บทที่ 36 ท้าทาย
ผู้คนต่างพากันส่ายหน้าล้วนสามารถจินตนาการถึงจุดจบของเซียวหลิงอวิ๋นได้อย่างชัดเจนแน่นอนว่านางต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับแน่
เซียวหลิงเย่เองก็ตกใจไม่น้อยเขารู้เป้าหมายของพี่สาวดี แต่เดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินไป หากพี่สาวแพ้จริงนางจะต้องทำลายตันเถียนของตนเอง กลายเป็นคนไร้พลังสำหรับปรมาจารย์สื่อวิญญาณที่พบได้เพียงหนึ่งในหมื่นแล้วการสูญเสียเช่นนี้หนักหนาเกินไป!
เย่ว์ฉีหวงเห็นนางตอบรับเร็วปานนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่าเซียวหลิงอวิ๋นนั้นโง่เง่าจนเกินเยียวยาเขาเผยยิ้มเย็นขึ้นเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
“ในการประลองของปรมาจารย์สื่อวิญญาณโดยทั่วไป จะมีสามรอบ คือตรวจสอบพื้นฐานด้วยการดูโหงวเฮ้ง วาดยันต์เพื่อวัดความลึกซึ้งวิชาและตั้งค่ายกลเพื่อประเมินพลังโดยรวม เพื่อไม่ให้เสียเวลามากเกินไปข้าจะให้ศิษย์ของข้าแต่ละคนลงแข่งคนละหนึ่งรอบ หากปรมาจารย์เซียวชนะมากกว่าสองในสามข้าจึงจะยอมประลองกับท่านเอง ท่านว่าอย่างไร”
เซียวหลิงอวิ๋นไหวไหล่เบาๆแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ตามนั้น รอบแรกดูโหงวเฮ้งมีผู้ใดอยากเป็นอาสาสมัครบ้าง”
เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นเอ่ยจบชาวบ้านรอบข้างก็พากันยกมือสูงด้วยความตื่นเต้น
“ข้า! ข้ายินดี! ข้ายอม!”
เย่ว์ฉีหวงเลือกชายวัยสามสิบปลายๆรูปร่างกำยำคนหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้เย่ว์เทียนหลิวศิษย์คนที่สามของตนเข้าไปประเมิน
ชายคนนั้นมีสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นและตระหนกเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
“ท่านจะดูอนาคตให้ข้าใช่หรือไม่ ว่าข้าจะรุ่งหรือจะร่วง?”
เย่ว์เทียนหลิวพยักหน้าอย่างไม่สบอารมณ์แล้วกล่าวเสียงแข็งว่า
“หยุดพูด หยุดยิ้ม ยืนนิ่งๆ ถ้าไม่อยู่นิ่ง ข้าจะดูหน้าเจ้าได้อย่างไร”
ชายคนนั้นรีบหุบปากทันที
เซียวหลิงอวิ๋นโบกมือปล่อยยันต์กันเสียงขึ้นมาหนึ่งแผ่นล้อมตนเองเอาไว้ เพื่อไม่ให้ได้ยินสิ่งที่เย่ว์เทียนหลิวพูดจากนั้นจึงตั้งใจจับจ้องการวินิจฉัยของอีกฝ่าย
เย่ว์เทียนหลิวส่งเสียงหึในลำคออย่างเหยียดหยามก่อนจะเริ่มตรวจโหงวเฮ้งอย่างตั้งใจ
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า“หน้ากลมใบหูใหญ่ คิ้วบางกระจัดกระจายหน้าผากกว้างและมีสีเขียวซีด แสดงว่าครอบครัวร่ำรวยแต่กำเนิด ไม่เคยลำบากทว่าความสามารถต่ำ หูเบาถูกชักจูงง่าย ทรัพย์สินจะร่อยหรอลงเรื่อยๆบั้นปลายชีวิตจะโดดเดี่ยวไร้คนดูแล ตายก่อนวัยอันควร”
เมื่อสิ้นคำชายคนนั้นถึงกับหน้าซีดเผือดตกใจสุดขีด
เย่ว์เทียนหลิวหันไปมองเย่ว์ฉีหวงคล้ายต้องการการยืนยัน ทว่าเย่ว์ฉีหวงกลับขมวดคิ้วแน่น แววตาฉายแววไม่สู้ดี
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นว่าเย่ว์เทียนหลิวกล่าวจบแล้วจึงเดินออกมา ตรวจดูโหงวเฮ้งชายผู้นั้นอย่างตั้งใจยิ่งกว่าเดิมใช้เวลานานกว่าด้วยซ้ำ จนคล้ายเพิ่งจะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่
