ตอนที่หนึ่งร้อยยี่สิบเก้า The Great Leap Forward
น่าหลันเจิ้งครุ่นคิดสักครู่และถอนหายใจ
“เฮ้อ บุกเบิกไม่ง่ายดายรักษาไว้ก็ยนากเข็ญ การบุกเบิกนั้นมีโอกาสขาดทุนอยู่สูง เจ้าจะรับไว้หรือเขยช้า”
ผมผงกศีราะแต่นั่นคือแนวคิดของคนรวยอยู่แล้ว
“ผู้เขยยอมขาดทุนได้ประมาณสามปีและตั้งงบประมาณเตรียมขาดทุนช่วงแรกไว้แล้วสิ่งสำคัญคือการบุกเบิกหาช่องทางใหม่ ตระกูลใดที่ไม่ก้าวไปข้างหน้าก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังหากเราวางรากฐานไว้ ในรุ่นเราก็หวังให้ลูกหลานได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในภายหลัง”
อ้าวป้าหม่ากล่าวจับแพะชนแกะและตามด้วยการอวย
“นี่คือสาเหตุที่ผู้เขยเคารพผู้อาวโสอย่างสูงเสมอว่าการรักษากิจการไว้ไม่ง่ายดาย แต่คนรุ่นใหม่ลืมว่าสร้างมาด้วยวิธีการใดดื่มน้ำต้องรำลึกถึงต้นธารนี่คือสิ่งที่ผู้เขยรำลึกเสมอมาว่าต้องทำตระกูลให้แตกกิ่งสาขาก้านใบผ่านเวลาอันยาวนาน จึงจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่บังแดดฝนเป็นร่มเงาให้ทุกคนได้”
น่าหลันเจิ้งครุ่นคิดสักครู่
“ตกลงหากเจ้ายอมขาดทุนเพื่อปักรากฐานในช่วงแรกได้ล่ะก็การขยายกิจการก็ไม่มีข้อเสียประการใด และอย่างที่เจ้ากล่าวนั้นถูกต้อง ให้ผู้เยาว์ไปประสบความลำบากข้างนอกจะได้รำลึกถึงพระคุณของเหล่าผู้อาวุโสบ้างฮะ ฮะ ฮ่า”
น่าหลันเจิ้งหัวเราะด้วยแนวคิดแบบ Asian dad
ที่ต้องการให้ลูกหลานตกระกำลำบากเพื่อจะได้รู้คุณค่าของเงิน
โดยคิดว่าตนเองเก่งกว่าลูกหลาน
โดยหารู้ไม่ว่า เทคโนโลยี ข้อมูลการแข่งขันต่างๆนั้นสร้างความซับซ้อนเสียใจต่อให้เราเป็นคนมีความรู้เราก็ทำได้แค่รอวันตายหากไม่มีทุน
ความหวังของคนมีความรู้มีเพียงแค่ตายไปแล้วอิเซไคเกิดใหม่กลายเป็นนักผจญภับต่างโลกหรือชาวสวนแม่ลูกสามเท่านั้น
ความรู้ที่มีอยู่จึงจะเป็นประโยชน์
การศึกษาในปัจจุบันไม่ส่งผลกระทบต่อสังคมแม้แต่น้อยหากขาดเม็ดเงินที่คอยเกื้อหนุน
การให้เงินทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจึงจะเป็นวิธีที่ดีสุดที่จะทำให้เกิดกิจการทางธุรกิจบางอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลง่ายๆเช่นนี้เอง
แต่การสตาร์ทอัพระดมทุนก็ต้องแข่งกับพวกหลอกลวงต้มตุ๋นที่ทำให้คนสตาร์ทอัพจริงๆพบกับความเป็นจริงของโลกที่เห็นคนที่ไม่เคยเลี้ยงกาแฟใครสักแก้ว
โดนคนหลอกลวงเงินไปหลายล้านหยวน
“แผนการลงทุนที่ดี พบกับความง่วงนอนเสมอ”
คือสิ่งที่วอร์เรนบัฟเฟตต์กล่าวไว้
หากเป็นแผนการที่พบกับการปรบมือกึกก้องล่ะก็เราต้องระแวงแล้วว่ามันมีอะไรแปลกๆ
เงินมาอย่างไร? ทำไมต้องเขา?ทำไมต้องเรา?
ปรกติแล้วคนเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นเพื่อความสะดวกในการระดมทุน
หากกำไรนั้นดีกว่าดอกเบี้ยเงินกู้อีก
ทำไมเขาถึงต้องมาหาเราให้ช่วยระดมทุนให้?
ไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารที่ร้อยละสิบห้าต่อปีแต่คือดอกเบี้ยรายเดือนของเงินกู้นอกระบบที่ 25% ต่อเดือนด้วยซ้ำ
ได้กำไรมากกว่า 25%
ทำไมเขาถึงเลือกที่จะมาหาเรา?
นั่นคือสามัญสำนึกที่คนเราควรจะคิดได้แม้จะไม่ลงคอร์สบริหารธุรกิจมาสี่สิบแปดชั่วโมงก็ตาม
แต่สามัญสำนึกไม่ใช่ของสามัญและคนเราโดนความโลภบดบังตาเสมอ
เหมือนเอาเนื้อชิ้นใหญ่มาล่อที่ทำให้คนเราจะทำหรือไม่ทำอะไร
มองในแง่หนึ่งระบบทุนนิยมก็ใช้วิธีการเอาเนื้อชิ้นใหญ่มาล่อเช่นกัน
ว่าหาเราขยันซื่อสัตย์ประหยัดอดทนเราจะสามารถบรรลลุ china dream ที่ฮ่องเต้สีพยายามสนับสนุนได้
แต่อนิจจาที่รอเราอยู่คือการทำงานแบบ 996 ไมได้เห็นเดือนเห็นตะวันเท่านั้น
นั่นคือความเป็นจริงของสังคมทุนนิยม
คนเราโดนเปลี่ยนเป็นเพียงแค่ทรัพยากรหน่วยหนึ่งที่ไร้ค่าสามารถเปลี่ยนถ่ายเมื่อไรก็ได้เพราะความสามารถแบบเราและทักษะความรู้ต่างๆนั้นสามารถเอาใครมาทำแทนก็ได้ในสังคมนี้
ตราบใดที่มีเงินไม่ว่าใครก็ลงทุนกิจการต่างๆได้ แต่การหาเงินนั้นยากมากเพราะต่อให้พยายามระดมทุนคนที่จะเข้าร่วมก็มีเงินจำนวนน้อยนิด
การให้เงินทุนแก่ผู้ประกอบธุรกิจต่างๆจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เขาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือขยายกิจการ
มีคนที่หัวเราะเยาะเย้ย
คนที่พยายามขยายกิจการแล้วเป็นหนี้
แต่นั่นก็ต้องย้อนกลับมากล่าว
หากไม่เป็นหนี้
เราจะเอาเงินที่ใช้เพื่อขยายกิจการมาจากไหน?
และด้วยระบบของเรา
เราวางไว้ให้คนมีหลักประกันที่ดีหรือมีแผนการใช้เงินคืนดีจะได้ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลงถึง6%
ส่วนคนจนก็รับดอกเบี้ยที่ 15% หรือบัตรเครดิตที่แพงกว่านั้นหรือเงินกู้นอกระบบที่แพงกว่านั้นอีก
ยิ่งคนที่มีเงินมากเท่านั้นจึงจะได้เงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำมากยิ่งๆขึ้นไปอีก
นี่คือความเป็นจริงของระบบทุนนิยม
และความเสี่ยงที่มาจากการลงทุนต้องเจอกับคู่แข่งมากมายนับไม่ถ้วน
การลงทุนก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จ
หากการลงทุนกิจการ 98% ล้มเหลว
ก็ต้องถามแล้วว่ามันเป็นเพราะอะไรในระบบนี้?
หาก 98% ล้มเหลวตามหลักสถิติคงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเหตุบังเอิญแต่มีปัจจัยบางอย่างทำให้เกิดเหตุเช่นว่านั้น
แผนการของอ้าวป้าหม่าไม่สามารถทำได้เลยหากไม่มีเงินหนุนหลัง
แนวคิดของอีลอนมัสก์ก็เช่นกันทำไมได้เลยหากไม่ยอมขาดทุนอยู่หลายปี
สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่คนรวยมองว่าคนจนนั้นโง่เพราะพวกเขามักวางแผนระยะยาวเป็นไตรมาสหรือประจำปีทำให้มองว่าคนจนที่วางแผนเป็นรายวันเพราะรายได้มีแค่นั้นว่าเป็นคนที้คิดการณ์ไม่ไกลแต่ความจริงแค่นั้นคือขีดจำกัดของคนจนที่มีทรัพยากรจำกัดแล้ว
แผนของอ้าวป้าหม่าคือการยอมขาดทุนเพื่อให้ได้กำไรตามสายตาของน่าหลันเจิ้ง
ในสายตาคนที่ฝึกยุทธแล้วจะสามปีหรือสิบปีไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
มองว่าเป็นเพียงแค่เหมือนกับส่งคนในสำนักไปฝึกงานในระดับง่ายๆที่โลกภายนอกหรือร้านค้าสาขาเล็กและกลับมาที่สาขาใหญ่อีกครั้ง
“นี่คือแผนการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ The Great Leap Forward ของผู้เขย”
อ้าวป้าหม่ากล่าวอย่างนอบน้อม
“ต้องอาศัยความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากท่านพ่อตาอีกมากขอท่านพ่อตาช่วยสนับสนุนด้วย เท่านี้กิจการของสองตระกูลของเราก็ใกล้ชิดกันมากขึ้นร่วมรุกร่วมถอยกันไป ลดความบาดหมางระหว่างผู้อาวุโสและผู้เยาว์ให้ผู้เยาว์ได้มีสถานที่ให้ตนเองแสดงฝีมือและลดความกดดันภายในออกไปแสวงหาเป้าหมายภายนอก”
แน่นอน งบประมาณอาจจะหมดในอนาคต แต่นั่นอาจจะเป็นเรื่องของสามปีข้างหน้าหากผมแค่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนั้นก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว
แผนการThe Great Leap Forward เป็นเพียงแค่การหันเหเป้าหมายไปในทางที่ผมต้องการที่จะไปสูบทรัพยากรจากภูมิภาคอื่นๆของโลกโดยมีสำนักประมูลหนุนหลังผมนั่นเอง
จะมีกิจการอะไรที่กำไรกว่าการใช้กำลังอีกเล่า?
...
True Wallet 089-5296248
สนับสนุนผู้เขียนได้ทางช่องทางนี้นะครับ
ท่านที่สนับสนุนอยากได้ตอนพิเศษแบบไหนสามารถบอกได้ครับ