จวงเฟยเฟยอ้าปากค้าง นางตกใจจนพูดอะไรไม่ออกแต่อันเจิงกลับจากไปเสียแล้ว เขาทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่างขณะมองตามร่างของอันเจิงที่เดินลงบันไดไปอย่างเชื่องช้า จู่ ๆดวงตาของจวงเฟยเฟยก็เปลี่ยนไปเป็นสีแดง ราวกับกำลังจะร้องไห้
นางเคยมีน้องชายมาก่อน เราทั้งสองเคยร่วมทุกข์ร่วมสุข
แต่ต่อมา...
หยดน้ำตาไหลผ่านแก้มของจวงเฟยเฟยอย่างเงียบงัน นางยืนนิ่งเช่นนั้นอยู่นานนานมากทีเดียว
ตอนที่อันเจิงกลับไปถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ท้องฟ้ายังคงสว่างอยู่ เขาถือห่อกระดาษหนึ่งเอาไว้ในมือ สิ่งที่ห่ออยู่ในนั้นเป็นเนื้อส่วนหัวหมูที่เพิ่งถูกตักออกมาจากกระทะร้อนๆ ใส่เนื้อหมูลงในกระทะจากนั้นก็รอสักหนึ่งถึงสองนาที แล้วค่อยตักออกมากิน ความอร่อยแบบนั้นหากใครยังไม่เคยลองกินจะไม่มีทางรู้เลย
เมื่อกลับไปถึง อันเจิงก็ส่งห่อเนื้อหมูให้กู่เชียนเยว่กับชวีหลิวซีก่อนสาวน้อยทั้งสองจะรับของเอาไว้ แล้วเดินไปหาเสี่ยวชีเต้าต่อ
ตู้โซ่วโซ่วเม้มปากตัวเอง“เห็นสตรีดีกว่าสหาย!”
อันเจิงเบะปาก “เมื่อคืนนี้เจ้าแอบไปซื้อเนื้อย่างมาใช่หรือไม่?”
ตู้โซ่วโซ่วหน้าแดงขึ้นมาทันที“นั่นเพราะข้าเห็นว่าเจ้ากำลังฝึกพลังวัตรอยู่ จึงไม่อยากรบกวนต่างหาก...อีกอย่าง เจ้าเองก็ไม่ชอบกินเครื่องในแกะนี่นา”
“ข้าไม่ชอบก็จริงแต่เจ้าก็ต้องซื้อมาเผื่อข้าด้วยสิ!”
ตู้โซ่วโซ่วแสดงท่าทางราวกับจำยอมจากนั้นก็ชี้ไปยังกู้เฉาโถงที่ยืนเหม่อลอยอยู่ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไป“เจ้านั่นน่ะ ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เหมือนคนที่เรียนจนสมองทึบไปแล้วเขายืนอยู่ตรงนั้นมาประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่ยอมขยับเลยสักนิด”
อันเจิงเดินเข้าไปหากู้เฉาโถงจากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้หินใต้ต้นไม้ “เป็นอะไรไป? ที่นี่มีคนเยอะเกินไปจึงไม่ชินรึ?”
