่สุ่ยมู่แล้วยังส่งพัสดุชิ้นนั้นมาถึงมือฉัน ทั้งหมดก็เพื่อยั่วให้ฉันขาดสติ”

            “ส่วนเรื่องที่ฉันไปที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจและออกเดินทางเข้าสู่ทุ่งร้างเพียงคนเดียว ก็เพื่อทำให้คุณขาดสติเหมือนกัน”

            เมื่อหวังเหมิ่งได้ยินแบบนั้นนัยน์ตาก็ฉายความแปลกใจออกมาวูบหนึ่ง

            เขามั่นใจว่าแผนการของตัวเองนั้นแนบเนียนไร้ที่ติแม้จะดูตรงไปตรงมา แต่เด็กนักศึกษาคนหนึ่งไม่น่าจะดูออกได้ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะดูออกหรือไม่ สถานการณ์ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว

            “แต่เท่าที่ฉันรู้มา ดูเหมือนเธอจะไม่ได้เตรียมแผนสำรองอะไรไว้เลยนี่”

            “ถ้าไม่มีสามราชันยุทธ์แห่งสุ่ยมู่คอยหนุนหลังต่อให้เธอล่อฉันมาได้แล้วจะยังไง?”

            “ผลลัพธ์สุดท้ายก็ดูเหมือนจะไม่ได้หลุดไปจากฝ่ามือฉันเลยนะ”

            “ถ้าไม่มีไม้ตายก้นหีบอย่างอื่นแล้วล่ะก็ดูท่าว่าเธอคงหนีความตายไม่พ้นอยู่ดี”

            หวังเหมิ่งยังไม่รีบร้อนลงมือเขากำลังหยั่งเชิงเพื่อดูไพ่ตายของเจียงจืออวี๋

            และเจียงจืออวี๋ก็ไม่คิดจะอ้อมค้อมกับเขาอีกต่อไปเธอเอื้อมมือไปตบที่ถุงกักวิญญาณข้างเอวเบาๆ ทันใดนั้นแสงสว่างก็วาบออกมาร่างสีเงินสองร่างก็พลันโผล่ขึ้นขนาบข้างเธอ

            ไม่มีความผันผวนของพลังเลือดไม่มีสัมผัสอันทรงพลังของพลังจิต หรือแม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังไม่มี

            แต่ทันทีที่ร่างทั้งสองปรากฏขึ้นหวังเหมิ่งกลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่ยากจะอธิบาย

            แรงกดดันนั้นยังไม่ถึงขั้นทำให้เขากลัวแต่ก็ใกล้เคียง

            ไม่ผิดแน่ร่างสีเงินทั้งสองนี้ต่างก็มีพลังรบระดับโหวแห่งยุทธ์!

            มิน่าล่ะเจียงจืออวี๋ถึงได้ใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ทั้งที่รู้ว่าเขาจ้องจะเอาชีวิต แต่กลับยังกล้าก้าวเข้าสู่ทุ่งร้างคนเดียว

            และมิน่าล่ะเจ้าพวกตาแก่ทั้งสามคนแห่งสุ่ยมู่ถึงได้วางใจนัก

            เป็นใครก็เถอะถ้ามีพลังรบระดับโหวแห่งยุทธ์สองคนคอยคุ้มกันก็คงไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยแม้แต่น้อย

            เพียงแต่เจ้าสองตัวนี้มันคืออะไรกันแน่? ทำไมถึงสามารถเข้าไปอยู่ในถุงกักวิญญาณได้?

            ไม่มีทั้งพลังเลือดและพลังจิตแล้วพลังที่แท้จริงของพวกมันไปถึงระดับไหน?

            ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวของหวังเหมิ่งสายตาของเขาจดจ้องสลับไปมาระหว่างเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวที่อยู่ข้างเจียงจืออวี๋ก่อนจะแค่นยิ้มออกมา

            “สองตัวนี้ คงจะเป็นของที่เธอเอาออกมาจากแดนเร้นลับในวันนั้นสินะ?”