นางเผยรอยยิ้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
“พี่ชายผู้นี้มีใบหน้ากลม ใบหูหนา หน้าผากกว้างและเต็มอิ่มเป็นโหงวเฮ้งของผู้มีชะตาสุขสบายอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่เกิดจนแก่ แม้คิ้วจะเบาบางมีเคราะห์อยู่ตรงหว่างคิ้วซึ่งจะนำพาศัตรูมาใกล้ตัว แต่ริมฝีปากของท่านยกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติบ่งบอกว่าท่านจะได้ภรรยาผู้มีความสามารถ ท่านหูเบาแต่ก็เชื่อฟังภรรยา ด้วยเหตุนี้แม้ตนเองไร้ความสามารถ แต่เพราะได้รับการปกป้องจากภรรยาจึงมีชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวยไปทั้งชาติ”
เซียวหลิงอวิ๋นพูดจบชายผู้นั้นก็พยักหน้าอย่างตื่นเต้นแล้วเอ่ยว่า
“แม่นยำเหลือเกิน! ใช่เลย ถูกเผง! ภรรยาข้าช่างเก่งกาจยิ่งนักตั้งแต่แต่งเข้ามา ข้าแทบไม่ต้องดูแลเรื่องในบ้านเลย!ถึงข้าจะถูกหลอกเสียเงินบ่อยครั้งแต่ภรรยากลับสามารถเอาเงินกลับคืนมาพร้อมดอกเบี้ยทุกครา!นางบอกข้าว่านางจะไม่ทอดทิ้งข้า ข้าจะไร้คนพึ่งพายามแก่เฒ่าจริงหรือ”
คำพูดของชายผู้นี้เท่ากับยืนยันว่าสิ่งที่เซียวหลิงอวิ๋นทำนายใกล้เคียงกับความเป็นจริงยิ่งนัก
เซียวหลิงอวิ๋นหันไปหาชายผู้นั้นแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า“ต่อไปนี้เจ้าก็จงถนอมน้ำใจภรรยาไว้ให้ดีแล้วชีวิตเจ้าจะไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีกเลย”
ชายผู้นั้นรีบโค้งคำนับขอบคุณติดต่อกันไม่หยุดขณะที่เย่ว์เทียนหลิวหน้าถอดสี หันไปมองเย่ว์ฉีหวงอย่างไม่สบายใจส่วนเซียวหลิงอวิ๋นก็หันไปมองเย่ว์ฉีหวง ยิ้มเยาะพลางเอ่ยว่า “ปรมาจารย์เย่ว์ ท่านว่า ระหว่างข้ากับศิษย์ท่าน ใครดูแม่นกว่ากัน”
เย่ว์ฉีหวงกล่าวเสียงเรียบ“แน่นอนว่าปรมาจารย์เซียวเหนือกว่าเล็กน้อย รอบที่สองวาดยันต์ เตรียมจุดวางยันต์และหมึกชาดให้พร้อม”
เขาไม่แสดงความขัดเคืองใดๆที่ศิษย์ของตนแพ้ไปหนึ่งรอบเพราะเขาเริ่มมองเห็นว่าเซียวหลิงอวิ๋นมีฝีมือเหนือกว่าศิษย์ตนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทว่าหากเทียบกับตนแล้ว นางยังห่างไกลนัก เขาจึงยังคงมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผู้คนรอบข้างเริ่มแสดงสีหน้าแปลกใจ
ปรมาจารย์เซียวมีฝีมือจริง!
การประลองรอบที่สองคือวาดยันต์ขั้นสอง
เมื่อเตรียมโต๊ะและอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วเย่ว์เทียนอวิ๋นกับเซียวหลิงอวิ๋นต่างก็เดินไปที่โต๊ะของตน
เย่ว์เทียนอวิ๋นมองนางด้วยสายตาท้าทายแล้วลงมือทันทีฝีมือวาดของเขารวดเร็วเฉียบคม เพียงชั่วครู่ยันต์ก็สำเร็จพร้อมปลดปล่อยคลื่นพลังจางๆ ออกมา
เมื่อเห็นเซียวหลิงอวิ๋นยังไม่วางพู่กันเย่ว์เทียนอวิ๋นก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง
แต่ทันทีที่เซียวหลิงอวิ๋นเขียนยันต์เสร็จพลังที่แผ่ออกมากลับรุนแรงกว่าอย่างชัดเจน ใบหน้าของเย่ว์เทียนอวิ๋นถึงกับซีดลง
แม้ความเร็วของเซียวหลิงอวิ๋นจะช้ากว่าแต่ผลลัพธ์กลับเหนือกว่า ทุกคนรู้ทันทีว่ายันต์ของนางแข็งแกร่งยิ่งกว่า
เย่ว์เทียนอวิ๋นกำหมัดแน่นแววตาไม่ยอมรับความจริง เขาคิดในใจว่า หากเขาไม่เผลอใจลอยตอนเขียนยันต์เขาย่อมต้องชนะเป็นแน่!
รอบที่สามไม่จำเป็นต้องแข่งแล้วเย่ว์ฉีหวงมองเห็นว่าพลังของเซียวหลิงอวิ๋นอยู่เพียงช่วงปลายขั้นสองเท่านั้นส่วนเย่ว์โยวเส่ว์ ศิษย์ลับของเขายังไม่ถึงเวลาจะเผยตัวออกมา เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ปรมาจารย์เซียวช่างไม่ธรรมดาจริง รอบสุดท้าย การตั้งค่ายกลวัดพลังข้าจะลงมือด้วยตนเอง”
ภายในใจเขาดูแคลนเซียวหลิงอวิ๋นอย่างหนัก เพียงแค่เหนือกว่าศิษย์ของเขานิดหน่อยกลับกล้าท้าทายเขาต่อหน้าเช่นนี้ ครั้งนี้ เขาจะทำให้นางพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่าและหมดสิ้นชื่อเสียงไปตลอดกาล!
เหล่าชาวบ้านต่างก็สังเกตเห็นว่าพลังฝีมือของเซียวหลิงอวิ๋นนั้นเหนือกว่าศิษย์ของเย่ว์ฉีหวงเพียงเล็กน้อยจึงพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า “รอบนี้ปรมาจารย์เซียวคงไม่รอดแล้วกระมังเสียดายแท้ๆ”
“เสียดายอะไรกัน หญิงสาวที่ทั้งขี้อิจฉาไร้สมองเช่นนี้ไม่เหมาะจะเป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณหรอก”
เซียวหลิงเย่อยากจะเข้าไปห้ามพี่สาวไม่ให้แข่งต่อ
ทว่าเย่ว์ฉีหวงกลับเผยรอยยิ้มมั่นใจออกมาแล้วเริ่มลงมือวางค่ายกลทันทีการประลองรอบนี้ความจริงแล้วง่ายดาย เพียงแค่แต่ละฝ่ายตั้งค่ายกลป้องกันแล้วพยายามทำลายค่ายกลของอีกฝ่ายให้ได้ก่อน ผู้ใดทำสำเร็จก่อนย่อมเป็นฝ่ายชนะ
เย่ว์ฉีหวงเคลื่อนไหวอย่างชำนาญควักยันต์สีเหลืองออกมาติดตั้งไว้รอบตัวเหยียบย่างไปตามวิถีลับอย่างแม่นยำไม่ขาดตก จนเกิดแสงสว่างบางเบาลอยวนรอบกาย
กางค่ายกลป้องกันโปร่งใสสำเร็จ!
ผู้คนที่เฝ้าดูพากันอุทานอย่างตื่นตะลึงเย่ว์ฉีหวงเองก็ยิ่งยิ้มพึงพอใจ หันไปมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยสายตาท้าทายทว่ากลับเห็นอีกฝ่ายยังยืนนิ่งไม่ไหวติงจึงกล่าวเสียงแข็ง
“ปรมาจารย์เซียว เหตุใดยังไม่ลงมือ หรือว่าท่านตั้งค่ายกลไม่เป็นหากเช่นนั้นจะยังกล้าเรียกตนว่าเป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณอยู่อีกหรือ”
ฝูงชนเริ่มซุบซิบนินทาไม่คาดคิดเลยว่าปรมาจารย์เซียวจะไม่แม้แต่จะตั้งค่ายกลด้วยซ้ำ
เสียงราบเรียบของเซียวหลิงอวิ๋นจึงดังขึ้น
“ท่านตั้งค่ายกลเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้น...เริ่มได้หรือยัง”
เย่ว์ฉีหวงขมวดคิ้วแน่นในใจนึกเยาะอีกฝ่าย คิดว่าอีกฝ่ายไม่มีความสามารถวางค่ายกลจริงเขาเผยรอยยิ้มบนใบหน้าก่อนพยักหน้า
“แน่นอน...”
แต่ทันใดนั้นเองเซียวหลิงอวิ๋นพลันหายตัวไปจากจุดเดิม แล้วปรากฏตัวเบื้องหน้าค่ายกลของเย่ว์ฉีหวงเงื้อมือขึ้นฟาดฟันค่ายกลเสียงดัง ‘พลั่ว!’
แสงป้องกันแตกกระจายหายวับไปทันทีจากนั้นฝ่ามือของเซียวหลิงอวิ๋นก็ตบเข้าที่ใบหน้าด้านข้างของเย่ว์ฉีหวงเต็มแรง เขายังไม่ทันได้ตอบสนองก็ทรุดฮวบลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
เย่ว์ฉีหวงสลบเหมือดไปในทันใด
บรรยากาศโดยรอบเงียบงันราวกับป่าช้าที่ไร้ผู้คน