ชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยของเขากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว…..
หลังจากขนข้าวของเครื่องใช้และรถมอเตอร์ไซค์ลงจากหลังกะบะ มารดาของณรัชต์ก็ร่ำลาลูกชายอยู่นานพร้อมเช็ดน้ำตาไปด้วยราวกับกำลังส่งลูกชายไปรบ พอส่งลูกชายถึงหอพักในมหาวิทยาลัยและขนของลงเสร็จพ่อกับแม่ของเขาก็รีบขึ้นรถกลับเพราะมีธุระสำคัญในตอนเย็นจึงไม่ได้อ้อยอิ่งอยู่ดูลูกชายต่อ
ณรัชต์โบกมือให้รถปิคอัพของบ้านเขาที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าหอพักในมหาวิทยาลัยไป
ต้องทำอะไรต่อดี...
เขามองซ้ายมองขวาหน้าหอพักชาย ก่อนเห็นเจ้าหน้าคนนึงนั่งอยู่โต๊ะหน้าอาคาร จึงเดินเข้าไปยื่นเอกสารพร้อมรับกุญแจห้องที่ทางมหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ สำหรับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ดูเหมือนจะบังคับให้ปีหนึ่งต้องอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยเท่านั้น จึงจัดห้องพักให้พอสำหรับนักศึกษาใหม่ทุกคน รวมเป็นค่าใช้จ่ายในตอนลงทะเบียนและมอบตัวไปแล้ว ซึ่งก็ดูจะเป็นเรื่องดีเพราะเขาก็จะได้ไม่ต้องวุ่นวายหาหอพักเอง
หอพักเป็นแบบเตียงสองชั้นสองเตียง ห้องนึงจึงพักได้สี่คน ณรัต์มาถึงห้องก่อนโดยยังไม่เห็นเพื่อนร่วมห้อง เขาจึงรีบจับจองเตียงด้านล่าง พร้อมจัดของเข้าตู้และเอาหนังสือต่าง ๆ ออกมาจับจองไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือที่เขาหมายตาไว้ จัดของเสร็จ เพื่อนร่วมห้องหรือรูมเมทของเขาก็ค่อย ๆ ทยอยเข้าห้องมาจนครบ
ณรัชต์ได้เพื่อนร่วมห้องเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์หนึ่งคน กับคณะศิลปศาสตร์สองคน โดยหนึ่งในสองของคณะศิลปศาสตร์เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกันที่เห็น ๆ กันอยู่บ้างแม้อยู่คนละห้องกัน แนะนำตัวกันเสร็จพวกเขาก็ออกไปสำรวจรอบ ๆ หอพักกัน
หอในของมหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่เข้ามาลึกด้านในของมหาวิทยาลัย ห่างจากอาคารเรียนคณะต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่โซนด้านหน้าพอสมควร โดยหอพักชายมีสองอาคารประกบหอพักหญิงสองอาคารที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างอาคารก็มีอาคารโรงอาหารชั้นเดียวขั้นตรงกลางระหว่างหอพักชายหญิง ปกติรุ่นพี่จะต้องย้ายออกเมื่อมีนักศึกษารุ่นใหม่เข้ามา แต่ก็จะมีรุ่นพี่บางคนที่ยังพักอยู่ในหอในอยู่บ้าง นัยว่าเพื่อเป็นรุ่นพี่ไว้ช่วยแนะนำและดูแลความเรียบร้อยในหอพัก
