ขณะก้าวเข้าไปในลิฟต์ ฮิลลารี่หัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“นี่...เธอไปพูดอะไรเข้า อีตานั่นมันถึงได้หน้าแดงถึงหูแบบนั้น...?”
“ฉันก็แค่พูดความจริงเท่านั้นละ ว่าฉันไม่้าออกเดตกับเขาอีกต่อไป”
“นี่เธอตัดขาดจากนายแดนนี่ แม็กเวลล์เลยงั้นเรอะ?”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“จริงๆ น่ะ?” ฮิลลารี่ขมวดคิ้วอย่างไม่อยากเชื่อ
“ก็จริงน่ะสิ...!”
“พระเ้า...!”
“นี่.. เธออย่ามาแกล้งแสดงท่าว่าแปลกใจหน่อยเลย...” ราเชลพูดปนหัวเราะ “มันไม่ถึงกับจะเป็สิ่งที่เธอไม่คิดจะได้ยินไม่ใช่หรือ...?”
“แต่สำหรับแดนนี่ แม็กเวลล์น่ะ ใช่แน่เลยละ”
“ต่อไปนี้ไม่มีทางอีกแล้ว” ราเชลตอบพร้อมยิ้มกว้างไม่มีท่าว่าจะเสียดายสายสัมพันธ์ที่ตัดสะบั้นลงครั้งนี้แม้แต่น้อย เธอรู้ว่าแดนนี่เองก็แปลกใจกับการตัดสินใจบอกเลิกราความสัมพันธ์ในครั้งนี้เช่นเดียวกับฮิลลารี่ แต่ปฏิกิริยาที่เขาแสดงออก มันบ่งบอกถึงสันดานแท้จริงของเขา
“ฉันดีใจนะ” ฮิลลารี่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันไม่เคยชอบเขาเลย โดยเฉพาะกับไอ้การแต่งตัวด้วยเสื้อคับ ๆ กางเกงยีนรัด ๆ มันไม่ได้เข้าท่าเลย...!”
“โธ่เอ๊ย...ฮิลลารี่...” ราเชลหัวเราะกับน้ำเสียงของเพื่อนสาว
“ก็มันจริงนี่ ต้องอย่างนิโคลัส เซ้นท์ แคลร์ ถึงจะเรียกว่าชายชาตรีอย่างแท้จริง”
คำพูดของเพื่อนทำให้ราเชลถึงนิ่งอึ้งไป ออกจะดีใจที่ลิฟต์หยุดลงตรงชั้นห้องเรียนพอดี
“ฮิลลารี่ ฉันไม่้าเอ่ยถึงมิสเตอร์ เซ้นท์ แคลร์ อีกต่อไป”
“แต่...”
“ฮิลลารี่…” หางเสียงของราเชลบอกอันตราย
“ฉันว่าเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ เลย เอาละ... ถึงแม้เธอจะตัดสินใจว่า จะไม่้าพบเห็นเขาอีกต่อไปแล้ว แต่เธอก็ควรจะไปตามคำเชิญของเขา อย่างน้อยก็จะได้มีคืนดีๆ ไว้จดจำ”
ที่จริงแล้ว ราเชลก็ครุ่นคิดสิ่งเดียวกันนี้อยู่ตลอดเช้าพยายามบอกกับตัวเองว่า เธอควรจะออกเดตกับเขาสักครั้ง แต่มันจะมีประโยชน์อะไร เขาเองก็น่าจะคิดเช่นเดียวกับแดนนี่ที่หวังว่าจะต้องได้รับสิ่งตอบแทนจากผู้หญิงที่ออกเดตด้วยมากกว่าแค่จูบๆ กอดๆ ผู้ชายคนไหนๆ ก็มีความคิดแบบเดียวกินนี้ทั้งนั้น
“ฉันไม่สนหรอก” เธอตอบฮิลลารี่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ในความรู้สึกของราเชล เวลาใน่บ่ายของวันนั้นช่างผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน เป็ครั้งแรกที่เธอแทบไม่ได้ตั้งใจฟังการบรรยายเลย
“ค่ำวันนี้เธอไปบ้านฉันไหมล่ะ?” ฮิลลารี่แสดงน้ำใจ “ไปนั่งฟังเพลงแล้วก็คุยกันเหมือนเคยไงล่ะ”
“เธออย่ามาลูกไม้หน่อยเลย ฉันรู้หรอกน่าว่าเธอคิดจะล้วงความลับฉัน” ราเชลว่า
“เอ๊ะ... ทำไมเดาถูกล่ะ?” ฮิลลารี่หัวเราะเบาๆ
“ไม่เห็นยากเลย ขอบใจนะฮิลลารี่ที่ชวน แต่ฉันว่าจะสระผมเสียหน่อย”
…ฮิลลารี่มองพวงผมสีดำยาวสลวยของเพื่อนอย่างชื่นชม
“สงสัยจะต้องใช้เวลาตลอดค่ำเลยสินะ”
“ก็ประมาณนั้น ปรกติพอสระผมเสร็จต้องให้แม่ช่วยแปรงให้จนกว่าจะแห้ง ใช้เวลาเป็ชั่วโมงอยู่เหมือนกัน”
“โถ...ฉันละสงสารแม่เธอจริงจริ๊ง...!” ฮิลลารี่ทำเสียงอ่อนเสียงหวาน
“ฉันบอกกับแม่ว่า...นี่ละสิ่งที่แม่ต้องชดใช้เพราะแม่อยากให้ฉันไว้ผมยาวขนาดนี้” ราเชลยิ้มกว้าง
ฮิลลารี่ยกมือขึ้นแตะเรือนผมของตนเองที่ตัดสั้นราวเด็กผู้ชาย
“บางครั้งฉันก็อยากไว้ผมยาวเหมือนกัน แต่พอได้ยินว่าจะต้องใช้เวลาเป็ชั่วโมงตอนค่ำเพื่อสระและแปรงให้แห้งอย่างผมเธอแล้ว ฉันกลับดีใจที่ผมสั้นๆ แบบของฉันนี่ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็เกินพอแล้ว”
“ที่จริงไว้ผมสั้นแบบเธอก็ดีอยู่แล้วละ แต่ไว้ยาวแบบของฉันมันก็พอมีประโยชน์อยู่”
“จริงนะ...?”
“ก็จริงน่ะสิ อย่างน้อยมันก็ไม่ทำให้ชั่วโมงในตอนค่ำว่างเกินไปนักไงล่ะ” ซึ่งยิ่งมาถึงวันนี้ดูเหมือนนับแต่นี้เป็ต้นไป... เธอจะยิ่งมีชั่วโมงในยามค่ำว่างมากยิ่งขึ้นเสียแล้ว แต่ฮิลลารี่ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“ฉันว่าเธอน่าจะเติมชั่วโมงเ่าั้ให้เต็มด้วยการออกเดตกับนิค เซ้นท์ แคลร์ มากกว่าขวดแชมพูสระผมนะ”
“ฮิลลารี่...ฉันว่าเรา...”
“เยี่ยม...เยี่ยม...เยี่ยม... แม่หนูน้อยแสนสวยกำลังหวังจะออกเดตกับนักเทนนิสผู้โด่งดังเชียวนะนี่” เสียงหยันเยาะดังมาจากข้างหลัง
เมื่อราเชลหันขวับไปมองก็เผชิญหน้ากับแดนนี่ ซึ่งมีเพื่อนคู่หูคือบิลลี่ กับมัลคอล์ม ขนาบข้างมาด้วย ที่จริงแล้วเธอรู้ว่าทั้งสองคนเป็คนดีไม่น้อย แต่ดูเหมือนจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของแดนนี่และทั้งสองก็เลยต้องกลายเป็ลูกน้องเขาไปโดยปริยาย
“คุณไปเอาข้อมูลบ้าๆ นี่มาจากไหนกัน?” ราเชลถามเสียงเกรี้ยว
“อ้าว... ก็เพื่อนรักคุณนี่ไง...” แดนนี่ปรายตามองไปทางฮิลลารี่ “เขานั่นแหละที่เป็คนบอกผมเองว่าขณะนี้เพื่อนรักของเขากำลังจะออกเดตกับนิค เซ้นท์ แคลร์”
ราเชลตวัดสายตามองหน้าเพื่อน เพียงเห็นสายตาที่รีบหลบกับใบหน้าที่แดงก่ำ เธอก็รู้แล้วว่าแดนนี่พูดความจริง
“ฮิลลารี่...!”
“เอ้อ... ฉันขอโทษ”
“ถึงตอนนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจแล้วว่าเพราะอะไรคุณถึงได้ตัดสัมพันธ์กับผม” แดนนี่ว่า “ก็เพราะคุณมีผู้ชายคนใหม่ที่กำลังเป็ดาวเด่นแถมยังร่ำรวยมหาศาลมาติดพันนี่เองคนอย่างผมมันก็เลยหมดความหมายสำหรับคุณ”
“นี่..มันไม่ใช่ยังงั้นเลยนะ...” ราเชลปฏิเสธหน้าตาแดงก่ำ “ฉัน...”
“ราเชล...!” เสียงเรียกของใครคนหนึ่งดังขึ้น
สีหน้าของสาวน้อยเผือดซีดลงในบัดดล หันไปมองทางเสียงทุ้มนุ่มนวลนั้น แล้วก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อพบว่า ผู้ที่กำลังยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ฟุตคือนิโคลัส เซ้นท์ แคลร์ เสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้มเนียนแนบแผงอกกับแผงไหล่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแขนเสื้อพับขึ้นประมาณข้อศอก กางเกงขายาวสีครีมแนบอยู่กับท่อนขา
ทั้งสีหน้าและท่าทางของแดนนี่บอกการท้าทายขึ้นมาทันที
“โอ้โฮ... ช่างเยี่ยมอะไรเช่นนี้ ขนาดมีเพื่อนชายคนใหม่มารอรับถึงโรงเรียนเชียวนะนี่...!”
ราเชลเหลือบตามองชายหนุ่มอย่างสิ้นหวังใจเต็มทีแว่วเสียงฮิลลารี่ที่อุทานด้วยความตื่นเต้นอยู่ข้างตัว สีหน้าของนิคในยามนี้ไม่ได้บอกความหวั่นไหวแม้แต่น้อย เขากำลังมองไปทางเด็กหนุ่มสามคนนั้นด้วยสายตาที่บอกความขบขันเสียด้วยซ้ำ เธอไม่รู้เลยว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้มาปรากฏตัวขึ้นที่นี่นึกไม่ออกเอาจริงๆ ว่าเธอบอกเขาไปหรือเปล่าว่าจะเลิกเรียนเวลาไหน หรือเธอเรียนอยู่ที่ไหนเสียด้วยซ้ำ
“ผมบอกกับคุณพ่อและแม่คุณแล้วว่าจะมารับคุณแล้วตรงกลับบ้านเลย” เขาพูดเหมือนจะประกาศให้ทุกคนในที่นั้นรู้ถึงจุดประสงค์ในครั้งนี้
ราเชลรู้สึกฝืดคอเต็มที ถึงอย่างไรเธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี รับรู้แต่เพียงว่าเขาขับรถมารับเธอกลับบ้านเท่านั้นเธอมองเห็นอยู่ว่ารถจากัวร์คันของเขาจอดอยู่ไม่ไกล แต่เมื่ออยู่ในท่ามกลางวงล้อมของบุคคลที่คิดเป็อริอย่างนี้ มันก็ทำให้ดูเหมือนรถคันนั้นจอดอยู่ไกลเป็ไมล์ได้เหมือนกัน
“อ้าว... นี่คุณลืมไปแล้วหรือ?” เขาเพ่งสายตามองหน้าเธออยู่
“ฉัน... เอ้อ... ฉันไม่ได้ลืมหรอกค่ะ...ไปก่อนนะแดนนี่...” เธอไม่กล้ามองหน้าใครเต็มตาเลยสักคน
“แล้วเพื่อนของคุณล่ะ อยากให้ผมเอารถไปส่งให้ด้วยหรือเปล่า?” นิคแสดงน้ำใจเมื่อเธอเดินเข้ามาหาเขา
เธอลืมฮิลลารี่เสียสนิท แต่ในสถานการณ์เช่นนี้มันก็ไม่ใช่เื่น่าแปลกใจแต่อย่างใด
“ว่าไงล่ะ ฮิลลารี่...?” หางเสียงของราเชลเกือบจะอ้อนวอน
สายตาของฮิลลารี่ไม่ได้ละจากใบหน้าของนิโคลัส...เซ้นท์ แคลร์เลย นับแต่นาทีแรกที่เขาเอ่ยคำพูดออกมาเธอรู้สึกลำบากใจไม่น้อยที่จะตอบคำถามของราเชลแต่ก็จำต้องฝืนใจ
“เอ้อ... ไม่ต้องหรอก ขอบใจ ฉันอยากแวะซื้อของด้วย”
ราเชลรู้ดีว่าเพื่อนสาวยังตกอยู่ในอาการตื่นตะลึง ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะไม่ปฏิเสธแน่นอน
“แล้วพบกันพรุ่งนี้นะราเชล” แดนนี่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีความจริงใจในคำพูดนั้น
“คงงั้นมั้ง” เธอตอบด้วยน้ำเสียงชาเย็น “มหา'ลัยมันไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลอะไรนี่”
“สวัสดีนะครับ” นิคพูดกับทุกคน มือข้างหนึ่งจับปลายศอกราเชลไว้แน่นขณะพาเธอเดินตรงไปยังจากัวร์คันงามเปิดประตูด้านที่นั่งผู้โดยสารให้
เธอไม่กล้ามองไปทางแดนนี่ เพราะรู้อยู่ว่าสายตาที่เขามองมาในยามนี้ จะต้องเต็มไปด้วยการประณามอย่างรุนแรง
“ผมเดาเอาว่าเขาจะต้องเป็เพื่อนชายของคุณใช่ไหม...?” นิคเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เธอกะพริบตาถี่ๆ อย่างใจคอไม่ดี ยอมรับว่าการปรากฏตัวของเขาที่มหาวิทยาลัยในวันนี้ สร้างความตื่นตะลึงและแปลกใจให้กับเธอไม่น้อย มันมากเสียจนเธอไม่สามารถขยับปากปฏิเสธออกไป เมื่อเขาบอกว่าจะขับรถพาเธอไปส่งบ้าน ในตอนนั้นมันเหมือนกับเธอไม่มีทั้งชีวิต จิตใจและความคิดเลยด้วยซ้ำ
“เคยใช่ค่ะ” เธอตอบเสียงพร่า
“คุณใช้คำว่าเคยใช่งั้นหรือ?”
“ค่ะ”
“…เขาคงไม่ใช่คนเดียวกับที่จูบอยู่กับคุณในสวนสาธารณะหรอกนะ... จริงไหม?”
นวลแก้มทั้งสองข้างแดงเรื่อขึ้น นึกไม่ถึงว่าตอนนั้นเคย์ เล็นนอกซ์จะสังเกตเห็นว่าเธอกับแดนนี่กำลังทำอะไรกันอยู่ด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเคย์นั่นเองที่เป็คนเล่าเื่นี้ให้นิค เซ้นท์ แคลร์ฟัง ว่าแต่เคย์บอกด้วยหรือเปล่าล่ะว่า เช้าวันนี้เธอได้ปฏิเสธการที่จะออกเดตกับเขาค่ำวันนี้ด้วย...?
“เท่านี้ก็รู้แล้วว่าต้องใช่” สายตาของนิคเหมือนจะหยันเยาะเมื่อเหลือบมองมา “นี่คุณไม่เคยรู้บ้างเลยหรือว่าจริงๆ แล้วมันมีสถานที่ที่มีความเป็ส่วนตัวในการเมคเลิฟ มากกว่าที่นั่น?”