กู้เฉาโถงส่ายหน้า “เปล่าแม้ข้าจะอยู่คนเดียวตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี แต่ข้าก็ชอบความครึกครื้นมากตั้งแต่อายุสิบเอ็ด ทุกเทศกาลปีใหม่ข้ามักจะทำได้เพียงยืนอยู่ที่หน้าบ้านแล้วมองบ้านอื่น ๆ ที่มีไฟส่องสว่างตลอดทั้งคืน มองเด็กคนอื่นเล่นดอกไม้ไฟกันจากที่ไกลๆ ดังนั้น ข้าจึงใฝ่ฝันที่จะได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่แสนครึกครื้นมาโดยตลอด”
อันเจิงพูดขึ้น“ที่นี่มีแต่พวกผู้ชายป่าเถื่อนทั้งนั้น ก็เหมือนกับข้านั่นแหละ ตอนแรกเจ้าอาจรู้สึกไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่แต่อยู่ต่อไปอีกระยะ เมื่อรู้จักพวกเขาแล้ว เจ้าต้องรู้สึกชอบพวกเขาแน่”
กู้เฉาโถงพยักหน้า จากนั้นก็นั่งลงแล้วพูดขึ้น“ทุกคนในสำนักนี้ ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากที่อื่นจริง ๆ”
“แตกต่างตรงไหน?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันที่นี่ตั้งอยู่กลางเมืองฟางกู้ที่แสนวุ่นวาย แต่ข้ากลับรู้สึกราวกับที่นี่เป็นชุมชนที่ปลีกตัวออกมาจากความวุ่นวายนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผล และข้าก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ข้าเพียงแค่...รู้สึกแบบนั้น”
อันเจิงหัวเราะออกมาเล็กน้อย“เพราะที่นี่ พวกเราไม่ถกเถียงหรือแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน”
กู้เฉาโถงพยักหน้ารับ “อืม...จริงสิเมื่อครู่ข้าลองทดสอบระดับความรู้ของเสี่ยวชีเต้าแล้ว ในส่วนของพื้นฐานต่าง ๆไม่มีสิ่งใดที่ต้องสอนเพิ่ม ด้วยวัยเท่านี้ เขากลับรู้จักตัวอักษรทุกตัวช่างหาได้ยากจริง ๆ ข้าลองหาตัวอักษรที่ไม่ค่อยถูกนำมาใช้เพื่อทดสอบเขา บางตัวแม้แต่คนที่บรรลุนิติภาวะบางคนก็ยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำแต่เขากลับรู้จักทุกตัวเลย”
“เสี่ยวชีเต้ามีจิตใจบริสุทธิ์ข้าไม่อยากให้เจ้าสอนสิ่งแย่ ๆ หรือเล่ห์เหลี่ยมใดแก่เขาแต่ข้าหวังว่าเจ้าจะสอนให้เขารู้เท่าทันด้านที่เลวร้ายและเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์แทน”
กู้เฉาโถงชะงักไปชั่วครู่ “ยากจัง”
อันเจิงพูดขึ้น “ก็ยากจริง ๆ น่ะแหละเด็กก็เป็นเหมือนกระดาษว่างเปล่า ที่จะวาดเขียนอะไรก็เป็นไปตามนั้นเสี่ยวชีเต้าสำคัญกับข้ามาก เขาเป็นเหมือนน้องชายแท้ ๆ ของข้าหากเจ้าสอนเรื่องไม่ดีหรือชักนำให้เขาไปในทางที่ผิด ข้าจะฆ่าเจ้าแน่”
กู้เฉาโถงยิ้มอย่างขมขื่น “จู่ ๆข้าก็รู้สึกว่าอาหารสามมื้อกับที่พัก ช่างได้มาด้วยความลำบากยิ่งนัก”
อันเจิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงพูดขึ้น “ขอถามอะไรสักอย่างเถิด”
กู้เฉาโถงรู้ดีว่าอันเจิงกำลังจะทดสอบตนดังนั้นจึงนั่งตัวตรงแล้วพูดตอบไป “ท่านนายจ้าง เชิญถามมาได้เลย”
เขาไม่รู้ว่าอันเจิงเป็นใครกันแน่จึงเรียกว่านายจ้างไปก่อน
“สำหรับราชาคนหนึ่ง หากต้องการใช้งานใครก็ต้องไว้ใจคนผู้นั้นอย่างถึงที่สุด หากไม่ไว้ใจก็ไม่ควรดึงเข้ามาใช้งาน...เรื่องนี้เจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง?”
กู้เฉาโถงตอบกลับ “เกรงว่าคนเป็นราชาคงเคยพูดปดมามากจนนับไม่ถ้วนเลยล่ะและคำที่ว่า ‘จะไว้ใจคนที่เลือกมาใช้งานอย่างถึงที่สุด’ก็เป็นหนึ่งในคำโกหกที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว ราชาไม่มีทางเชื่อใจใครอย่างถึงที่สุดหรอกนะหากราชาบอกกับขุนนางว่า ‘ข้าเชื่อใจเจ้าและข้าก็จะใช้งานเจ้าอย่างไว้วางใจ’ เป็นไปได้มากว่าเขาจะไม่ไว้ใจขุนนางคนนี้เพราะหากเชื่อใจกันจริง เหตุใดต้องพูดออกมาด้วย? คนที่เขาบอกว่าจะใช้งานอย่างเชื่อใจก็เป็นเพียงคนที่ได้รับความไว้วางใจมากกว่าคนอื่นเล็กน้อยก็เท่านั้นส่วนเรื่องที่ว่า หากไม่เชื่อใจใครก็จะไม่ใช้งานนั้น...ปกติแล้ว ราชาส่วนมากต่างก็ไม่ยอมใช้งานคนที่ตนไม่เชื่อใจอยู่แล้วแต่สำหรับราชาที่ไม่ปกติทั้งหลาย หากพวกเขายังใช้งานคนที่ตนไม่ไว้วางใจแสดงว่าพวกเขาต้องเป็นราชาหนึ่งในสองประเภทนี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือราชาที่เฉลียวฉลาดกับราชาที่โง่เขลาสำหรับราชาที่โง่เขลา พวกเขาจะไม่ทำการใด ๆ ตามความเหมาะสม แต่จะเลือกใช้และไม่ใช้ใครตามแต่ใจตัวเองล้วนๆ หากอยากใช้ก็ใช้ ไม่อยากใช้ก็ไม่ใช้ ส่วนราชาที่เฉลียวฉลาด แม้จะไม่ไว้วางใจแต่หากคนผู้นั้นยังมีประโยชน์ ราชาก็จะใช้งานต่อไป รอให้อำนาจแห่งตนมั่นคงเสียก่อนแล้วค่อยสังหารคนที่ไม่เชื่อใจเมื่อคนผู้นั้นหมดประโยชน์ลงแล้ว”
เขาถามอันเจิงกลับ “ทำไมถึงถามคำถามนี้?”
อันเจิงหัวเราะออกมา “ไม่มีอะไร...เจ้ามองโลกในแง่ร้ายแต่อธิบายได้อย่างกระจ่างแจ้ง บางทีการมอบเสี่ยวชีเต้าให้เจ้าเป็นผู้อบรมอาจเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง”
กู้เฉาโถงคิดว่าท่าทางและสง่าบารมีของอันเจิงดูไม่เข้ากับวัยของเขาเลยสักนิด ช่างประหลาดจริง ๆ
“ท่านนายจ้าง หากไม่มีเรื่องอื่นข้าต้องขอตัวไปเตรียมเนื้อหาในการสอนก่อน”
“ช้าก่อน”
อันเจิงรั้งเขาไว้แล้วถามขึ้นอีก “ตอนนี้สถานการณ์ทางอำนาจของแผ่นดินเยี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง?”
