สายลมไม่สิ้นชื่อข้า(名隨風在)

    ตอนที่ 36 (ภาค 2): ลมหายใจใต้เปลวเพลิง

    ตอนที่ 36 (ภาค 2): ลมหายใจใต้เปลวเพลิง



    ยามเย็นที่เมืองหลวงอวิ๋นซ่าน แม้แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์กำลังลับฟ้า แต่ทั่วทั้งเมืองกลับสว่างด้วยแสงตะเกียงนับพันดวงที่ประดับตามตรอกซอกซอยเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเวียนมาถึง

    แต่เบื้องหลังรอยยิ้มของชาวเมือง
    เบื้องหลังบรรยากาศอันงดงามนั้น — เงาแห่งเปลวเพลิงบางสิ่งกำลังก่อร่างอย่างเงียบงัน

    ณ อาคารราชกิจส่วนกลางของอวิ๋นซ่าน เฟิงหมิงกำลังหารือกับขุนนางฝ่ายการคลังของแคว้น ขุนนางชราผู้นี้ชื่อว่า “กู้เหวินฮัว” เป็นข้าราชการเก่าแก่ที่ภักดีต่อแผ่นดินมาเกือบสี่ทศวรรษ

    “ท่านแม่ทัพ…เส้นทางการค้าระหว่างห้าภาคเริ่มส่งผลดีขึ้นแล้ว รายรับจากภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละเจ็ดในไตรมาสนี้”
    “แต่ในเวลาเดียวกัน ข้าพบว่ามีเงินจำนวนมากหายไปจากกองคลังเสมือนถูกเบี่ยงเส้นทาง”

    เฟิงหมิงขมวดคิ้วทันที

    “มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นฝีมือขุนนางภายในหรือไม่?”
    “หากเป็นเช่นนั้น พวกเรายังอยู่ในระยะปลอดภัยหรือไม่?”

    กู้เหวินฮัวส่ายศีรษะอย่างช้า ๆ

    “ไม่เพียงแต่ภายใน หากข้าคาดไม่ผิด…เงินเหล่านี้กำลังไหลออกไปยังแคว้นฉินอันผ่านบริษัทการค้าเอกชน”
    “มีเบื้องหลังบางอย่างกำลังถูกบ่มเพาะ”

    เฟิงหมิงหลุบตาลงด้วยความหนักใจ

    “การค้า กลายเป็นสงครามเสียแล้ว…”

    ⸻


    ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองซ่างเซิน เมืองหลวงของแคว้นฉินอัน
    เจ้าเมืองคนใหม่ชื่อ “อ๋องจงเฉียน” ผู้ครองอำนาจในนามแต่บงการแคว้นผ่านเครือข่ายใต้ดินของกลุ่ม “จันทร์เสี้ยว”

    เขายืนอยู่เบื้องหน้าผังแผ่นดินฉบับหนึ่งที่มีเส้นทางการค้าของเฟิงหมิงขีดเอาไว้อย่างละเอียด
    รอบตัวเขาเต็มไปด้วยเหล่านายทหารและขุนนางที่สวมอาภรณ์สีดำ ไร้ตราสัญลักษณ์ใดๆ

    “เฟิงหมิงไม่ใช่เพียงแม่ทัพ เขาคือผู้ก่อโครงสร้างใหม่ของโลก”
    “หากปล่อยให้โครงสร้างนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีเราควบคุม มันจะเป็นการยอมรับความพ่ายแพ้แต่ต้น”

    ขุนศึกประจำแคว้นฉินอันนามว่า “หวังซื่อไห่” กล่าวเสริมด้วยเสียงเหี้ยม

    “เรามีกองกำลังมากกว่าแคว้นเฟิงถึงห้าเท่า”
    “ข้าเพียงขอคำสั่งเดียว…จะบุกผ่านดินแดนชายแดนแล้วทำลายเมืองไป่เยวี่ยให้ราบคาแผ่นดิน!”

    แต่อ๋องจงเฉียนกลับยิ้มบาง ๆ และโบกมือช้า ๆ

    “มิใช่เวลานั้น…”
    “เราจะเริ่มจากในเงา…เมื่อพวกมันไว้วางใจในระบบ พวกมันจะไม่รู้เลยว่า ‘เหล็กกล้า’ จากข้างในมันกลวงแค่ไหน…”

    ⸻

    ในอวิ๋นซ่าน เฟิงหมิงเรียกขุนพลทั้งห้าและกุนซือทั้งสามเข้าประชุมลับอีกครั้ง
    ครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อวางแผนศึก แต่เพื่อสร้าง “กองกำลังพิเศษแห่งการป้องกันความมั่นคงภายใน”

    “เราอาจไม่สามารถป้องกันศัตรูทุกคนด้วยดาบหรือโล่”
    “แต่เราสามารถสร้างเกราะจากผู้คน — หากพวกเขารู้ว่าเราปกป้องอนาคตของพวกเขาจริง ๆ”

    หรงซูเหยาพยักหน้าช้า ๆ

    “เช่นนั้น เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษาในเขตชายแดนและเมืองรอง — สร้างรากฐานทางความคิดให้คนรุ่นใหม่”

    ลี่เสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ

    “และข้าจะขยายเครือข่ายข่าวกรองผ่านเครือผู้ค้าที่เดินทางระหว่างแคว้น…พ่อค้าไม่พูดเท็จต่อผู้จ่ายทอง”


    ณ ค่ายทหารชายแดนระหว่างแคว้นเฟิงและแคว้นจ้าวหง
    ขุนพล ซูจื่อเหวิน และ หม่าซื่ออิง ถูกส่งมาปราบโจรกลุ่มหนึ่งที่ซ่องสุมอยู่ใกล้พรมแดน — กลุ่มโจรนี้ไม่ใช่แค่กลุ่มก่อกวนธรรมดา แต่มีอาวุธระดับทหารของแคว้นฉินอันอยู่ในครอบครอง

    เมื่อซูจื่อเหวินสังเกตเห็นโลโก้รูปจันทร์เสี้ยวสลักบนดาบบางเล่ม
    สีหน้าของเขาเคร่งเครียบทันที

    “นั่นคือเครื่องหมายของกลุ่ม ‘เยี่ยนหลัว’…สายลับแห่งจันทร์เสี้ยวที่แฝงตัวอยู่ในทุกแคว้น”
    “ไม่ใช่แค่โจรธรรมดาแน่นอน”

    หม่าซื่ออิงหยิบดาบหนึ่งเล่มขึ้นมาพิจารณา แล้วกล่าวด้วยสายตาดุจเปลวเพลิง

    “หากกลุ่มนี้เคลื่อนไหวที่นี่ได้โดยไม่มีใครรู้แสดงว่าเครือข่ายของพวกมันแผ่เข้ามาลึกกว่าที่เราคิดไว้มาก…”

    การรบจบลงภายในชั่วคืน
    แต่ “ข่าว” ที่ถูกส่งกลับอวิ๋นซ่านสำคัญกว่าสิ่งใด

    ⸻

    ในห้องบัญชาการข่าวกรอง
    ลี่เสวียนเริ่มวางผังของ “การบั่นทอนกำลังศัตรูจากภายใน”
    โดยใช้การล่อซื้อสินค้าและกระตุ้นตลาดลับในเมืองชายแดนของแคว้นฉินอัน

    “เมื่อเงินทองเริ่มไหลผิดทิศ ผู้คนจะเริ่มตั้งคำถามกับผู้นำของตน”
    “พวกเราจะใช้พ่อค้า คนเร่ร่อน และช่างฝีมือ เป็นผู้ปลูกเมล็ดแห่งความไม่ไว้วางใจ”

    กลยุทธ์ของลี่เสวียนไม่ได้เน้นที่การทำลายทางกายภาพ แต่เป็นการใช้ “ข่าว” และ “กระแสสังคม” เป็นอาวุธ

    หรงซูเหยากล่าวเสริม

    “ในเวลาเดียวกัน เราจะสร้างโรงเรียนขึ้นในสามเมืองชายแดน ให้เด็ก ๆ ได้เรียนประวัติศาสตร์และความเป็นกลางแทนการชังกันตามคำโฆษณาชวนเชื่อ”

    เฟิงหมิงพยักหน้าช้า ๆ

    “หากสงครามเกิดขึ้นโดยไม่มีดาบ…พวกเราต้องเตรียมพร้อมทั้งป้องกันและตอบโต้ด้วยปัญญา”

    ⸻

    ณ หมู่บ้านเล็กชื่อ “ชิงจื่อ”
    เป็นหมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยถูกแคว้นฉินอันทำลายทิ้งในการศึกก่อนหน้านี้
    แต่บัดนี้ กำลังถูกฟื้นฟูขึ้นใหม่ภายใต้โครงการ “หมู่บ้านแห่งสายลม”

    เฟิงหมิงเดินไปตามถนนที่ยังไม่ปูอิฐเรียบร้อย เด็ก ๆ วิ่งเล่นข้างโรงเรียนชั่วคราวที่สร้างจากไม้สน
    หญิงชรานางหนึ่งก้มกราบแทบเท้าเขา พลางกล่าวทั้งน้ำตา

    “แม่ทัพ…ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้กลับมายืนที่นี่อีกในชีวิตนี้”
    “ขอบคุณที่ไม่ลืมคนธรรมดา”

    เฟิงหมิงช่วยพยุงนางขึ้นมา ก่อนกล่าวเพียงคำเดียว

    “ข้ายังเป็นคนธรรมดา…จึงไม่มีวันลืม”


    กลางดึกในเมืองชายแดน “ไป่เยวี่ย”
    ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างแคว้นเฟิงกับแคว้นฉินอัน บรรยากาศในเมืองเริ่มสั่นคลอน
    ข่าวลือเรื่องแคว้นเฟิงกำลังซ่องสุมกำลังเพื่อบุกยึดเมืองแพร่กระจายรวดเร็วราวไฟลามทุ่ง

    ผู้คนพากันปิดร้านค้า
    ขุนนางท้องถิ่นบางรายเริ่มเก็บข้าวของเตรียมหลบหนี

    ในหอประชุมลับใต้ดินของร้านน้ำชา
    มีชายสิบกว่าคนนั่งประชุมโดยไม่มีเครื่องแบบ — หนึ่งในนั้นคือ “เจ้าเมืองรอง” แห่งไป่เยวี่ย

    “ข่าวลือพวกนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเอง”
    “มีคนส่งเงินให้เด็กเร่ร่อนโพนทะนา ใส่ร้ายแคว้นเฟิงทั้งที่ไม่มีหลักฐาน”

    ชายอีกคนกล่าวแทรก

    “กลุ่มผู้ค้าเริ่มถอนทุนจากตลาดท้องถิ่น และหันไปซื้อสินค้าจากฉินอันแทน”
    “หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ เมืองเราจะพังเพราะความกลัว ไม่ใช่สงคราม”

    พวกเขาไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังทั้งหมด
    คือกลยุทธ์ “เปลวเพลิงที่มองไม่เห็น” ของแคว้นฉินอัน

    ⸻

    กลับมายังอวิ๋นซ่าน
    เฟิงหมิงเรียกประชุม “เสนาธิการใหญ่” และขุนพลห้าคนเพื่อกำหนดจุดยืนและวางท่าทีในสงครามที่กำลังใกล้เข้ามา

    หานอี้หลงขุนพลมือขวา กล่าวขึ้นก่อนใคร

    “นายท่าน…ข้าไม่เห็นด้วยกับการตั้งรับเงียบเช่นนี้อีกต่อไป”
    “การปล่อยให้ฉินอันขยับก่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เราเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนแน่นอน”

    กวนจิ้นอี้ที่ขึ้นมาจากทหารเดินเท้า พูดอย่างหนักแน่น

    “แม้ศัตรูยังไม่ลงมือ แต่รอยร้าวในใจผู้คนเริ่มก่อตัวแล้ว”
    “บางครั้ง การรบเพื่อหยุดศึก อาจต้องเริ่มจากเราก่อน”

    เฟิงหมิงมองทุกคนทีละคน
    แล้วกล่าวเสียงเรียบ แต่หนักแน่น

    “เราจะไม่เป็นผู้เริ่มศึก — แต่จะไม่มีวันยอมให้ศึกนั้นดับแสงของประชาชนเรา”
    “เตรียมกองทัพสายที่หนึ่งและสอง ประจำแนวชายแดน”
    “และส่งกุนซือหรงซูเหยาไปเจรจากับตัวแทนฉินอันครั้งสุดท้าย…”


    ริมแม่น้ำเยวี่ยซาน — แนวพรมแดนธรรมชาติระหว่างแคว้นเฟิงกับแคว้นฉินอัน
    กระโจมเจรจาถูกตั้งขึ้นกลางทุ่งโล่ง โดยมีทหารคุ้มกันทั้งสองฝั่งห่างกันไม่ถึงร้อยก้าว

    หรงซูเหยา กุนซือหญิงผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาแห่งแคว้นเฟิง
    นั่งอยู่ฝั่งหนึ่งในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินอ่อน
    เบื้องหน้าคือ “อ๋องจงเฉียน” แห่งแคว้นฉินอันที่เดินทางมาเจรจาด้วยตนเอง — หากแม้มาในนามเจรจา แต่แววตาของเขาไม่เคยสื่อถึงความปรารถนาสันติเลยแม้แต่น้อย

    “หรงซูเหยา…แคว้นเฟิงยังคิดว่าตนยิ่งใหญ่พอจะถือดาบไว้ในมือ แต่ไม่ใช้มันหรือ?”
    “ท่านแม่ทัพของพวกเจ้าคงลืมไปแล้วว่าโลกนี้เคารพเพียงเสียงของผู้มีดาบใหญ่กว่า”

    หรงซูเหยายิ้มบางอย่างสุขุม

    “มิใช่เราไม่กล้าชักดาบ…แต่เราเคารพในสิ่งที่อยู่หลังดาบ — ชีวิตของประชาชน”
    “ท่านอ๋อง หากยังมีหนทางร่วมเดิน เราจะไม่เลือกการนองเลือด”

    อ๋องจงเฉียนหัวเราะอย่างเย็นชา

    “แม่น้ำนี้…จะกลายเป็นสีแดงภายในฤดูใบไม้ร่วง”
    “เตรียมใจไว้ให้ดี — เพราะข้าไม่มาเพื่อฟังข้อเสนอใดทั้งสิ้น”

    เขาลุกจากที่นั่ง ทิ้งไว้เพียงคำตอบชัดเจนในใจของทั้งสองฝ่าย

    ⸻

    คืนวันนั้น ขณะที่หรงซูเหยาเดินทางกลับเมืองหลวง
    ลี่เสวียนรอรับที่ทางเข้าค่ายพร้อมรายงานพิเศษ

    “เราได้ข่าวจากสายลับว่าแคว้นฉินอันระดมทหารแอบเข้าชายแดนแล้ว”
    “เป้าหมายคือเมือง ‘อู๋หลาน’ เมืองหน้าด่านของเรา”

    เฟิงหมิงซึ่งยืนรออยู่ในเต็นท์บัญชาการ เอ่ยเพียงสั้น ๆ

    “เช่นนั้น…ก็ถึงเวลาตอบคำของพวกเขา”

    เสียงระฆังศึกดังขึ้นกลางคืน
    ทั่วค่ายทหารแห่งอวิ๋นซ่านตื่นตัว — กลิ่นไอของสงครามครั้งใหม่ กำลังจะเริ่มขึ้นภายใต้ลมหายใจของเปลวเพลิงที่มองไม่เห็น

    คล้ายกับเรื่องสายลมไม่สิ้นชื่อข้า(名隨風在) ที่คุณอ่าน