เที่ยง ๆ หลังจากจากรุ่นพี่ปฐมนิเทศหอพักแล้วเสร็จ ณรัชต์ก็ออกเดินสำรวจหอพักชายทั้งสองอาคาร ระหว่างเดินสำรวจไปเขาก็ได้ทักทายเพื่อนร่วมโรงเรียนหลายคน ดูเหมือนนักเรียนโรงเรียนเขาจะเข้ามหาวิทยาลัยนี้ไม่น้อย
ก็นะ.. คงเพราะโรงเรียนมัธยมของเขาเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนมากละมั้ง ดังนั้นไม่ว่าไปมหาวิทยลัยไหนก็ต้องเจอเพื่อนร่วมโรงเรียนเยอะอยู่ดี
หลังจากได้คุยกับรุ่นพี่ดูแลหอที่เป็นอดีตรุ่นพี่โรงเรียนแล้ว เขาก็รู้ว่าถ้านับเฉพาะจำนวนนักศึกษา ดูเหมือนศิษย์เก่าโรงเรียนเขาจะมีจำนวนเป็นรองแค่โรงเรียนประจำจังหวัดของจังหวัดนี้เท่านั้น ทำให้ศิษย์เก่าโรงเรียนเขาไม่เหงากันแน่นอน
แต่ลึก ๆ แล้วณรัชต์ก็อดเหงาไม่ได้ เพราะเพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคนต่างแยกย้ายกันไปเรียนคนละทิศคนละทาง ยิ่งไม่มีเต้เป็นคู่หู เขาคงเฉาแน่ ๆ ส่วนรูมแมทเขา เด็กคณะวิทยาศาสตร์ก็สไตล์ออกแนวเด็กเรียน ส่วนเด็กศิลปศาสตร์ทั้งสองคนก็ออกแนวเพื่อนสาวมาเลย ส่วนเขาก็เป็นสายฮาด้วยสิ คงต้องหาเพื่อนใหม่เพิ่มแล้วล่ะนะ
เช้าวันต่อมาหลังจากอาบน้ำแต่งตัวใส่ชุดไปรเวทลงมาจากหอพัก
วันนี้มีปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่โดยรุ่นพี่ ซึ่งเป็นแบบไม่เป็นทางการ จึงให้แต่งตัวได้ฟรีสไตล์
นัดรวมตัวไม่ไกลจากหน้าหอพัก แล้วเดินทางไปอาคารกิจกรรมที่อยู่ไม่ไกล หลังจากทยอยกันเข้าไปในอาคารกิจกรรม ฟังรุ่นพี่อบรมพูดคุยถึงการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเสร็จ รุ่นพี่ก็ปล่อยออกจากอาคารมาตั้งแถวที่ลานข้างนอก
“จัดแถวแยกชายหญิงเป็นคนละแถวสลับกันไป แถวไหนยาวปัดมาต่อแถวต่อไป”เสียงรุ่นพี่ที่ถือโทรโข่งกล่าว
ณรัชต์ทยอยออกไปต่อแถวกับเฟรชชี่คนอื่น ๆ ตอนแรกเขาก็เกร็ง ๆ กลัวไม่มีเพื่อนคุย แต่ตอนนี้สบายแล้วสำหรับเขา มองไปทางไหนก็เจอเพื่อนร่วมโรงเรียนหน้าคุ้น ๆ ไม่น้อย พอทักคนนั้นคนนี้ เพื่อนร่วมโรงเรียนก็ลากเอาเพื่อนใหม่ที่รู้จักเข้ามาคุยมาด้วย กลายเป็นเริ่มรู้จักเพื่อนร่วมรุ่นมากขึ้นตามลำดับ จนกลุ่มเขาคุยกันขโมงโฉงเฉงในแถวราวกับเจ้าถิ่น
“เรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม ต่อไปหันไปแนะนำตัวกับเพื่อนแถวข้าง ๆ ” เสียงรุ่นพี่โทรโข่งยังประกาศ
“รุ่นพี่ที่เหลือแจกผ้าเช็ดหน้าให้น้องผู้หญิงด้วย ให้ครบนะ” ขณะณรัชต์กับกำลังคุยติดพันกับเพื่อนในแถวก็มีนิ้ว นิ้วหนึ่งยื่นมาสะกิดที่ไหล่เขาเบา ๆ ให้ต้องหันไปมอง หญิงสาวผมยาว ผิวขาว หน้าหวาน หวานมากๆ กำลังมองเขาแบบเกร็ง ๆ
เขาหันไปมองเพื่อนก็เห็นเริ่มแนะนำตัวกับผู้หญิงที่แถวข้าง ๆ แล้ว ณรัชต์จึงหันมาแนะนำตัวและกล่าวทักทายกับผู้หญิงที่กำลังมองเขาอยู่
“สวัสดี เราชื่อ นะ คณะวิศวะฯ”
“เราชื่อ แก้ว คณะศิลปศาสตร์ ” เสียงตอบมาเบา ๆ
“แก้วคนที่ไหนเหรอ” เขาถามชวนคุย
“กรุงเทพฯ ”
“โห มาไกลนะเนี่ย”
“คณะศิลปศาสตร์ ของ ม. ต่างจังหวัด มีน้อยน่ะ เราเลยเลือกที่นี่” เสียงตอบเริ่มยาวขึ้น
“เหรอ เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าคณะนี้ของมหา’ลัย หายากขนาดนี้ แล้วศิลปศาสตร์นี่เขาเรียนอะไร วาดรูปเหรอ เราก็มีรูมเมทเรียนคณะฯ นี้เหมือนกัน” เขาถามต่อด้วยชักสนใจ
“ไม่ใช่ซะหน่อย นั่นมันคณะศิลปกรรมศาสตร์” เสียงตอบเริ่มไม่พอใจนิด ๆ
“อ้าวเหรอ ไม่ใช่คณะเดียวกันเหรอ” ยังไม่ทันได้คุยกันต่อ รุ่นพี่คนนึงที่กำลังเดินแจกผ้าเช็ดหน้าก็เดินมาถึงขัดบทสนทนาไปก่อน และยื่นแจกผ้าเช็ดหน้าให้คู่สนทนาของเขา
“แนะนำตัวกับคนข้าง ๆ แล้วใช่ไหม ต่อไปก็ให้ถือว่าเป็นบัดนี้กันนะ เพราะเดี๋ยวจะต้องจับคู่ผ่านด่านกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกัน”เสียงรุ่นพี่โทรโข่ง
“เดี๋ยวจะค่อย ๆ ปล่อยไปเป็นคู่ ๆ นะ รุ่นพี่จัดหมวดหมู่ดี ๆ ด้วย ปล่อยน้องแต่ละกลุ่มไปเป็นด่าน ๆ คนแต่ละด่านจะได้ไม่แน่น”
“น้องผู้หญิงให้น้องผู้ชายคู่บัดดี้จับอีกด้านของผ้าเช็ดหน้านะ ใครทำผ้าเช็ดหน้าหลุดด่านไหนจะถูกทำโทษ” ณรัชต์ยืนมือไปจับผ้าเช็ดหน้าอีกปลายที่คู่บัดดี้หน้าหวานยื่นมาให้
มหาวิทยาลัยนี้ผิดคาดณรัชต์ไปมาก ตอนแรกเขาคิดว่าจะได้มาผจญภัยกับมหาวิทยาลัยที่เป็นป่าให้บุกเบิกเหมือนในละครน้ำใสใจจริงที่เคยดูซะอีก แต่มหาวิทยาลัยนี้ออกจะแห้งแล้งไปหน่อย ต้นไม้ที่ปลูกรอบทางเดินกับอาคารต่าง ๆ ยังสูงไม่พ้นหัวเขาเลย ส่วนพื้นที่ว่าง ๆ ยังเป็นอดีตทุ่งนาอยู่ แต่ก็พอจะมีป่าละเมาะเล็ก ๆ ให้รุ่นพี่พวกเขาทำด่านรับน้องอยู่บ้าง
เขาเดินจับผ้าเช็ดหน้าคนละด้านกับคู่บัดดี้ เดินตามรุ่นพี่ที่นำกลุ่มรุ่นน้องเข้าสู่ด่านรับน้องต่าง ๆ ที่สร้างไว้ตามป่าละเมาะ
ด่านรับน้องก็ไม่ยักเหมือนกับในละครที่เขาเคยดู ด่านละด่านรุ่นพี่ทำยังกับด่านลูกเสือ มีทั้งขึ้นเนิน มุดอุโมงค์ นั่นนี่ มีกระทั่งลุยโคลน ซึ่งณรัชต์ก็เจอไปเต็ม ๆ เพราะเขาดันใส่เสื้อยืดสีขาวตัวเก่งมาพอดี คู่บัดดี้เขาก็ดูจะลูกคุณหนูน่าดู กว่าจะผ่านไปแต่ละด่านได้ งกๆเงิ่นๆ ทำเอาเณรัชต์ต้องเหนื่อยไปด้วย
รุ่นพี่เขาก็ซาดิสท์เหลือเกิน อุโมงค์ใบไม้ที่คู่เขาเพิ่งมุดลอดมาก็แอบสุมรังมดแดงไว้ คู่เขาที่เพิ่งผ่านด่านมุดอุโมงค์มาได้ ก็ต้องมาช่วยจับมดที่ไต่ตามเสื้อด้านหลังของคู่บัดดี้ด้วย
ขณะผ่านด่านลุยโคลน ไม่รู้ว่าบัดดี้หน้าหวานเขาสะดุดอะไรจึงเสียหลักจะล้ม ณรัชต์ปล่อยมือจากผ้าเช็ดหน้ายื่นมือไปคว้าตามสัญชาตญาณ ผลคือ….. คู่บัดดี้ของเขาไม่เป็นอะไร ส่วนณรัชต์ล้มลงกลางกองโคลนเต็ม ๆ
“นะ เป็นอะไรหรือเปล่า เราขอโทษนะ” บัดดี้ทำหน้าแหยๆเหมือนจะร้องไห้
“ไม่เป็นอะไรหรอก เรื่องเล็ก” ยืดอกตอบแมน ๆ ตามประสาอดีตเด็กโรงเรียนชายล้วนที่ได้รับการปลูกฝังมา
เพราะทำผ้าเช็ดหน้าหลุดมือ คู่เขาก็ถูกทำโทษตามระเบียบ
เวลาผ่านด่านต่าง ๆ ที่ถูกทำโทษ ณรัชต์มักจะอาสารับแทนคู่บัดดี้ทั้งหมด เพราะเขาคิดว่าไหน ๆ เสื้อผ้า หน้าผม ก็เละไปหมดแล้ว เขาจึงไม่มีฟอร์มอะไรให้เก๊กอีก
ตั้งแต่ล้มในด่านลุยโคลน คู่ของเขาก็เปลี่ยนเป็นจับมือกันแทนแล้วผูกผ้าเช็ดหน้าไว้ที่ข้อมือ เหมือนหลายๆ คู่ที่พวกเขาเห็น ซึ่งก็ดูเวิร์คเพราะเวลากุมมือกันดูจะหลุดยากไม่เหมือนตอนจับผ้าเช็ดผ้า
หลังจากนั้นณรัชต์ก็ตะลุยด่านต่างๆ ด้วยความสนุก ไม่ว่าจะให้เต้นท่าบ้าๆบอๆ ขนาดไหน เขาก็ไหลไปตามกิจกรรมของรุ่นพี่ได้ หรือจะโดนเขียนหน้าด้วยสีต่าง ๆ เขาก็ออกรับแทนคู่บัดดี้ด้วย เพราะเห็นคู่บัดดี้ทำหน้าลำบากใจตอนจะถูกเขียนหน้า คิดว่าผู้หญิงอาจจะกลัวเป็นสิวล่ะมั้ง
ด่านต่าง ๆ กว่าจะผ่านไปจนครบก็หลายชั่วโมง
ตอนนี้รุ่นน้องกลุ่มต่าง ๆ ทยอยกลับมานั่งที่พื้นข้างลานกิจกรรมเหมือนเดิม สำหรับณรัชต์ตอนนี้โคลนตามตัวเขาเริ่มแห้งจับตัวแข็งแล้ว เขาอยากกลับไปอาบน้ำ!!!!
โชคดีที่รุ่นพี่ประกาศเรื่องอื่น ๆ อีกไม่มาก ก่อนจะปล่อยรุ่นน้องที่หน้าลายพร้อย เนื้อตัวมอมแมม ตั้งแถวเดินกลับหอพักกันไป ระหว่างเดินเรียงแถวกันไปทางอาคารหอพักณรัชต์ก็ชวนคู่บัดดี้เขาคุย
“มหา’ลัย กว้างเนอะ เห็นว่ามีรถสองแถวออกจากหอพักไปอาคารเรียนแค่คันสองคันเอง จะเดินไปก็คงเหนื่อยแถมไม่ค่อยมีร่มไม้ให้หลบแดดนี่สิ”
“แก้วก็เพิ่งรู้ว่าหอพักห่างจากอาคารเรียนเยอะ ตอนมาสัมภาษณ์ก็ไม่ได้มาดู กว่ารถที่บ้านจะส่งมาให้ก็อาทิตย์หน้า” บัดดี้เขานิ่วหน้า หลังจากผ่านด่านด้วยกันมาหลายด่านคู่บัดดี้เขาก็แทนตัวเองด้วยชื่อเวลาคุยกับเขา
“งั้นระหว่างรอรถบ้านแก้วมา ก็นั่งรถไปกับเราไหมล่ะ เราเอามอ’ไซค์ มา”เขาอาสา
“ขอบใจจ้ะ”
เช้าวันต่อมาที่เป็นวันเปิดเรียนของมหาวิทยาลัยวันแรก ณรัชต์ตื่นมาตั้งแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัว
“อ้าว นะ แกมีเรียนคาบแรกเก้าโมงครึ่งไม่ใช่เหรอแก” รูมเมทคณะศิลปศาสตร์ของเขาที่มีเรียนคาบแรกตอนเจ็ดโมงครึ่งถามด้วยความสงสัย
“อ๋อ อยากรีบไปก่อนน่ะ ไปดู ๆ พวกตึกคณะกับอาคารเรียนรวมไว้ เรายังไม่เคยสำรวจเลย”เขาตอบแก้ตัว ขณะกำลังพยายามผูกเนกไทที่เพิ่งเคยใส่เป็นครั้งแรกและยังผูกไม่ค่อยเป็น
เดินลงมาจากอาคารหอพักตรงไปที่โรงอาหารพร้อมเพื่อนร่วมห้อง
ณรัชต์มองเห็นแก้วกับเพื่อนสองคนเดินมาจากฝั่งหอพักหญิงตรงมาที่โรงอาหารเหมือนกัน เขาโบกมือทัก แก้วจึงแยกจากเพื่อนเดินเข้ามาหา
“มอนิ่ง” เขากล่าวทักทาย ก่อนจะแนะนำรูมเมทที่เดินลงมาด้วยกันให้อีกฝ่ายรู้จัก ฝั่งรูมเมทเขาเมื่อเจอเพื่อนร่วมคณะจึงชวนคุยด้วยอย่างครึกครื้นตามประสาเพื่อนสาว
ซื้อข้าวราดแกงคนละจานมานั่งกิน หูเขาก็ได้ยินแต่เสียงเจี๊ยวจ๊าวของรูมเมททั้งสองคนที่กำลังป้อนคำถามกับเพื่อนใหม่ไม่หยุด กว่าจะกินมื้อเช้ากันเสร็จเขาก็รู้ประวัติของคู่บัดดี้โดยละเอียด
ขณะลุกขึ้นจากโต๊ะเตรียมเอาจานไปเก็บแก้วก็ร้องทักเขาขึ้น “เดี๋ยวนะ อย่าเพิ่งขยับ” ณรัชต์ยืนนิ่งตามที่หญิงสาวสั่ง เขามองมือขาวๆที่กำลังยื่นมาที่เนกไทของเขา คลายออกแล้วผูกให้เขาใหม่
ณรัชต์กวาดตาไปรอบโรงอาหารที่ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่เพราะยังเช้าอยู่ แต่ก็มีคนอยู่บ้าง มองเห็นเพื่อนร่วมโรงเรียนมัธยมคนนึงที่ได้คุยกันเมื่อวานมองสบตา เขาอดเลิกคิ้วอย่างอวด ๆ ไม่ได้ เพื่อนคนนั้นก็ส่งสายตานับถือมา ทำเอาเขาปลื้มไปตามประสา แหม ถ้าไอ้เต้ได้มาเห็นฉากนี้นะ คงอิจฉาเขาสุดๆ ที่มีสาวสวยผูกไทให้
“แก้วผูกเนกไทคล่องจัง”ณรัชต์มองเนคไทเขาที่เป็นรูปสามเหลี่ยมสวย
“ก็โรงเรียนแก้วผูกไทนี่ จะไม่คล่องได้ไง”เธอตอบ
เดินออกจากโรงอาหารตรงไปที่ลานจอรถซึ่งอยู่หน้าอาคาร รูมเมททั้งสองของเขาที่กำลังเดินไปหามอเตอร์ไซค์เห็นเขาหยุดสอดกุญแจอยู่หน้ามอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง จึงพากันหยุดพร้อมกับอุทานพร้อมกัน
“ต๊าย นั่นรถแกเหรอ นะ คันนั้น พวกชั้นเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ยังคุยกันเลยว่ารถใคร เท่มากกกก” รูมเมทของเขาเน้นเสียงคำว่ามากยาวเหยียดเพื่อยืนยันว่ามากจริงๆ
“รถเท่ ก็เหมาะกับคนเท่ ๆ แบบเรานี่ล่ะ” เขายืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ
รถมอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นของพ่อเขาที่หวงมาก ๆ เพราะให้เพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถใหญ่สั่งซื้อมาให้ พร้อมการแต่งรถครบเซ็ต แม่เขาเล่าให้ฟังว่าตอนซื้อมาใหม่ ๆ สาวๆ กรี๊ดกันทั้งอำเภอ ตอนนั้นเขาอยู่ชั้นประถมเลยไม่ได้สนใจ ขนาดตอนหลังที่บ้านเขาซื้อรถปิคอัพมาใหม่ พ่อเขายังไม่คิดจะหันมาใช้รถปิคอัพแทนเลย
ตั้งแต่ขึ้นชั้นมอสี่ณรัชต์ก็เพียรพยายามขอรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อคันนี้มาขับอยู่นานพ่อของเขาก็ปฎิเสธ ขอตั้งแต่มอสี่ยันมอหกพ่อเขาก็ไม่ใจอ่อน เกี่ยงว่าจะซื้อคันอื่นให้แทน เขาก็ไม่เอา
จนสุดท้ายณรัชต์เอ็นท์ฯ ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ บิดาเขาจึงกัดฟันให้ตามที่ขอ หลังจากที่ลูกชายปฏิเสธไม่เอามอเตอร์ไซค์รุ่นดังอย่าง เวฟหรือแดช ที่จะซื้อให้
แต่กว่าจะได้มาขับณรัชต์ก็ต้องหัดอยู่นานตลอดปิดเทอม กว่าพ่อเขาจะให้ผ่านและไปสอบใบขับขี่มาได้
รถมอเตอร์ไซค์คันนี้คือ Suzuki RG Gamma 500 พูดชื่อรุ่นไปคนอาจไม่รู้จักหรืองง
แต่ถ้าบอกว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ของพี่หลิวเต๋อหัว ตอนแสดงเป็นพระเอกในหนังดังเรื่อง “ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ” คนต้องร้องอ๋อ
ณรัชต์ยื่นหมวกกันน็อคสีแดงของเขาให้แก้วเป็นคนใส่แทน รูมเมททั้งคู่ถึงกับกรี๊ดว่ายังกับฉากในหนัง
‘เขาไม่ได้จะเก๊กเป็นพระเอกอะไรหรอก พอดีผมเขาใส่เจลมา ถ้าใส่หมวกกันน็อคไปนี่ทรงผมเสียหมด....’