กู้เฉาโถงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา “แคว้นเยี่ยนงั้นรึ?ข้าเป็นชาวเยี่ยนจึงไม่อาจพูดมากได้ บอกได้เพียงคำเดียว...หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อท่านแม่สั่งเสียเอาไว้ว่าข้าต้องเข้ารับราชการเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลให้ได้ละก็ ข้ายอมทำงานเป็นนักบัญชีของร้านเล็ก ๆที่คอยนับเงินไปวัน ๆ หรือไม่ก็ไปก่อตั้งโรงเรียนเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง แล้วเป็นอาจารย์สอนจะดีกว่า”
อันเจิงพูดระคนหัวเราะ“ดูเหมือนเส้นทางแห่งความสุขทั้งสองทางที่เจ้าเล่ามา จะแตกต่างกันมากเลยนะ”
“เพราะข้าผิดหวังกับแคว้นเยี่ยนเหลือเกินดังนั้น ต่อให้จะได้รับราชการ ข้าก็คงไม่มีความสุขหรอก”
เขาเดินกลับไปที่ห้องของตัวเองแผ่นหลังที่จากไปแลดูโดดเดี่ยวยิ่งนัก
ตกดึกอันเจิงเปลี่ยนมาสวมชุดสีดำสำหรับออกปฏิบัติการในยามวิกาล จากนั้นก็ออกไปจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เพียงลำพังเขาใช้ข้อมูลที่ได้รับมาจากจวงเฟยเฟย ประกอบกับข้อมูลจากโรงจวี้ฉ่างโดยเตรียมจะตรวจสอบและสืบข้อมูลของบ้านที่หลี่ชางหลี่ซื้อเอาไว้อย่างลับ ๆ นั่นเอง
แม้หลี่ชางหลี่จะเข้ามาสร้างตัวในเมืองหลวงได้ไม่นาน และเพิ่งจะได้รับพระกรุณาจากไทเฮาอย่างแท้จริงประมาณสามถึงสี่ปีเท่านั้นแต่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เขากลับสะสมทรัพย์สมบัติและเงินทองได้อย่างมากมายจนไม่อาจประมาณได้เลยทีเดียวด้านหนึ่ง ทหารที่กำลังสู้ศึกอยู่ที่ชายแดนได้รับเงินสนับสนุนและเบี้ยทหารจำนวนน้อยนิดทว่าอีกด้าน คนประเภทเดียวกับหลี่ชางหลี่กลับฮุบเงินและขูดรีดทรัพย์สินจำนวนมหาศาลไปอย่างบ้าคลั่งระหว่างที่คุยกัน กู้เฉาโถงไม่อยากและไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ...ตราบใดที่อำนาจของไทเฮายังไม่หมดไปแผ่นดินเยี่ยนก็จะไม่มีวันพบกับความเจริญอย่างแน่นอน
ร่างของอันเจิงเคลื่อนไหวอยู่ในม่านราตรีราวกับดวงวิญญาณที่ลึกลับ มีเพียงกลางดึกที่ไร้ผู้คนเฉกเช่นตอนนี้อันเจิงจึงจะกล้าแสดงพลังที่แท้จริงของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่
หลายปีมานี้ตราประทับท้าทายสวรรค์ทำให้เขามีเวลาฝึกมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นร้อยหรืออาจเป็นพันเท่าเลยทีเดียวแม้การฝึกพลังในโลกแห่งความจริงหนึ่งวันจะก้าวหน้ามากกว่าการฝึกพลังในตราประทับท้าทายสวรรค์เป็นเวลาหนึ่งวันเหมือนกันก็เถอะแต่เพราะพยายามฝึกฝนและสะสมพลังมานานอันเจิงในตอนนี้จึงมีพลังที่เหนือกว่าคนส่วนมากที่อยู่ในรุ่นเดียวกันหลายขั้นและแม้ว่ายิ่งมีพลังแข็งแกร่งมากขึ้น ตราประทับท้าทายสวรรค์ก็จะมีส่วนช่วยน้อยลงเรื่อยๆ ก็ตาม แต่อย่างไรเสีย นั่นก็ถือเป็นความได้เปรียบที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย
ในราตรีอันแสนมืดมนอันเจิงในชุดสีดำกำลังเคลื่อนไหวผ่านตรอกซอยใหญ่เล็กอย่างเงียบงันก่อนจะหยุดลงที่หลังคาของอาคารแห่งหนึ่ง
บ้านที่อยู่เบื้องหลังอาคารไม้เป็นหนึ่งในทรัพย์สินของหลี่ชางหลี่ในเมืองหลวง บ้านหลังนั้นไม่มีไฟส่องสว่าง ราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่ในนั้นแต่อันเจิงก็ไม่กล้าประมาท เพราะหากหลี่ชางหลี่เก็บสมบัติมหาศาลเอาไว้ในนั้น ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีผู้ฝึกพลังคอยเฝ้ารักษาความปลอดภัย
สำหรับคนธรรมดาทั่วไปผู้ฝึกพลังถือเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่ง แต่ยอดฝีมือที่สูงส่งในสายตาของคนทั่วไปอาจไม่ได้สง่างามอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้
เงินและทรัพย์สินที่สามารถขับเคลื่อนคนธรรมดาทั้งหลายได้ก็ขับเคลื่อนให้ผู้ฝึกพลังเหล่านี้ทำตามได้เช่นกัน โลกใบนี้ไม่ได้มีความถูกต้องและศักดิ์ศรีมากมายขนาดนั้นหรอกนะเพราะเรื่องพวกนั้นกินไม่ได้เสียหน่อย
อันเจิงตรวจสอบสิ่งที่พกมาด้วยเขาพกกระดิ่งแก้วติดตัวเสมอ สร้อยลูกประคำโลหิตก็สามารถเรียกเกล็ดมัจฉาออกมาได้ตลอดเวลานอกจากนี้ เขายังพกหยกขาวที่สามารถเชิญคนจากตำหนักเทียนห่าวกง ซึ่งเสวี่ยเหมยไต้มอบให้ติดตัวมาด้วยแน่นอนว่า เขานำดาบนิลกาฬอาวุธวิเศษระดับสีม่วง ซึ่งเป็นอาวุธติดกายของผู้ก่อตั้งสำนักเทียนห่าวกงติดตัวมาด้วยเช่นกัน
ดาบนิลกาฬไม่เหมือนกับอาวุธวิเศษชิ้นอื่นๆ คือนอกจากมันจะเป็นอาวุธวิเศษระดับสีม่วงแล้วในนั้นยังมีพลังแห่งกระบี่ผนึกอยู่ด้วย และแน่นอนอันเจิงไม่นำสิ่งที่ทรงพลังขนาดนั้นออกมาใช้แบบสุ่มสี่สุ่มห้าอยู่แล้วแม้แต่ตอนที่ถูกชาวโยวลอบสังหารที่ตำหนักวิหารสวรรค์ หรือตอนที่ปีศาจหินออกอาละวาดอันเจิงก็ยังไม่นำดาบนิลกาฬออกมาเลย
อันเจิงกระโดดจากอาคารไม้ลงบนพื้นดินอย่างเงียบสงัดราวกับเป็นใบไม้สักใบที่หล่นลงบนพื้นดิน
เขาขยับเข้าไปใกล้หน้าประตูจากนั้นก็เงี่ยหูฟัง เมื่อพบว่าภายในบ้านหลังนี้ ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เลยอันเจิงก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานในกรมตุลาการมานานหลายปีสอนบางอย่างแก่เขา...ยิ่งเป็นสถานที่ที่เงียบสงัดมากเท่าไหร่ก็แสดงว่าในนั้นมีความอันตรายมากเท่านั้น
ครั้งนี้อันเจิงยอมตัดใจไม่เข้าไปในตัวบ้านเขาไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น นี่เป็นหนึ่งในบ้านของหลี่ชางหลี่ หากเขาไม่ระวังจนทำให้หลี่ชางหลี่ไหวตัวทันเช่นนั้นเขาจะไม่มีโอกาสลงมืออีก
อันเจิงแตะปลายเท้าลงบนพื้นเบา ๆ จากนั้นก็ทะยานขึ้นไปกลางอากาศแล้วร่อนลงที่สวนหน้าบ้าน บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่มากมีการปลูกต้นพืชและดอกไม้ประดับอยู่เต็มไปหมด แต่โดยส่วนมากแล้วพืชเหล่านี้มักจะมีลำต้นเตี้ย ดังนั้น แม้ที่นี่จะมืดแต่ก็ไม่มีสิ่งใดกีดขวางสายตาอันเจิงไม่ได้เดินบนทางที่ทำเอาไว้แต่เลือกที่จะเดินย่ำพื้นหญ้าเข้าไปใกล้ตัวบ้านแทน
หากมีใครเห็นปลายเท้าของเขาในตอนนี้ต้องตกใจจนพูดไม่ออกแน่ ๆ เพราะแม้จะเหยียบอยู่บนพื้นหญ้าแต่หญ้ากับต้นพืชที่แสนอ่อนแอกลับไม่แม้แต่จะงอ หรือยุบลงไปเลยด้วยซ้ำ
อันเจิงขยับเข้าไปใกล้ตัวบ้านจากนั้นก็หยุดลงที่นอกหน้าต่าง แล้วแนบหูลงบนนั้นเป็นเวลานาน
ในตอนที่อันเจิงเตรียมจะยืดตัวลุกขึ้นกระบี่ที่คมกริบก็พุ่งทะลุออกมาจากหน้าต่างราวกับงูพิษ
เมื่อได้ยินเสียงกระบี่พุ่งฝ่าสายลมเข้ามาอันเจิงก็ถอยกลับออกไปด้านหลังทันที ผู้ที่ถือกระบี่เองก็พุ่งทะลุออกมาทางหน้าต่างแล้วเหวี่ยงกระบี่เข้ามาอีกครั้ง หากภาพนี้ช้าลงสักสิบเท่า ก็คงจะมองเห็นว่าปลายกระบี่เฉียดผ่านหูอันเจิงไปด้วยระยะห่างเพียงครึ่งเซนติเมตรเท่านั้น อันเจิงถอยออกไปทางด้านหลังแต่กระบี่นั้นก็ยังพุ่งตามเข้ามา น่าเสียดายที่มันไม่อาจเข้าไปใกล้ร่างของอันเจิงในรัศมีหนึ่งเซนติเมตรได้เลย
อันเจิงรีบหมุนตัวหลบกระบี่ที่พุ่งตามเข้ามา แต่จู่ ๆร่างของใครอีกคนก็พุ่งออกมาจากกอหญ้าเตี้ย ๆ ที่ด้านหลัง และแทงกระบี่ตรงมาที่แผ่นหลังของอันเจิงคนผู้นี้คลุมกายด้วยชุดที่มีลักษณะเหมือนกับหญ้า และนอนนิ่งอยู่แบบนั้นอันเจิงจึงไม่ทันได้สังเกต
จังหวะนั้นเองเมฆครึ้มที่ลอยผ่านไปบดบังแสงริบหรี่จากดวงจันทรา ทำให้รอบด้านมืดสนิทแม้แต่กระบี่ที่พุ่งเข้ามาก็ยังไร้แสงสะท้อนให้เห็น
อันเจิงฉวยโอกาสตอนที่เสียงของสายลมพัดผ่านเบี่ยงตัวหลบกระบี่ที่พุ่งมาทางด้านหลัง จากนั้นก็ออกแรงถีบที่ขา ส่งตัวเองไปที่ประตูบ้านทันทีแต่จู่ ๆ พื้นดินเบื้องล่างก็มีรูขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเมื่อพื้นเบื้องล่างเปิดออกอย่างกะทันหันทำให้อันเจิงร่วงลงไปในนั้นอย่างไม่มีทางเลือก
อันเจิงจับพื้นที่เปิดออกราวกับบานประตูเอาไว้ จากนั้นก็ออกแรงที่มือดึงตัวเองขึ้นไปด้านบนแล้วรีบกลิ้งหลบไปอีกทางทันที วินาทีที่สองเท้าแตะพื้น ธนูกว่าสิบคันก็ยิงลูกธนูออกมาอย่างรวดเร็วหากเขาช้าไปแม้แต่เสี้ยววินาที ลูกธนูพวกนั้นคงแทงทะลุร่างแล้วตอกเขาเอาไว้บนพื้นดินแล้ว
ขนาดนี่เป็นแค่หนึ่งในบ้านจำนวนมากของหลี่ชางหลี่ยังมีกับดักมากมายถึงเพียงนี้
อันเจิงดันฝ่ามือออกไปข้างหน้า พลังที่แสนมหาศาลก็พุ่งทะลักออกไปผลักลูกธนูที่พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งให้กระเด็นกลับออกไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมถึงเท่าตัวทว่าคนที่ไล่ล่าอันเจิงก็หมุนข้อมือ แล้วใช้กระบี่ปัดลูกธนูที่พุ่งเข้ามาให้กระเด็นออกไปไกลตัวทั้งที่อยู่ในความมืด ทั้งที่ลูกธนูพวกนั้นมีมากและรวดเร็วขนาดนั้นแต่คนผู้นั้นกลับรับพวกมันเอาไว้ได้อย่างไม่มีผิดพลาดเลยสักนิด
เมฆครึ้มเปิดทางให้แสงจันทร์ส่องลงมาได้เล็กน้อยอันเจิงจึงมองคนผู้นั้นด้วยคิ้วขมวดมุ่น
ตรงหน้าเป็นชายสองคนที่ถือกระบี่เอาไว้ในมือ พวกเขาอยู่ในชุดคลุมสีเทาแต่ที่น่าแปลกก็คือ ดวงตาของคนทั้งสองไม่เหมือนกับคนทั่วไป...พวกเขาไม่มีลูกตาดำ ดวงตาสีขาวกระจ่างของคนทั้งสองเด่นชัดมากแม้จะอยู่ในราตรีที่แสนมืดมิดก็ตาม
คนตาบอด!
อันเจิงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้นเขารับรู้ได้ว่ามีเสียงฝีเท้าดังขึ้นเบา ๆ ทางด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมองเพราะแม้จะไม่หันไปมอง เขาก็รู้ว่าใครคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ด้านหลังในจุดที่ห่างออกไปเพียงห้าเมตรดูจากลมหายใจแล้ว ด้านหลังเขามีคนแค่คนเดียวเท่านั้น
“เจ้าเป็นใคร?” คนตาบอดที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถามขึ้น
อันเจิงไม่ได้ตอบและไม่ได้พูดอะไรออกไปสักคำ
“ไม่ตอบ งั้นก็ตาย”
คนตาบอดเหวี่ยงกระบี่ออกไป ลำแสงแห่งคมกระบี่กว่าสามสิบหกระลอกพุ่งเข้ามาที่เส้นชีพจรบนร่างของอันเจิงอย่างรวดเร็วและวินาทีที่คนตาบอดตรงหน้าเริ่มลงมือ คนตาบอดอีกสองคนก็เริ่มลงมือด้วยเช่นกันพวกเขาปิดเส้นทางหลบหนีของอันเจิงเอาไว้หมดแล้ว
อันเจิงหัวใจกระตุกวูบ ทันใดนั้นคำว่าเป่ยหมินมีปลาวิเศษก็สว่างออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตแล้วเกล็ดมัจฉาสามเกล็ดก็ปรากฏขึ้นล้อมร่างอันเจิงเอาไว้ ป้องกันลำแสงแห่งกระบี่ให้ออกห่างจากตัวเขา
และในตอนนั้นเอง ของแผ่นบาง ๆที่คล้ายจะเป็นผ้าสีดำก็ลอยอยู่เหนือหัวอันเจิงอย่างเงียบงัน
ใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนผ้าสีดำผืนนั้น กำลังรอโอกาสในการโจมตีนั่นเอง