หมอยารีบปรี่เข้ามาตรวจอาการฮูหยินของรองแม่ทัพ ทุกคนต่างเคร่งเครียด หนักใจเป็นอย่างยิ่งจึงตรวจร่างกายนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้แน่ใจ
สีหน้าชายผู้นั้นเศร้าสลดเพราะเข้าใจความรู้สึกจึงคิดหาคำพูดที่จะบอกคนตรงหน้า
“ท่านหมอ ฮูหยินของข้าเป็นอันใดไป แล้วลูกของข้าเล่า…” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยถาม กระวนกระวายเดินวนไปวนมาหน้าเรือนหลักระหว่างที่รอตรวจอยู่นานสองนาน
“รองแม่ทัพหยาง…” เจ้าตัวไม่กล้าบอกข่าวร้ายจึงนิ่งไป
“ท่านหมอ เหตุใดจึงเงียบไปเล่า” เขารีบวิ่งเข้าไปหามู่หรงเซียวที่นอนร้องไห้อยู่ข้างใน “ฮูหยิน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”
“ท่านพี่…”
“…” ในใจของเขาภาวนาไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด สภาพรองแม่ทัพหยางที่แข็งแกร่งเหนือผู้ใดกำลังร้องไห้น้ำตาอาบแก้มด้วยความเจ็บปวด
“ลูกไม่อยู่กับเราแล้ว” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำตาไหลรินเพราะสูญเสียสิ่งสำคัญ
ทว่า มู่หรงเซียวไม่รู้เลยว่าทำไมการแสดงนี้จึงสั่นคลอนความรู้สึกนางนัก ราวกับเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาก่อน หัวใจเจ็บแปลบ ร่างกายเหมือนเข้าใจความสูญเสียของมู่หรงเซียวในนิยายอย่างไม่มีเหตุไม่มีผลจนไม่อาจหยุดร้องไห้ได้เลย
“ท่านพี่…”
เมื่อเห็นนางร้องไห้สะอึกสะอื้นจึงคว้าเข้ามากอดปลอบ หมอยาส่ายหน้าพลางถอนหายใจแล้วปล่อยให้พวกเขาทั้งคู่ได้อยู่กันเพียงลำพัง
บรรยากาศจวนสกุลหยางแปรเปลี่ยนไปในบัดดล ความเศร้าหมองหดหู่เข้ามาแทนที่ ในขณะที่เรือนฮูหยินรองให้ความรู้สึกตรงกันข้าม
เหออันเหลียนแสยะยิ้มทันทีที่รู้ข่าว นางจึงรีบวิ่งไปที่เรือนใหญ่พลันได้ยินเสียงร้องไห้เจ็บปวดของมู่หรงเซียวก็ทำเอาหัวใจเต้นตึกตักที่ครานี้นางเป็นผู้ชนะ
“ไม่น่าเลย… ฮูหยิน…” ทุกคนต่างสงสารเจ้านายตนเอง
เหออันเหลียนมองดูหยางเสวี่ยฮวา บรรดาสาวใช้และคนงานในจวนสกุลหยางที่กำลังเศร้าสร้อย รู้สึกสงสารฮูหยินของรองแม่ทัพ ในใจของนางกลับเริงระบำโลดเต้นด้วยความยินดี
ครั้นมู่หรงเซียวหลับไปเพราะฤทธิ์ยา รองแม่ทัพจึงออกมาพบหมอแล้วพูดคุยถึงสาเหตุความเป็นไปได้รวมถึงการรักษาอาการของคนรัก
“อืม… ปกติแล้วสมุนไพรตัวนี้ใช้บำรุงครรภ์ได้เป็นอย่างดี” เขาขมวดคิ้วคิดไม่ออกว่าเกิดจากเรื่องใดกันแน่แต่หยางเสวี่ยเฟยโพล่งออกมาว่า “นางเป็นเช่นนี้เพราะดื่มสมุนไพรถ้วยนี้”
“เอ่อ…” เขาไม่กล้าสบตารองแม่ทัพ กลัวจะพูดสิ่งใดไม่เข้าหูแล้วโดนกระบี่คู่กายตวัดโดยไม่รู้ตัว
“เสิ่นจื้อเหลียง!!!” ชายหนุ่มตะโกนเรียกลูกน้อง “นำของสิ่งนี้ไปตรวจ!!!”
“ขอรับ!!!” อีกฝ่ายรับลูกเป็นอย่างดี สีหน้าเป็นห่วงเจ้านายทั้งสองคนยิ่งนักแล้วหายไปในทันที
ขณะที่เหออันเหลียนเพียงแค่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ เพราะมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดจับได้
ยิ่งผ่านไปหลายวัน นางไม่เห็นแม้แต่ใบหน้าของมู่หรงเซียว ได้ยินเพียงแค่ร่างกายทรุดโทรมเหมือนผีตายซากเพราะสูญเสียลูกราวกับปล่อยไว้อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ คงตรอมใจตายตามไปด้วยก็นึกอยากเห็นสภาพเวทนาเช่นนั้น
หากแต่ หยางเสวี่ยเฟยไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าเยี่ยมโดยเด็ดขาด แม้แต่หยางเสวี่ยฮวาก็ได้แต่ถามไถ่อาการของพี่สะใภ้จากเมิ่งเซียงที่เป็นสาวใช้เพียงคนเดียวที่ได้ดูแลฮูหยิน
ช่วงเวลากลางคืน ทุกคนในจวนได้ยินเสียงร้องไห้น่าสงสารของนางต่างหดหู่ไปตาม ๆ กัน
“ฮูหยินเจ้าใจเย็นก่อนได้หรือไม่” หยางเสวี่ยเฟยเริ่มเป็นห่วงที่ความรู้สึกของนางฝังลึกจนเกินไปพาลคิดว่าบทละครที่ขีดเขียนนั้นทำให้คนตรงหน้าจมลงสู่ความทรมาน
กระทั่งตัวเขาเองยังเจ็บแปลบในใจไม่แพ้กัน ไม่รู้ว่าเหตุใดความสูญเสียที่เสแสร้งแกล้งทำจึงส่งผลกระทบกับพวกเขาทั้งสองคนมากเพียงนี้
“ฮือ…” หญิงสาวซบใบหน้าในอ้อมกอดของเขา “ท่านพี่… ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้าจึงเจ็บตรงนี้นัก”
“ฮูหยิน…” เสียงนั้นเอ่ยเรียกแผ่วเบา จูบหน้าผากหญิงสาวอย่างอ่อนโยน “มู่หรงเซียว เจ้าฟังข้า… ร่างกายเจ้าไม่ได้มีสิ่งใดผิดแปลกไป” เขาเอ่ยปลอบใจ สีหน้ากังวลที่นางเป็นเช่นนี้จึงปลอบประโลมอยู่อย่างนั้น รอจนกว่าหญิงสาวได้หลุดพ้นจากภวังค์แล้วเผลอหลับไป
ชายหนุ่มค่อย ๆ วางนางลงแล้วห่มผ้าให้เหมือนอย่างเคยก่อนจะกอดเอาไว้แนบชิดตลอดทั้งคืน
เช้าวันต่อมา
มู่หรงเซียวตาบวมเพราะร้องไห้อยู่หลายวัน คราวนี้เหมือนอาการเริ่มดีขึ้นเพราะคนข้างกายคอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่างจนแทบไม่ได้หลับพักผ่อน
ร่างบางพลิกตัวหันหน้าเข้าหาหยางเสวี่ยเฟยแล้วกอดเขาพลันอ้อมแขนแข็งแกร่งโอบรอบตัวนางอีกทีหนึ่ง
“ดีขึ้นแล้วหรือไม่”
“…”
“…”
ต่างฝ่ายต่างนิ่งงันอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน เมื่อได้สติแล้วจึงทบทวนความรู้สึกของตัวเองราวกับเพิ่งผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาได้
มู่หรงเซียวสัมผัสไออุ่นจากร่างกายชายหนุ่ม เงยหน้ามองใบหน้าแสนคุ้นเคย ปลายนิ้วเรียวแตะกรอบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบาราวกับคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป คิดในใจว่า ดีเหลือเกินที่มีท่านพี่อยู่เคียงข้าง
เมื่อเห็นว่าคนรักไม่เป็นอันใดแล้ว หยางเสวี่ยเฟยจึงออกมาจัดการเรื่องที่ยังค้างคา แม้รู้ว่าเหออันเหลียนแอบใส่ยาลงไปในสมุนไพรที่ให้ฮูหยินดื่ม แต่ยังคงเล่นตามน้ำทำทีเป็นหาสารใดในนั้นไม่พบ รอเวลาจัดการกับคนที่ช่วยเหลือนางให้แล้วจบในคราวเดียว
“ท่านพี่… อาการฮูหยินเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” บุตรสาวสกุลเหอปรี่เข้ามาถามไถ่เพราะไม่รู้เลยว่าหญิงสาวที่สูญเสียบุตรไปนั้นตรอมใจตายไปแล้วหรือไม่
“นาง…” สีหน้าของเขาเศร้าสลดยามนึกถึงใบหน้าเจ็บปวดของหญิงสาวที่รัก หากแต่ภาพที่แสดงออกมากลายเป็นว่าสมจริงยิ่งนักราวกับเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นจริง ๆ
ยิ่งไม่ได้ข่าวคราวจากเสิ่นจื้อเหลียงจึงย่ามใจว่าไม่มีใครจับนางได้อย่างแน่นอนพลอยทำตัวไม่รู้สึกรู้สาเดินว่อนจวนสกุลหยาง
ทว่า โชคร้ายของนางได้มาถึงในสามวันให้หลังเพราะหยางเสวี่ยเฟยไม่คิดปล่อยอีกต่อไป ครานี้จับคนที่อยู่เบื้องหลัง ทำความผิดซ้ำซ้อนตั้งแต่คราวที่ใช้ยาต้องห้ามกับเขาแล้วทูลรายงานฮ่องเต้ให้เป็นผู้ตัดสินโทษด้วยพระองค์เอง
นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีจดหมายจากแม่ทัพใหญ่ที่รู้เรื่องของบุตรสาวตัวเองส่งตรงถึงราชสำนักด้วยเช่นกัน นับว่าผู้ครองแผ่นดินไม่อาจปิดหูปิดตาเข้าข้างสกุลเหอได้อีกต่อไป
“ท่านพี่ นี่มันเรื่องอันใดกัน” นางตะโกนโวยวายเพราะถูกทหารวังมาจับตัวถึงในจวนสกุลหยาง “ท่านพี่ ข้าไม่ได้ทำ… ข้าจะทำเรื่องร้ายแรงเช่นนั้นได้อย่างไร”
“จนป่านนี้แล้วเจ้ายังคิดปฏิเสธอีกหรือ” เขาตวาดเสียงดัง สีหน้าขุ่นเคือง “กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายฮูหยินกับลูกของข้า”
“ไม่จริง ท่านพี่… สมุนไพรที่ข้านำมาให้ฮูหยินเป็นเพียงของทั่วไป หาได้มีอันตราย หากท่านพี่ไม่เชื่อก็ถามหมอหลวงเถิด” หญิงสาวดิ้นรน ยืนกรานว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแท้งของนาง
“…” ชายหนุ่มไม่พูดอันใดยิ่งทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือกมากกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นเหออันเหลียนยังไม่ยอมแพ้
นางผลักทหารที่จับตัวไว้สุดแรงแล้ววิ่งมาคุกเข่า เกาะขาหยางเสวี่ยเฟยด้วยน้ำตานองหน้า เอ่ยอ้อนวอนให้เขาเชื่อว่านางไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้มู่หรงเซียวแท้งลูก
“สมุนไพรที่เจ้าใช้ไม่มีผลอันใดแต่เจ้าแอบใส่ยาพิษลงไปในนั้น ทั้งยังเป็นคนคอยเอาไปให้นางดื่มเองกับมือทุกวันยามข้าไม่อยู่จวน” เขาพูดไปตามความจริง เวลานี้ทุกคนควรได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของหญิงสาวผู้นี้เสียที
“ไม่จริง ข้าไม่ได้ทำ ท่านพี่... มีคนใส่ร้ายข้าเจ้าค่ะ” หญิงสาวโพล่งออกมาไม่ยอมรับอย่างถึงที่สุด “ท่านพี่จะให้ข้าไปสาบานที่ไหนก็ได้ ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ”
“เหออันเหลียน!” น้ำเสียงแข็งกร้าวของเขาทำนางสะดุ้งโหยง ร่างกายสั่นระริกไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
กระนั้น ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าแล้วจับคางนางไว้ไม่ให้หันหนี ดวงตาสีดำขลับไร้แววจ้องอย่างเอาเป็นเอาตาย แสยะยิ้มน่ากลัวราวกับต้องการพรากวิญญาณเสียตอนนั้น
“หากเจ้ายังคงปฏิเสธไม่เลิกรา ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้สำนึกว่าคนที่มันทำร้ายฮูหยินของข้าต้องพบจุดจบเช่นไร”
เหออันเหลียนส่ายหน้าไม่ยอมรับใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะคนสกุลเหอที่ช่วยเหลือนางยืนยันนักหนาว่าไม่มีทางตรวจพบ
“ดี!” หยางเสวี่ยเฟยบีบใบหน้าเรียวอย่างไม่สบอารมณ์แล้วบอกเพียงสั้น ๆ ว่า “นำตัวนางไปตัดสินโทษ!!!”
หลังจากนั้น เหออันเหลียนยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พยานถูกนำตัวออกมาสอบสวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไม่อาจทนทรมานกับวิธีการสอบปากคำของหัวหน้าหน่วยซิงอวี่ได้
เหลือเพียงแค่นางที่เขายังคงใช้วิธีประนีประนอม หวังว่าจะยอมรับด้วยตัวเอง แต่เมื่อรู้ว่านางไม่มีทางเป็นอย่างที่คาดจึงเผยให้เห็นสภาพของผู้สมรู้ร่วมคิดที่คอยจัดหายาพิษมาให้ใบหน้าบวมช้ำ เลือดตกยางออก นิ้วมือทั้งสิบถูกถอดเล็บ แผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยแส้
ดวงตาคู่สวยเบิกโตทันทีที่เห็นหยางเสวี่ยเฟยเดินเข้ามาในคุกหลวงเพราะในมือคู่นั้นถือแท่งเหล็กแหลมยาวเข้ามาด้วย ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าเรียบเฉยหากแต่แรงมีกดดันราวกับจะฆ่าให้ตาย
เขายืนมือมาจับนิ้วชี้ข้างซ้ายของนาง บีบเบา ๆ ให้รู้สึกว่าความน่ากลัวกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
“ท่านพี่…” หญิงสาวเสียงอ่อย ใบหน้าซีดเซียว ยิ่งเห็นว่าปลายเหล็กแหลมจ่ออยู่ตรงซอกเล็บ ร่างบางก็สั่นเทา “ท่านพี่จะทำอันใดหรือ ข้า… ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ”
หยางเสวี่ยเฟยเพียงยิ้มมุมปากแล้วโน้มใบหน้าเข้าใกล้กระซิบว่า “ผู้อื่นสารภาพหมดสิ้น เหลือเพียงเจ้าผู้เดียว” แล้วทิ่มเหล็กแหลมเข้าไปในเล็บของอีกฝ่ายในพริบตา
“อ๊าก!!!” นิ้วเรียวสั่นสะท้าน น้ำตาไหลนองด้วยความเจ็บแต่กระนั้นนางก็ยังไม่พูดสิ่งใด นิ้วกลางข้างซ้ายจึงกลายเป็นเป้าหมายการทรมาน “อ๊าก!!!”
นิ้วนางและนิ้วก้อยเรียงมาตามลำดับก่อนที่หยางเสวี่ยเฟยจะได้ยินว่า “ข้ายอมแล้ว!!! ข้าทำเอง!!! หยุดได้แล้ว!!! อ๊าก!!!”
“เจ้าบอกว่าอย่างไรนะ”
“ข้าเป็นคนวางยานาง ข้า…” เหออันเหลียนไม่ทันได้พูดจบดีกลับเป็นล้มไปชั่วขณะเพราะทนความเจ็บไม่ได้
หากแต่เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ได้รับการตัดสินโทษโบยหลายสิบไม้จนแทบกระอักเลือด แม้เหอกุ้ยเฟยช่วยขอลดโทษแต่กลับไม่เป็นผลเพราะอำนาจของแม่ทัพใหญ่ไม่อาจเมินเฉยได้
หลังจากนั้นนางและสกุลเหอที่เกี่ยวข้องจึงถูกริบทรัพย์สินแล้วโดนเนรเทศออกจากเยว่จวนในทันที
หลายวันต่อมา
มู่หรงเซียวรู้ข่าวได้แค่ส่ายหน้า นางให้โอกาสเหออันเหลียนไม่ให้คิดหลงผิดอยู่หลายครา แต่กลับไม่นำพาจนทำให้ท้ายที่สุดเรื่องราวของหญิงสาวผู้นั้นจึงดำเนินไปตามเนื้อเรื่องในนิยายไม่เปลี่ยนแปลง
เดิมทีแล้ว หลังเกิดเหตุการณ์สูญเสียลูกในครั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างรองแม่ทัพหยางกับฮูหยินเริ่มตึงเครียดกว่าเดิม ทะเลาะกันใหญ่โตและทำให้นางเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
ทว่า ครานี้ไม่เช่นนั้นอีกแล้วเพราะเขากำลังกุมมือนางเอาไว้ระหว่างเดินเล่นพักผ่อนในสวนดอกไม้ที่เพิ่งตกแต่งใหม่ แล้วนั่งเล่นอยู่ในศาลาเล็กพลางมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสบายใจ
ดวงตาสีทับทิมมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกรักใคร่จนเผลอยิ้มออกมา ทำเอาหยางเสวี่ยเฟยอดใจไว้ไม่ได้คว้าร่างบางเข้ามาจุมพิตประทับตราร่องรอยของตนเองไว้ที่ริมฝีปากสีชมพูระเรื่ออย่างแผ่วเบา
ครั้นสัมผัสอีกฝ่ายจนพึงพอใจแล้ว หยางเสวี่ยเฟยจึงพานางเข้าไปในห้องนอนเพื่อให้ของขวัญที่เตรียมเอาไว้ สีหน้าตื่นเต้นอยากรู้ว่าฮูหยินจะทำอย่างไร
“ข้ารู้ว่าเจ้าชอบยิงธนู…” เจ้าตัวไม่ทันพูดจบรีบจับมือหญิงสาวไว้ก่อน “ระวังด้วย ปลายศรอาบพิษเอาไว้”
“ท่านพี่ให้พิษเป็นของขวัญอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามทันใดพลันยิ้มกว้าง “ถูกใจข้ายิ่งนัก”
“เฮ้อ…” ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่พอจะรู้ว่านางต้องตอบอย่างไรแล้วกำชับด้วยสีหน้าจริงจัง “ปลายศรควรปักที่หัวใจของศัตรู มิใช่ปลายนิ้วของเจ้า เพราะเหตุนั้นอย่าดื้อหยิบมาถือเล่น เข้าใจหรือไม่”
“หือ… ข้าไม่ใช่เด็กเสียหน่อย”
“ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าเป็นเด็ก ข้าบอกว่าเจ้าดื้อต่างหาก” หยางเสวี่ยเฟยยิ้มกว้างพลางลูบศีรษะนางแผ่วเบา “เจ้าได้ของขวัญไปแล้วจะไม่ขอบคุณข้าหน่อยหรือ”
มู่หรงเซียวเดินไปนั่งตักอีกฝ่าย ค่อย ๆ โน้มใบหน้าเข้าหา ใกล้ชิดจนลมหายใจร้อนเรี่ยใบหู หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ายวนแผ่วเบา “ท่านพี่ต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ”
“เจ้ารู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือว่าข้าชอบสิ่งใดยิ่งนัก”
ผู้เป็นภรรยายิ้มกว้างแล้วหอมแก้มเขา “ขอบคุณเจ้าค่ะ” พลางทำท่าสนใจของขวัญมากกว่าจนสัมผัสได้ว่าใครบางคนทำหน้ามุ่ยเพราะอยากได้อะไรที่มากกว่านั้นจึงเอ่ยถาม “ไม่พอหรือ...”
จู่ ๆ มือหนาของรองแม่ทัพแตะต้นขาของภรรยา ค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้นมาอย่างแผ่วเบาราวกับเล่นใบ้คำจนมู่หรงเซียวกลั้นหัวเราะแล้วบอกว่า “ท่านพี่… ช่วยทะนุถนอมข้าด้วยนะเจ้าคะ”