            “มิน่าล่ะ...ท่านเหลียงถึงได้บอกว่าพวกลูกศิษย์ของฉันถูกฆ่าตายในพริบตาด้วยตัวตนที่เหนือกว่าพวกมันไปไกล”

            “เป็นฝีมือของเจ้าสองตัวนี้สินะ?”

            เรื่องราวในวันนั้นกลายเป็นหนามยอกอกของหวังเหมิ่งอย่างเห็นได้ชัด

            ทำไมเขาถึงไม่ยอมอยู่มหาวิทยาลัยแต่กลับเข้าสู่ทุ่งร้างเพื่อไล่ล่าฆ่าสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรอย่างบ้าคลั่ง?

            ก็ไม่ใช่เพราะการสำรวจแดนเร้นลับในครั้งนั้นหรอกหรือที่ทำให้เงินเก็บทั้งหมดของเขาถูกทางมหาวิทยาลัยบังคับเอาไปจ่ายชดเชยให้กับลูกศิษย์พวกนั้นจนหมด!

            ลูกศิษย์ที่เขาปั้นมากับมือต้องมาตายแถมเขายังต้องเสียทรัพย์สินทั้งหมดไปกับการชดใช้

            มีหรือที่หวังเหมิ่งจะไม่แค้น?

            ก่อนหน้านี้เป็นแค่ความสงสัยแต่ตอนนี้เจียงจืออวี๋ได้เอาหลักฐานมาวางไว้ตรงหน้า เขาจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมาแทน

            ถ้าเป็นแบบนี้จริงลูกศิษย์ทั้งสิบคนที่เขาพาไปก็ถือว่าตายไม่เสียเปล่า

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามหวังเหมิ่งตรงๆเธอเพียงหันไปมองเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรว

            “ที่เหลือฝากพวกเธอด้วยนะ”

            “ฆ่าทิ้งตรงนี้เลย!”

            เมื่อเวินโหรวได้ยินแบบนั้นเธอก็พยักหน้าเบาๆ ก่อนที่ร่างจะค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศ

            ส่วนเจ้าทึ่มจู้กลับเกาหัวแกรกๆจากนั้นก็เอื้อมมือไปด้านหลัง แล้วหยิบจอบเงินประจัญบานออกมาดื้อๆ

            เดี๋ยวนะ...ไอ้จอบนี่มันควักออกมาจากตรงไหน?

            ไป๋ฉางเซิงไม่เคยเห็นเจ้าทึ่มจู้ใช้อาวุธชิ้นนี้มาก่อนครั้งนี้ถือว่าเขาได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ

            บรรยากาศในที่แห่งนั้นพลันเปลี่ยนเป็นคุกรุ่นด้วยเจตนาฆ่า

            คนทั้งสองฝ่ายต่างก็อยากจะเอาชีวิตอีกฝ่ายในสถานการณ์แบบนี้ ต่างกันแค่ว่าใครจะเริ่มลงมือก่อนเท่านั้น

            และสุดท้ายก็เป็นเจ้าทึ่มจู้ที่ทนไม่ไหว เป็นฝ่ายพุ่งออกไปก่อน

            เท้าของมันกระทืบลงบนพื้นอย่างรุนแรงดินที่อ่อนนุ่มทนแรงระเบิดมหาศาลในพริบตาไม่ได้จนทรุดตัวลงไปกว่าสิบเซนติเมตรแรงสะท้อนที่ส่งกลับมาส่งให้ร่างของเจ้าทึ่มจู้พุ่งออกไปเหมือนลูกศรหลุดจากแล่ง

            ความเร็วของมันสูงเสียจนไป๋ฉางเซิงเห็นแค่เงาสีเงินเลือนรางพาดผ่านและในวินาทีถัดมา มันก็เข้าปะทะกับหวังเหมิ่งอย่างรุนแรง

            “ปัง!”

            “ปัง!”

            “ปัง!”

            เสียงกระแทกหนักๆดังรัวราวกับเสียงจุดประทัดแต่พละกำลังที่แฝงอยู่นั้นกลับรุนแรงและอลังการกว่าเสียงประทัดหลายเท่าตัว

            คลื่นกระแทกจากการปะทะกระจายออกไปรอบด้านทุกครั้งที่ทั้งสองฝ่ายชนกัน

            แรงกระแทกนั้นสร้างคลื่นอากาศม้วนตลบพร้อมกับทำให้พื้นดินยุบตัวลงไปหลายส่วน

            ร่างสีเงินและหวังเหมิ่งในชุดเกราะทมิฬพัวพันกันนัวเนียผลัดกันรุกผลัดกันรับและเปลี่ยนจุดปะทะไปเรื่อยๆแต่สุดท้ายก็จะกลับมาชนกันใหม่ในวินาทีต่อมาเสมอ

            เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจเรื่องหนึ่งทันที

            การต่อสู้ระหว่างเจ้าทึ่มจู้กับเขาที่ผ่านมามันก็แค่เล่นขายของเท่านั้น

            โดยเฉพาะบางครั้งที่การโจมตีของไป๋ฉางเซิงบีบให้เจ้าทึ่มจู้ต้องยอมถอดแขนถอดขาเพื่อหลบจนทำให้เขารู้สึกได้ใจอยู่บ้าง แต่ดูจากตอนนี้แล้วเจ้าทึ่มจู้คงแค่กลัวว่าจะทรมานเขาหนักเกินไปจนทำให้เขาเสียความมั่นใจที่จะสู้ต่อเสียมากกว่า

            เจ้าทึ่มจู้...นายหลอกฉันได้เจ็บแสบจริงๆ

            ไป๋ฉางเซิงกลอกตาไปมาก่อนจะได้ยินเสียงของมันดังขึ้น

            “ข้าก็แค่คนทำนาคนหนึ่ง!”

            คล้ายกับเป็นการตอบรับเสียงในใจของไป๋ฉางเซิงแต่ความจริงคือเวินโหรวที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศได้รับสัญญาณจากเจ้าทึ่มจู้แล้วเธอชูมือขวาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดลงอย่างแรง

            ทันใดนั้นบนพื้นดินที่อ่อนนุ่มก็มีเสาดินขนาดยักษ์ที่มีความกว้างกว่าสองเมตรพุ่งทะยานขึ้นมาราวกับว่ามันมีชีวิตมันพุ่งเข้ากดทับตรงจุดที่หวังเหมิ่งและเจ้าทึ่มจู้ปะทะกันอยู่ทันที

            อานุภาพที่แสดงออกมานี้ต่อให้เป็นหลี่ฉางหมิงในตอนนั้น ก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว

            ไป๋ฉางเซิงไม่เคยเห็นเวินโหรวลงมือมาก่อนแม้จะรู้ว่าในฐานะผู้พิทักษ์เงินมายาเหมือนกันพลังของเธอคงไม่ด้อยไปกว่าเจ้าทึ่มจู้สักเท่าไหร่

            แต่พอได้มาเห็นกับตาตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าเวินโหรวที่ดูเหมือนจะเป็นคนพูดจานุ่มนวลเรียบร้อยแท้จริงแล้วกลับเป็นสายบู๊ที่บ้าพลังที่สุดแถมลงมือแต่ละทีก็กะจะฝังทั้งเจ้าทึ่มจู้และหวังเหมิ่งไปพร้อมกันเลย!

            แน่นอนว่าเจ้าทึ่มจู้ย่อมไม่กลัวโดนฝังดังนั้นเมื่อเห็นเสาดินพุ่งตรงเข้ามา มันจึงเลือกที่จะรับหมัดของหวังเหมิ่งไว้ตรงๆแล้วใช้ร่างกายรัดอีกฝ่ายไว้แน่นล็อกแขนขาของหวังเหมิ่งเอาไว้ไม่ให้มีโอกาสขยับหรือหลบหนีไปไหนได้

            กระบวนท่านี้พวกนายสองคนคงใช้กันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วสินะถึงได้ดูชำนาญขนาดนี้

            ไป๋ฉางเซิงมองภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพริบตาในสนามรบพลางบ่นอยู่ในใจเงียบๆ

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน