[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 154 หัวใจนี้อาจจะดำมืดอยู่บ้าง ทว่าก็มิได้เย็นชาจนไร้หัวใจถึงเพียงนั้น

    ตอนที่ 154 หัวใจนี้อาจจะดำมืดอยู่บ้าง ทว่าก็มิได้เย็นชาจนไร้หัวใจถึงเพียงนั้น

            อิ่นเหมยแทบมิอาจจะเชื่อสายตาตนเองได้

            ก่อนหน้านี้เพียงชั่วลมหายใจ นางมั่นใจว่ามิอาจรอดพ้นจากความตายได้

            ศัตรูเบื้องหน้าคือผู้บรรลุถึงขอบเขตเทวะสวรรค์และราชันเทวะ อีกทั้งนางยังได้รับบาดเจ็บสาหัส ของวิเศษช่วยชีวิตก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น

            นางเลือกจะยอมให้ถูกเหยียดหยาม เพราะนอกเหนือจากการรอคอยความตาย นางก็มิมีทางเลือกอื่น

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว นางเป็นเพียงเบี้ยอันไร้ค่าเท่านั้น

            เมื่อหมดประโยชน์ ก็ย่อมมิมีความจำเป็นจะต้องดำรงอยู่

            มิมีผู้ใดใส่ใจ มิมีผู้ใดแยแส

            ทว่า…

            ในชั่วขณะที่ประกายแสงกระบี่นั้นร่วงหล่นลงมา นางกลับตะลึงงัน หัวสมองพลันอื้ออึง ความคิดหยุดชะงักงัน

            นางมิอาจจะเชื่อสายตาของตนเอง

            กู้ฉางเกอผู้เย็นชาไร้หัวใจผู้นั้นกลับปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยเหลือนาง

            มันเป็นไปมิได้!

            นางคิดว่านี่ต้องเป็นเพียงภาพลวงตา

            ทว่าภาพลวงตาใดเล่าจะสมจริงถึงเพียงนี้

            กลิ่นอายของกู้ฉางเกอนั้นนางคุ้นเคยจนมิอาจลืมเลือน

            ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อคลอเบ้า ความปิติยินดีพลันพลุ่งพล่าน นางโผเข้าสู่อ้อมอกของเขาในทันที

            “คิดอันใดอยู่ ข้าจะทิ้งเจ้าลงได้อย่างไรเล่า”

            กู้ฉางเกอเอื้อมมือไปลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน

            น้ำเสียงสงบนิ่ง หากแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง

            เขาปล่อยให้นางซบอยู่ในอ้อมอก ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ ปลดปล่อยพลังแห่งกระบี่อันดุดันนั้นออกไป

            แสงกระบี่อันเจิดจ้า ปรากฏประกายกฎเกณฑ์เบิกฟ้าผ่าลงมา

            ฟั่บ!

            แสงกระบี่แหวกเวหาดังสนั่น เสียงหวีดหวิวของความตายกระจายไปทั่วทุกอณู

            เพียงชั่วพริบตา อากาศรอบข้างพลันแยกออกดั่งผืนฟ้าถูกหั่นแยก

            ศัตรูที่อยู่ในขอบเขตราชันเทวะอ้าปากค้าง ร่างกายแข็งค้างราวกับถูกตรึง

            “เป็นไปมิได้…” เสียงนั้นสั่นเครือ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น

            ทว่ามิทันจะได้ขยับกาย โลกทั้งใบของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิด

            ฉึก!

            แสงกระบี่เพียงหนึ่งเดียว พลันปลิดชีพเขาอย่างไร้เยื่อใย

            โลหิตสาดกระเซ็น ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาถูกบดขยี้จนสูญสิ้น

            กู้ฉางเกอมิแม้แต่จะปรายตามองร่างไร้วิญญาณนั้นอีกครั้ง

            หลังจากจัดการกับศัตรูทั้งสองจนสิ้นซาก

            กู้ฉางเกอพลันทอดสายตามองมายังอิ่นเหมยที่ยังสะอื้นเบาๆ เขาเพียงส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ ก่อนจะก้าวเท้าหนึ่งครั้ง ร่างทั้งสองพลันเลือนหายไปในความเวิ้งว้าง ก่อนนำนางออกจากพื้นที่อันตรายนี้

            เหล่าผู้แข็งแกร่งที่ไล่ล่าเย่หลิงยังคงกระจายตัวอยู่ทั่วทุกทิศ ความปั่นป่วนในที่แห่งนี้อาจดึงดูดพวกเขามายังที่แห่งนี้ในมิช้า ซึ่งจะทำให้แผนการของเขาซับซ้อนยิ่งขึ้น

            เขาอดสงสัยมิได้ว่า เหตุใดอิ่นเหมยจึงคิดว่าเขาจะทอดทิ้งนาง เห็นนางเป็นเพียงเบี้ยที่หมดประโยชน์ได้

            เขามิมีวันปล่อยให้อิ่นเหมยต้องจบชีวิตในที่แห่งนี้

            อิ่นเหมยคือตัวแทนแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง ผู้ถือครองทรัพยากรอันล้ำค่าในมือ มิว่าจะมองจากมุมใด การที่นางยังมีชีวิตอยู่นั้นย่อมเป็นประโยชน์สูงสุดต่อเขายิ่ง

            แม้กู้ฉางเกอจะใช้นางเป็นเครื่องมือ บีบบังคับด้วยชีวิตของนางเอง ทว่าเขาก็หาได้เย็นชาจนไร้หัวใจอย่างถึงขีดสุดไม่

            ความจงรักภักดีที่นางมีให้ รวมถึงการยอมสละชีวิตแทบทั้งหมดเพื่อเขา นั่นย่อมมิอาจจะละเลยได้

            ทั้งหมดนี้ อิ่นเหมยเพียงแต่มองเขาในทางเลวร้ายเกินไปเท่านั้น

            หัวใจของเขาอาจดำมืดอยู่บ้าง ทว่าก็มิได้ชั่วร้ายถึงเพียงนั้น

            เขาอดพึมพำในใจมิได้ คิดว่าวันหน้าควรจะแสดงความเมตตาต่อนางบ้าง เพื่อมิให้นางทำตัวเหมือนจะอยู่หรือจะตายเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อีก

            มินานนัก กู้ฉางเกอก็นำอิ่นเหมยออกจากแนวเขาอันตราย ระหว่างทางเขาได้จัดการผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลอสรพิษโบราณที่ไล่ตามกลิ่นคาวโลหิตมาอย่างง่ายดาย

            ท้ายที่สุด ทั้งสองก็หยุดลงหน้าปากถ้ำใต้ดินแห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นเงียบสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นอายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เสียงหยาดน้ำค่อยๆ ตกกระทบก้องกังวาน

            กู้ฉางเกอหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสาวเท้าเข้าไปด้านใน

            “นายท่าน…”

            อิ่นเหมยที่สงบสติอารมณ์ได้แล้ว ค่อยๆ ผละออกจากอ้อมอกเขา ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย

            การกระทำของนางในวันนี้นับเป็นการล่วงเกินเขาอย่างยิ่ง นางโผเข้าสู่อ้อมอกของเขาโดยที่มิได้รับอนุญาต

            อย่างไรก็ดี กู้ฉางเกอก็มิได้แสดงท่าทีตำหนิหรือมิพอใจ

            “ช่วงนี้เจ้าคงจะเหนื่อยล้ามิน้อย” กู้ฉางเกอยิ้มบางเบา ก่อนจะเดินลึกเข้าไปในถ้ำโดยตั้งใจเพื่อที่จะหาที่พักพิง

            “เพื่อภารกิจของนายท่าน เรื่องนี้นับว่าเล็กน้อยนัก”

            อิ่นเหมยส่ายศีรษะ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ หากทว่าจมูกของนางนั้นกลับรู้สึกแสบราวกับจะร่ำไห้อีกครั้ง

            เพียงถ้อยคำนั้นคำเดียว ความเจ็บปวดและความอดทนอดกลั้นทั้งหมดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งความสำคัญไปในทันที

            แม้อิ่นเหมยจะเริ่มต้นด้วยการถูกกู้ฉางเกอบีบบังคับ ชีวิตของนางราวกับตกอยู่ในกำมือของเขา

            ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป นางกลับยอมรับชะตากรรม และพบว่าการติดตามเขานั้นมิได้เลวร้ายอย่างที่คิด

            ความรู้สึกเช่นนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เหมือนกับก้อนหิมะที่กลิ้งตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะหยุดยั้ง

            ก่อนที่นางจะทันรู้ตัว นางก็ตกอยู่ในความลุ่มหลงจนถอนตัวมิขึ้น

            กู้ฉางเกอผู้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมอันแสนร้ายกาจ ใช้ทั้งวิธีการอันโหดเหี้ยมและเย็นชาราวกับไร้หัวใจ

            ทว่าบุคคลเช่นนี้ กลับทำให้อิ่นเหมยรู้สึกหวั่นไหวอย่างยากจะเอื้อนเอ่ย และยินยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา

            เมื่อได้ยินคำถามที่แฝงไว้ซึ่งความห่วงใยจากปากของกู้ฉางเกอ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปมิได้ อิ่นเหมยก็ถึงกับสั่นสะท้านในใจ

            แม้คำถามนั้นอาจเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่มิได้มีความหมายอันใดลึกซึ้ง

            หรือเป็นเพียงการแสดงออกโดยมิคิดสิ่งใดมาก

            ทว่ามันกลับทำให้หัวใจของนางอบอุ่น และทำให้ทุกสิ่งที่นางอดทนมานั้นดูคุ้มค่า

            การได้รับความใส่ใจเพียงเล็กน้อย การได้รับคำชมเพียงคำเดียว…

            เพียงเท่านี้ก็ทำให้นางรู้ว่า นางยังคงมีคุณค่าสำหรับกู้ฉางเกอ 

            อิ่นเหมยอาจจะซ่อนความรู้สึกนี้ไว้ลึกๆ

            ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอผู้เฉียบคมดั่งคมมีด ย่อมมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

            เขารู้ดีว่าเวลาเช่นนี้ต้องทำอย่างไรเพื่อปลอบโยนอิ่นเหมย

            อากาศรอบด้านที่เงียบสงบ พลันมีดวงตาสีแดงฉานปรากฏขึ้นจากความมืดอันลึกล้ำของถ้ำนี้

            ราวกับโคมไฟปีศาจ มันเป็นดวงตาของอสูรร้ายรูปร่างประหลาด คล้ายกับมังกรที่มีสายพันธุ์ผสมกับอสูรเต่า

            เสียงคำรามดังก้อง ร่างมหึมาของมันพุ่งเข้าใส่เขา หวังจะเข่นฆ่าผู้บุกรุกที่ย่างกรายเข้าสู่เขตแดนของตน

            กู้ฉางเกอเพียงแต่ปรายตามอง ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ

            อากาศรอบกายพลันบิดเบือน เงาสะท้อนในความว่างเปล่าปรากฏริ้วระลอกคลื่นคล้ายกับกระจกแตกตัวขึ้น

            อสูรร้ายนั้นส่งเสียงร้องคำรามด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะถูกพลังแห่งความว่างเปล่าฉีกกระชากจนแหลกสลายไปในชั่วพริบตา

            ราวกับว่ามันมิเคยมีตัวตน

            อิ่นเหมยมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ทว่ามิได้ใคร่ครวญสิ่งใดมากนัก

            ความสามารถของกู้ฉางเกอนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของนางจนเกินจะจินตนาการได้

            บางทีอาจมิมีผู้ใดในใต้หล้าที่ล่วงรู้ขอบเขตพลังที่แท้จริงของเขาได้

            "พักที่นี่เถิด" กู้ฉางเกอเอ่ยเรียบๆ ก่อนจะใช้พลังปรับพื้นที่ในถ้ำให้เหมาะสม

            บาดแผลของอิ่นเหมยนั้นสาหัสนัก นางจำเป็นจะต้องได้รับการรักษา

            ยิ่งไปกว่านั้น แผนการที่เกี่ยวข้องกับเย่หลิงนั้นยังคงต้องอาศัยนางในฐานะหมากตัวสำคัญ

            กู้ฉางเกอจึงหยิบเอาเม็ดโอสถอันล้ำค่าจำนวนมากออกมา

            กลิ่นหอมของโอสถนั้นแพร่กระจาย อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งการฟื้นฟู

            พลังอันลึกล้ำของโอสถนั้นสามารถช่วยรักษาร่างกาย บำรุงทะเลวิญญาณ และเสริมความมั่นคงแก่พลังภายในของนาง…

            “อย่าไปคิดถึงเรื่องอื่นใดให้มาก จงรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดีก่อนเสียเถิด” กู้ฉางเกอกล่าวเสียงเรียบ

            “เจ้าค่ะ นายท่าน”

            อิ่นเหมยมิเอ่ยคำเกินจำเป็น นางหยิบโอสถบางส่วนที่เหมาะสมกับอาการของตนออกมา

            ช่วงเวลาที่ผ่านมา โอสถวิเศษบนตัวนางได้ถูกใช้จนแทบหมดสิ้น มิเช่นนั้นอาการบาดเจ็บคงจะมิเรื้อรังถึงเพียงนี้

            มินานนัก อิ่นเหมยจึงกลืนโอสถลงไปและเข้าสู่สมาธิ ใบหน้าที่เคยอาบเสน่ห์ยั่วยวนกลับสงบเงียบ

            งดงามบริสุทธิ์ ราวกับลบเลือนความเย้ายวนในวันวานจนหมดสิ้น คงเหลือเพียงแต่ความขาวซีดรางๆ

            ครืน!

            บนร่างนางพลันปรากฏอักขระเลือนราง ฟุ้งกระจายเป็นแสงเรืองรอง ขณะที่หางทั้งเก้าอันฟูฟ่องสีขาวบริสุทธิ์พลันเปล่งประกายระยับสลับเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม

            บาดแผลของนางเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน

            กู้ฉางเกอมองภาพนั้นครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบาๆ

            จากนั้นร่างของเขาพลันเลือนหายออกจากถ้ำไป

            ในเวลานี้ คำพูดใดๆ มิอาจช่วยเยียวยาได้ สิ่งที่จำเป็นคือการกระทำที่เห็นได้จริง

            เมื่อสัมผัสได้ถึงการจากไปของกู้ฉางเกอ อิ่นเหมยที่อยู่ในสมาธิก็พลันลืมตาขึ้น

            สายตาของนางทอดมองไปยังความว่างเปล่าภายในถ้ำ ความผิดหวังและเศร้าสร้อยฉายชัดในแววตา

            ทว่ามินานนัก นางก็ส่ายหัวเบาๆ พยายามสะบัดความรู้สึกเหล่านั้นทิ้งไป

            นางกำลังคิดถึงสิ่งใดกันเล่า

            นางก็แค่เบี้ยตัวหนึ่งในมือของกู้ฉางเกอ การที่เขามาช่วยชีวิตนางในวันนี้ก็นับว่าเกินพอแล้ว

            นางจะหวังสิ่งใดมากไปกว่านี้ได้อีกเล่า

            แม้พยายามจะปลอบโยนตนเอง ทว่าส่วนลึกในใจยังคงเจ็บปวด อาการบาดเจ็บและความเหนื่อยล้าก็ยิ่งทำให้นางอดโทษตนเองมิได้

            เวลาเคลื่อนผ่านจนท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดสลัว อิ่นเหมยค่อยๆ ถอนตัวออกจากสมาธิ

            ผลของโอสถที่กู้ฉางเกอให้มานั้นมิจำเป็นต้องกล่าวถึง ผลของมันยอดเยี่ยมยิ่งจนบาดแผลของนางเริ่มฟื้นฟูจนเกือบสมบูรณ์

            นางมองออกไปยังความมืดมิดของราตรี สายตาฉายแววคาดหวังเล็กน้อย

            ทว่าความหวังนั้นก็ค่อยๆ จางหาย

            กู้ฉางเกอจากไปแล้ว หลังจากได้ช่วยเหลือนางจนเสร็จสิ้น

            ความคิดเช่นนั้นทำให้อิ่นเหมยจุดกองไฟขึ้น เปลวเพลิงลุกโชนอยู่ตรงหน้านาง ทว่ากลับปราศจากไออุ่นอย่างแท้จริง

            ดวงตาสีแดงดุจอัญมณีของนางจ้องมองเปลวเพลิงอย่างสงบนิ่ง แสงสะท้อนภายในดูคล้ายกับการเต้นรำของความเหงา

            แต่แล้ว นางก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากปากถ้ำ

            นางหันไปมองตามเสียงนั้น

            ก่อนจะเห็นร่างคุ้นเคยของกู้ฉางเกอเดินเข้ามา เขาถือผลไม้อันสะอาดสดใหม่ไว้ในมือ และในอีกมือหนึ่งก็มีน้ำใสแจ๋วที่รองมาในใบบัวสีเขียวสด

            เปลวเพลิงอันอ่อนโยนสะท้อนบนใบหน้าของเขา

            อิ่นเหมยถึงกับยิ้มบางๆ ดวงตาฉายแววประหลาดใจและยินดี

            ที่แท้นั้น กู้ฉางเกอก็มิได้จากไปดังที่นางคิด

            “นายท่าน...”

            กู้ฉางเกอเผยรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า “บาดแผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

            เปลวไฟในกองเพลิงเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนเงาอันอ่อนโยน

            อิ่นเหมยนั่งเอาศีรษะพิงกับเข่าที่ชันขึ้น ใบหน้าผินมองกองเพลิงอย่างเหม่อลอย แววตาอันงดงามนั้นสะท้อนแสงสีส้มอบอุ่น

            นางเหลือบมองกู้ฉางเกอด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ความยินดีจะเอ่อล้นขึ้นในดวงตาคู่นั้น

            กู้ฉางเกอเดินเข้ามาใกล้ ก่อนยื่นผลไม้สดและน้ำที่รองไว้ในใบบัวให้นาง

            “หิวแล้วใช่หรือไม่”

            เขาพูดขึ้นอย่างมิใส่ใจ “ระหว่างทางข้าได้ไปจัดการกับปัญหาเล็กน้อย”

            คำพูดของเขาฟังดูเรียบง่าย ราวกับอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องหายตัวไป

            แน่นอนว่า สิ่งที่เขาจัดการคือสิ่งใดนั้นมิใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือเขามิได้ตั้งใจจะจากไป

            เพียงเท่านี้ ก็เพียงพอสำหรับอิ่นเหมยแล้ว

            กู้ฉางเกอรู้ดีว่าการกระทำใดจะทำให้อิ่นเหมยที่ยังบาดเจ็บอยู่รู้สึกราวกับได้รับการปลอบโยนอย่างแท้จริง

            อิ่นเหมยรับผลไม้ที่เขาล้างจนสะอาดมาไว้ในมือ ความซาบซึ้งเอ่อท้นในใจ

            ความคิดที่เกิดจากความหวั่นไหวและความสงสัยก่อนหน้าพลันสลายหายไปสิ้น

            ในช่วงเวลาที่นางอ่อนแอที่สุด กู้ฉางเกอก็มิได้เลือกที่จะจากไป ทว่ากลับอยู่เคียงข้างและดูแลนาง

            ชัดเจนแล้วว่านางคิดมากไปเอง กู้ฉางเกอหาได้เย็นชาไร้หัวใจอย่างที่นางเคยคิด

            เมื่อเห็นว่าแผนของตนได้ผล กู้ฉางเกอก็เผยรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นในใจ ทว่าสีหน้ากลับยังคงสงบนิ่ง

            เขารู้ดีว่าอิ่นเหมยมีประโยชน์กับแผนการของเขามิน้อย

            การควบคุมชีวิตของอิ่นเหมยและการที่นางทำงานเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ ก็เป็นการแลกเปลี่ยนที่สมเหตุสมผล

            ถึงแม้ว่าเขาจะมิต้องทำสิ่งใดเพิ่มเติม อิ่นเหมยก็มิอาจทรยศต่อเขาได้

            ทว่าหากปราศจากการกระทำเช่นนี้ ชีวิตก็อาจขาดสีสันไปบ้าง

            “นายท่าน ข้าคาดว่าความสัมพันธ์ระหว่างชื่อหลิงและเย่หลิงนั้นได้แตกหักลงแล้ว หากข้าคาดเดามิผิด ยามนี้ชื่อหลิงคงจะจากที่แห่งนี้ไปแล้ว” อิ่นเหมยเอ่ยขึ้นขณะกัดกินผลไม้พลังวิญญาณ

            กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอย่างยากจะพบ และกล่าวถึงเป้าหมายของตนว่า “เช่นนั้นยิ่งดี ทว่าเย่หลิงนั้นยังมิควรจะสิ้นชีพในยามนี้”

            ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างเย่หลิงและชื่อหลิงแตกร้าว

            เสียงแจ้งเตือนจากระบบพลันดังขึ้นในจิตสำนึกของกู้ฉางเกอ

            แม้ว่าเส้นสายความสัมพันธ์เช่นนี้ดูเหมือนจะมิได้มีความสำคัญสำหรับเขา

            ทว่าชื่อหลิงซึ่งมีตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์คอยหนุนหลัง ก็ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญของเย่หลิง

            เมื่อความสัมพันธ์นี้สิ้นสุดลง กู้ฉางเกอก็สามารถเก็บเกี่ยวแต้มวาสนาได้อีกมิน้อย

            “ข้าทราบดีว่านายท่านยังต้องการให้เย่หลิงมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นแพะรับบาปต่อไป” อิ่นเหมยกล่าวพร้อมพยักหน้า

            ถ้อยคำนี้หาใช่เรื่องเกินจริงไม่ เย่หลิงในฐานะผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสาร ย่อมมีพลังแฝงซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง

            มหาเทพวัฏสงสารผู้ดำรงอยู่ใกล้เคียงกับเซียนในยุคโบราณ หรืออาจกล่าวได้ว่าเหนือกว่าเซียนนั้น

            แม้จะมิได้สร้างตระกูลหรือสำนักใดเอาไว้ ทว่ากลับมอบมรดกอันล้ำค่าทั้งหมดไว้ให้แก่ผู้สืบทอด

            โชควาสนาเหล่านี้ล้ำเลิศจนกระทั่งสำนักมรรคาสูงสุดและสำนักอมตะนิรันดร์ยังละโมบจ้องจะครอบครอง

            อิ่นเหมยที่เฝ้าสังเกตเย่หลิงอย่างใกล้ชิดมาเนิ่นนาน ย่อมมองเห็นความผิดแปลกในตัวเขา

            เย่หลิงมิอาจเผยตนว่าครอบครองมรดกเช่นนี้ได้ จึงจำต้องอดกลั้นและยอมถูกกู้ฉางเกอใช้เป็นเครื่องมือ

            ว่ากันตามตรงแล้ว แผนการของกู้ฉางเกอนั้นทั้งแยบยลและร้ายกาจอย่างยิ่ง อีกทั้งยังไร้ที่ติจนยากจะหาช่องโหว่

            ด้วยความสามารถของเย่หลิงในการปกปิดต้นกำเนิด และเอาตัวรอดจากการไล่ล่าของเหล่าผู้แข็งแกร่ง

            แม้เขาจะถูกมองราวกับหนูติดจั่น ถูกไล่ตามล่าไปทั่วหล้า ทว่าท้ายที่สุดก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้

            ในบรรดาผู้ที่เคยถูกใช้เป็นแพะรับบาป ก็มิมีผู้ใดเหมาะสมจะเทียบเท่าได้กับเย่หลิง

            “การที่เย่หลิงยังมีชีวิตอยู่นั้นมีค่ามากกว่ายามสิ้นชีพ ข้ายังรอให้เขานำทางไปยังถ้ำของมหาเทพวัฏสงสารอยู่” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง

            น้ำเสียงของเขาแสดงชัดว่ามิได้ใส่ใจต่อชะตากรรมของเย่หลิงเลยแม้แต่น้อย

            ด้วยพลังของเขาในยามนี้ การสังหารเย่หลิงนั้นเป็นเพียงเรื่องง่ายดายยิ่ง

            ทว่าสำหรับผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตแล้ว หากมิได้รีดเค้นคุณค่าออกจนสิ้นซากแล้ว เช่นนั้นจะยังหลงเหลือความเพลิดเพลินได้อย่างไร

            “นายท่านโปรดวางใจเถิด อิ่นเหมยจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือนายท่าน ตราบใดที่นายท่านยังต้องการ”

            นางกล่าวด้วยแววตาจริงจัง ดวงตาสีแดงดุจอัญมณีจ้องมองกู้ฉางเกออย่างแน่วแน่

            “ด้วยคำพูดของเจ้า ข้าย่อมวางใจ”

            กู้ฉางเกอยิ้มบาง ก่อนยื่นมือไปโอบร่างนางเข้ามาในอ้อมอก “ทว่าเจ้าคงต้องลำบากไปอีกสักระยะหนึ่ง”

            เขาไตร่ตรองถึงวิธีกล่าวคำเพื่อทำให้อิ่นเหมยยอมแฝงตัวอยู่ใกล้กับเย่หลิงต่อไป

            ทว่านางกลับยินยอมเอ่ยปากก่อนเอง ทำให้เขามิต้องสิ้นเปลืองความคิดเลยแม้แต่น้อย

            “เพื่อภารกิจของนายท่าน ข้านั้นมิได้รู้สึกลำบากอันใดเลย”

            น้ำเสียงของนางหนักแน่นและจริงใจ มิมีความเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย

            “ช่างเป็นหญิงที่น่าทะนุถนอมเสียจริง…” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะมองนางด้วยแววตาลึกล้ำ

            เมื่ออิ่นเหมยได้ยินคำพูดนี้ก็เผยสีหน้าแดงระเรื่อ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและความประหม่า

            ในยามนี้ กู้ฉางเกอย่อมรู้ดีว่าควรจะทำสิ่งใด

            …

            ราตรีนั้นผ่านไปโดยไร้การหลับใหล 


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน