นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 38 อินจันทร์อีกครั้ง

             

            ตอนที่ 38 อินจันทร์อีกครั้ง

             

             

            หนึ่งอาทิตย์ผันผ่านหลังจากที่นิทานได้เข้ามาสู่เมืองหลวง เขาขนย้ายข้าวของเข้าสู่หอพักของหน่วยพิทักษ์เมือง เป็นสิทธิพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยหลัก แม้จะไม่มีคนอยู่มากนักเนื่องจากแต่ละคนมักอาศัยอยู่กับครอบครัว แต่ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี ห้องสะอาด มีอาหาร น้ำ และที่สำคัญ มันทำให้เขาประหยัดเงินได้มากขึ้น

             

            เงินเดือนเดือนแรกของเขาจะได้รับในอาทิตย์หน้า หลังการตกลงอย่างดุเดือดกว่า 2ชั่วโมงกับผู้พันลาลันตา เงินเดือนของนิทานก็ตกอยู่ที่ 35000ไกอา

             

            มากกว่าเดิมเกือบ 2เท่า!

             

            เพียงเขาคิดถึงเงินเดือนนับจากนี้ไปนิทานก็อดอมยิ้มไม่ได้

             

            รวมกับการที่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแสนแพงในเมืองหลวง นิทานจึงเริ่มหายใจหายคอคล่องขึ้นบ้าง

             

            วันนี้เป็นอีกวันที่เขาทำงานตัวเป็นเกลียว หน่วยพิทักษ์เมืองนั้นงานยุ่งอย่างที่ฟาง หมิงว่าเอาไว้ไม่มีผิด เขาต้องตรวจตราในเมือง รับข้อมูลการกระทำผิดผ่านสายต่าง ๆ เข้าร่วมการต่อสู้ ปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และอื่น ๆ

             

            ขณะที่นิทานกำลังเก็บของเตรียมกลับบ้านจากงานประจำวัน นภาที่นั่งโต๊ะใกล้เคียงพลันหันมาถาม

             

            "พรุ่งนี้เป็นวันหยุดนายแล้วนี่นิทาน นายมีแผนจะไปไหนรึยัง ชมเมืองหรือเดินเที่ยวมั้ยล่ะ ฉันพาไปดูร้านเด็ด ๆ ได้นะ หรือร้านที่มีลูกคุณหนูจากตระกูลต่าง ๆ ชอบมากันฉันก็แนะนำได้นะ" นภาฉีกยิ้มอย่างรู้กัน

             

            “นภา พึ่งอาทิตย์เดียวออกลายเลยรึไง” หัวหน้าเมย์ฉีกยิ้ม ตะโกนข้ามโต๊ะมา

             

            “ฉันไปด้วย ๆ” กีออนตะโกนข้ามมาจากอีกฝั่งอย่างรู้งาน

             

            “กีออน พรุ่งนี้นายกับฉันเข้าเวรเฝ้าหน่วยย่ะ อย่างหวังจะโดดเชียว” เสียงดุของคาซาดังขึ้น

             

            การโต้เถียงในบรรยากาศครึกครื้นนี้ช่างเป็นเสน่ห์ของหน่วย 3

             

            "พรุ่งนี้ผมว่าจะไปหาคนรู้จักหน่อยนะครับ" นิทานยิ้มแห้ง

             

            หากจะบอกว่านิทานไม่สนคงเป็นเรื่องโกหก แต่ภาระและเป้าหมายของเขาในตอนนี้ไม่เอื้อให้เขาใช้ชีวิตคู่ เขายังต้องคิดเรื่องงานประลองในอนาคต และหากแพ้ขึ้นมา เขาก็ต้องหาวิธีทำพิธีสลักคำครั้งที่ 2 วิธีอื่น

             

            ยังอีกยาวไกลนักกว่าเขาจะไปถึงจุดนั้น

             

            "โอ้ มีปัญหาเมื่อไหร่ก็มาหาได้ตลอดเลยนะ เดียวรุ่นพี่คนนี้จะพานายชมเมืองเอง" นภาขยิบตาให้อย่างรู้ใจ

             

            นิทานเพียงหัวเราะน้อย ๆ บอกลาทุกคนแล้วจึงเดินออกจากตึกพร้อมคีตา เสียงคุยเฮฮายังคงดังตามหลังเขามา

             

            --------------------------------------------------------------------------------------------------

             

            เช้าวันถัดมา วันนี้เป็นวันหยุดวันแรกของนิทาน ตอนแรกเขาคิดว่าอยากหาซื้อของใช้จำเป็นต่าง ๆ ให้ครบ จะได้ออกบ้านรอบเดียว พาคีตาไปเดินเล่น หาของอร่อย ๆ กิน แล้วจึงกลับมาขลุกตัวอยู่ในห้อง แต่เขายังมีธุระที่เขาต้องทำ

             

            นิทานเดินทางมาถึงหน้าเรือนหลังใหญ่บริเวณใกล้ใจกลางเมือง เรือนหลังนี้ช่างตัดกับบรรยากาศของใจกลางเมืองที่มีคนพลุกพล่าน เรือนหลังนี้เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ ดอกไม้หลากสี และหญ้าที่ตัดเรียบอย่างสวยงาม

             

            รอบเรือนล้อมด้วยรั้วขนาดใหญ่ พืชพันธุ์และไม้เถาต่างพันเลื้อยประตูอย่างแน่นหนา ราวกับเป็นปราการแห่งพันธุ์พืช

             

            เบื้องบนหัวประตูสลักสัญลักษณ์รูปดอกไม้ดอกหนึ่ง บานสะพรั่งอย่างงดงาม ปกคลุมพื้นที่ของตรา เพียงจ้องมองก็รู้สึกได้ถึงความสงบสุขุมอันงดงาม

             

            เรือนนี้คือที่ประทับของเจ้าพระยาอุทุมพร หนึ่งในเจ้าพระยา ขุนนางระดับสูงสุดที่เป็นรองเพียง 4 มหาตระกูลและราชวงศ์

             

            เมื่อนิทานมองเข้าไปในประตูใหญ่ของเรือน เหล่าชายฉกรรจ์หน้าดุหลายคนก็มองสวนมาที่นิทานกับคีตา ไม่นาน ชายฉกรรจ์ 2คนก็เดินมาทางพวกเขา

             

            ชายฉกรรจ์หน้าดุเหล่านี้ล้วนแต่งกายด้วยสีโทนม่วง ที่ปักอยู่บนอกคือตราตระกูลอุทุมพร

             

            "ขออภัยด้วยครับ ที่นี่เป็นเขตแดนของตระกูลอุทุมพรที่ได้รับพระราชทานมาจากองค์ราชินี ผู้ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้าครับ" ชายร่างใหญ่สวมชุดราชปะแตนกล่าว

             

            "รบกวนแจ้งให้คุณอินจันทร์ อุทุมพรทราบหน่อยครับ นิทานกับคีตาต้องการเข้าพบ ก่อนหน้านี้คุณอินจันทร์เขาบอกให้ผมมาพบเมื่อเข้าเมืองหลวง" นิทานพูดอย่างสุภาพ

             

            เหล่าทหารยามมองหน้ากันเล็กน้อยพลางลอบสำรวจนิทานและคีตาตั้งแต่หัวจรดหาง ผ่านไปสักพักจึงพยักหน้ารับทราบก่อนเดินกลับไปรวมกลุ่ม

             

            นิทานเห็นทหารยามนายหนึ่งหยิบวัตถุส่งข่าวขึ้นมาแนบปาก ผ่านไปชั่วครู่ของการสนทนา ทหารยามนายนั้นก็เดินกลับมาที่นิทาน

             

            "คุณชายเล็กรับทราบแล้วครับ โปรดตามกระผมเข้าสู่เรือน" ทหารยามพูดอย่างนอบน้อมพร้อมทั้งผายมือ

             

            ประตูบานใหญ่เปิดออก ภายในปรากฏสวนขนาดใหญ่สวยงาม ดอกไม้ต้นไม้ต่างเบ่งบานอย่างงดงามทั่วทุกหย่อมหญ้า หากก็ได้รับการตัดแต่งอย่างสวยงาม ไม่มากเกินจนดูรก หากก็ไม่น้อยเกินจนดูเหมือนเป็นเพียงไม้ตกแต่ง

             

            ลึกเข้าไปปรากฏเรือนขนาดใหญ่โตหลังหนึ่ง สถาปัตยกรรมนี้ประกอบขึ้นจากไม้และหินอย่างดี แม้จะมีไม้เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ หากความแข็งแรงทนทานกลับเหนือกว่าที่นิทานจินตนาการ เพียงแค่มอง เขาก็สัมผัสได้ถึงคุณภาพและความแข็งแกร่งของไม้ที่นำมาใช้ทำตัวเรือน

             

            เรือนหลังนี้แผ่กลิ่นอายแห่งชีวิตจำนวนมหาศาลออกมาอย่างต่อเนื่อง เพียงเข้าใกล้ตัวเรือนก็สัมผัสได้ถึงอากาศบริสุทธิ์ เขารู้สึกได้ว่าสารพิษและมลภาวะในอากาศบริเวณนี้น้อยจนน่าอัศจรรย์ใจ

             

            ไม้ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรือนเป็นไม้สีน้ำตาลอ่อน ลายไม้วิจิตรตระการตา ความหนาของไม้แม้ไม่มากมายนัก แต่นิทานรับรู้ได้ว่าแม้เขาจะใช้วัชระดาวตกเต็มพลังเรือนไม้หลังนี้ก็ไม่มีทางปรากฏความเสียหายใด ๆ

             

            เมื่อเข้าใกล้ยิ่งขึ้น นิทานพลันสังเกตเห็นว่าแก่นกลางของเรือนหลังนี้คือดอกอุทุมพรขนาดยักษ์ดอกหนึ่ง ดอกอุทุมพรดอกนี้สูงยิ่งกว่าหลังคาของเรือน ตัวก้านและใบแผ่ขยายปกคลุมตัวเรือน ส่วนลำต้นหลอมรวมเข้ากับเรือนกลายเป็นดั่งไม้ค้ำหลักของเรือนไม้ขนาดยักษ์เรือนนี้

             

            ยอดดอกเบ่งบานอย่างงดงามเหนือน่านฟ้าของเรือน มอบร่มเงาอันแสนปลอดภัยและอากาศบริสุทธิ์ไร้มลภาวะให้แก่ผู้อยู่อาศัย

             

            คีตาเงยหน้ามองดอกอุทุมพรอย่างตื่นตา หางสั่นไหวไปมาน้อย ๆ

             

            นิทาน นิทาน คีตาอยากแสดงอาณาเขต

             

            เสียงของคีตาดังขึ้นในกระแสจิตของนิทาน เพียงสิ้นเสียงกระแสจิต นิทานที่กำลังจะหัวเราะออกมาพลันขนลุกซู่เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตมุ่งร้าย

             

            จิตมุ่งร้ายนี้ทิ่มแทงเข้าสู่ดวงจิตของพวกเขาทั้งคู่ คีตาตกใจหางตั้งฟู เตรียมตัวเข้าสู่สภาวะต่อสู้

             

            นิทานหันหน้าไปตามจิตมุ่งร้าย แล้วจึงเห็นกลีบดอกขนาดยักษ์กลีบหนึ่งของดอกอุทุมพรหันมาทางนิทานและคีตา กลีบดอกสีเขียวสด กลีบนั้นพลันม้วนงอลงเล็กน้อย ชี้มาทางพวกเขาอย่างมุ่งร้าย

             

            สัมผัสได้ด้วยเหรอ หรือรู้สึกได้ถึงคีตา นิทานเหงื่อตก

             

            ห้ามเด็ดขาด! ดอกไม้ยักษ์นั่นตบฉันกับนายหายในทีเดียวแน่ นิทานรีบส่งสัญญาณเสียงทางจิตตอบกลับคีตาอย่างรีบร้อน

             

            นิทานไม่ได้ตกใจเกินเหตุแม้แต่น้อย ตั้งแต่แรกเขาก็เดาอยู่แล้วว่าดอกอุทุมพรดอกนี้สมควรแข็งแกร่งมาก แต่เมื่อจิตมุ่งร้ายส่งมาทางเขา เขาพลันรับรู้ทันทีว่าเขาประเมินมันต่ำไปมาก!

             

            แค่จิตมุ่งร้ายที่ส่งมานั่นก็แข็งแกร่งกว่าตาไกรไม่รู้กี่เท่าแล้ว!

             

            คีตาพลันสัมผัสได้ถึงกลีบดอกนั้นเช่นกัน เมื่อมันสัมผัสไอพลังที่ปล่อยออกมา มันพลันหดหาง กลายเป็นสงบเสงี่ยมเจียมตัวทันที

             

            นิทานและคีตาอดกลั้นความกังวล เดินผ่านโถงใหญ่อันหรูหราเข้าสู่ห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่งที่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับราคาแพงมากมาย รอบห้องรายล้อมด้วยรูปสลักรูปดอกไม้มากมายหลากหลายสายพันธุ์และขนาด

             

            วัตถุแกะสลักบางชิ้นถึงกับแผ่พลังอันน่าตื่นตกใจ เพียงมองดูก็สามารถคาดการณ์ถึงราคาได้

             

            บริเวณกลางห้อง เก้าอี้ขนาดใหญ่สานขึ้นจากเถาไม้และใบไม้วางหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางมีใบไม้ขนาดใหญ่งอกขึ้นมาจากพื้นไม้ เป็นดั่งโต๊ะน้ำชา

             

            "รบกวนรอสักครู่ครับ คุณชายเล็กจะมาถึงในอีกไม่นาน" ทหารยามค้อมคำนับอย่างสุภาพ ก่อนถอนตัวกลับไป ทหารยามผู้นี้ไม่ได้จากไปไหนไกล เพียงถอนตัวไปอยู่มุมห้อง ยืนอย่างสงบอยู่บริเวณนั้น

             

            เข้มงวดสุด ๆ เลยแฮะ นิทานคิด

             

            เพียงพวกเขานั่งลงไม่นาน เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้น ทหารยามผู้นั้นเปิดประตูให้ คนรับใช้จำนวนมากมายเข้ามาในห้อง ในมือเต็มไปด้วยขนมนมเนยที่ดูหรูหราราคาแพง พร้อมด้วยเครื่องดื่มกลิ่นหอมฟุ้ง

             

            ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองและอื่น ๆ อีกมากมายส่องประกายอย่างงดงาม

             

            คีตามองขนมบนโต๊ะตาเป็นประกาย มันหันหน้าไปทางนิทานเพื่อขออนุญาต หางส่ายไปมาอย่างอดทนอดกลั้น

             

            นิทานหยิบขนมมาชิมเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบวัตถุดิบภายในว่าไม่มีอะไรที่เป็นอันตรายต่อสุนัข แม้มันจะเป็นถึงผู้เรียนรู้ 4คำแล้ว เขาก็ยังคงเป็นห่วงมันอยู่ดี

             

            คีตาน้ำลายไหลย้อยขณะมองตามนิทานที่เคี้ยวขนมตุ้ย ๆ สีหน้าละห้อย

             

            สาวใช้คนหนึ่งพลันสังเกตเห็นท่าทางอันน่ารักของคีตาแล้วจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ

             

            "เมื่อแขกมาพร้อมกับสัตว์คู่หู ทางเราจะเลือกขนมที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติคุณภาพสูงที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของสัตว์ค่ะ แม้แต่ส่วนประกอบก็เป็นสมบัติตามธรรมชาติ สามารถรับประทานได้อย่างไร้กังวลค่ะ" สาวใช้กล่าวอย่างยิ้มแย้ม

             

            นิทานพลันหัวเราะบางเบา กล่าวขอบคุณสาวใช้ผู้นั้นอย่างสุภาพ พลางหยิบทองหยอดชิ้นใหญ่ที่สุดยื่นให้แก่คีตา

             

            คีตาคาบทองหยอดชิ้นนั้นเข้าปากพลางบรรจงกัดเข้าไปครึ่งชิ้น นอนลงเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข

             

            รสหวานของทองหยอดกระจายไปทั่วปาก กลิ่นหอมหวานของดอกมะลิอบอวล คีตาเคี้ยวขนมชิ้นใหญ่เต็มปาก สีหน้าเคลิบเคลิ้ม

             

            มาเยี่ยมอินจันทร์บ่อย ๆ ก็ดีเหมือนกันนะ นิทานคิด

             

            ผ่านไปเพียงชั่วครู่ ร่างเล็กของอินจันทร์ก็เดินเข้าประตูมาพร้อมรอยยิ้ม ทางด้านข้างปรากฏตาไกรที่เปิดประตูให้แก่อินจันทร์ ทั้งสองยังคงดูสง่าราศี ให้ความรู้สึกของลูกหลานตระกูลชั้นสูงเช่นเคย แต่อินจันทร์แต่งกายต่างจากเดิม ในครั้งนี้เขาใส่ชุดสีม่วงอ่อนอันสวยงาม ประดับไปด้วยเครื่องแต่งกายลายดอกไม้มากมาย

             

            เมื่อเห็นอินจันทร์ นิทานจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับรับไหว้อย่างมีมารยาท

             

            "ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับพี่นิทาน นั่งลงกินขนมกันก่อนเถอะครับ อร่อยมากเลยนะ" อินจันทร์ทิ้งตัวนั่งลง หยิบฝอยทองบนโต๊ะเข้าปาก

             

            เมื่ออินจันทร์นั่งลง ตาไกรที่อยู่ด้านหลังพลันถอยตัวไปยืนหลังเก้าอี้เช่นเคย ตาไกรหันหน้ามาพยักหน้าให้นิทานเล็กน้อย แม้จะยังสีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์เช่นเคย หากในปัจจุบันนี้ไร้ซึ่งวี่แววแห่งการดูหมิ่นเหยียดหยามอีกต่อไป

             

            "สวัสดีครับ น้องอินทร์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ" นิทานยิ้มทักทาย

             

            "ยังไม่ถึงเดือนเลยนะครับพี่นิทาน" อินจันทร์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

             

            “ผมเคยได้ยินเรื่องความสวยงามของเรือนตระกูลอุทุมพรมาบ้าง แต่พอมาเยือนจริงถึงได้รู้ว่าที่เขาพูดถึงนั้นห่างไกลจากเรือนจริง ๆ อีกมากครับ” นิทานยิ้ม

             

            “การตกแต่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่ตระกูลอุทุมพรของเราภูมิใจครับ ตระกูลของเรามักมีคำแห่งพลังเกี่ยวข้องกับพันธุ์พืชมาทุกยุคทุกสมัย เหล่าดอกไม้และพืชพันธุ์จึงเป็นดั่งเทพพิทักษ์ของเรา” อินจันทร์หัวเราะ

             

            "ตกลงย้ายเข้าเมืองหลวงเป็นการถาวรแล้วใช่มั้ยครับ เยี่ยมยอดเลยครับ คนระดับพี่นิทานสมควรขึ้นสู่เวทีที่ใหญ่กว่าเมืองชายแดน"    อินจันทร์ยังคงคุยกับนิทานด้วยสายตานับถือเช่นเคย ชวนให้เหล่าทหารยามและคนรับใช้เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ

             

            "ผมย้ายเข้ามาได้สัปดาห์หนึ่งได้แล้วล่ะครับ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่หน่วยพิทักษ์เมือง" นิทานตอบกลับ

             

            "แล้วเป็นยังไงบ้างครับ เริ่มชินกับชีวิตในเมืองหลวงรึยัง" อินจันทร์ชวนพูดคุยสัพเพเหระ

             

            อินจันทร์นั้นไม่ตกใจใด ๆ กับตำแหน่งหน้าที่ของนิทาน ด้วยฝีมือของนิทาน การเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์เมืองย่อมไม่ใช่ปัญหาใด ๆ

             

            หากว่ากันตามตรงแล้ว อินจันทร์อยากได้ตัวนิทานเข้าตระกูลมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้พิทักษ์ส่วนตัวของเขาหรือสำหรับชนรุ่นหลังในตระกูล การได้ตัวนิทานเข้าร่วมตระกูลนั้นคุ้มค่าเสมอ

             

            "ก็พอได้ครับ แต่คนเยอะมากเลย แถมออกนอกเมืองก็ลำบากด้วย ปกติผมเข้าป่าสัปดาห์ละหลาย ๆ วัน การอยู่ในเมืองตลอดเวลาเลยไม่ค่อยชินเลยครับ" นิทานกล่าวติดตลก

             

            ทั้ง 2 ยังคงคุยเรื่อยเปื่อยแลกเปลี่ยนกัน หลังกินขนมกันไปสักพัก อินจันทร์จึงหันไปมองเหล่าคนใช้และทหารยาม

             

            เมื่อทหารยามและคนใช้เห็นดังนั้น พวกเขาพลันพยักหน้ารับอย่างรู้งาน ค้อมตัวทำความเคารพก่อนทยอยออกจากห้องไป

             

            เพียงครู่เดียว ทหารยามและคนใช้จำนวนมากก็พลันเก็บข้าวของออกจากห้องอย่างรวดเร็ว

             

            หลังจากในห้องเหลือเพียง นิทาน คีตา อินจันทร์และตาไกรแล้ว อินจันทร์จึงกล่าวขึ้นมา บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

             

            ตาไกรที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันขยับเข้ามาใกล้อินจันทร์มากขึ้น

             

            "พี่นิทานมาคราวนี้คงไม่ได้มีเป้าหมายแค่ทักทายใช่มั้ยครับ" อินจันทร์พูดเสียงเบา

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน