เพียงคลายมือออกแรงยกก็กลับคืนมา ส่งมีดสั้นล่องลอยกลับไป‘เรียงแถว’อยู่ดังเดิม
ไป๋หยุนเฟยสัมผัสได้ถึงพลังธาตุอันพิสดารสุดจะบรรยายซึ่งห่อหุ้มอยู่โดยรอบมีดสั้นและวัตถุวิญญาณชิ้นอื่นๆที่ลอยอยู่ในอากาศมันเหลือบตาไปทางด้านขวาของห้องโดยไม่รู้ตัวจึงได้เห็นใบหน้าอันเรียบเฉยของผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งกำลังมองมา --- ต้องมีพลังถึงเพียงไหนจึงจะสามารถกระทำเช่นนี้ได้??
……
“ระดับไอเทม: ของวิเศษระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 2537”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 150 แต้ม”
……
“ระดับไอเทม: ของวิเศษระดับต่ำ”
“พลังป้องกัน: 2396”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 139 แต้ม”
……
“ระดับไอเทม: ของวิเศษระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 2865”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 185 แต้ม”
……
ผ่านไปชั่วก้านธูปไป๋หยุนเฟยก็สำรวจวัตถุวิญญาณที่อยู่รอบกายจนครบ เย่จือชิวที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับกำลังเลือกเฟ้นด้วยท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง
“ทั้งหมดเป็นของวิเศษระดับต่ำก็เท่ากับชั้นนภาระดับต่ำ... พลังโจมตีสูงสุดสองพันแปดร้อยหกสิบห้าหน่วย ถ้าเช่นนั้น...ของวิเศษระดับต่ำสมควรจะมีพลังโจมตีหรือพลังป้องกันอยู่ในช่วงสองพันถึงสามพันหน่วย...”ไป๋หยุนเฟยก้มหน้าเล็กน้อยโดยไม่มีทีท่าเร่งรีบจะเลือกวัตถุวิญญาณชิ้นใดเพียงใช้โอกาสนี้รวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษากระบวนการอัพเกรด
“ถ้าเช่นนั้นจะเลือกชิ้นไหนดี? อาวุธหรือว่าเครื่องป้องกัน?” เมื่อเงยหน้ามองดูวัตถุวิญญาณที่ลอยอยู่รอบกายไป๋หยุนเฟยก็มีทีท่าลังเล วัตถุวิญญาณเหล่านี้มีที่ถูกใจอยู่หลายชิ้นแต่กลับไม่มีชิ้นใดที่ทำให้มันรู้สึกว่าต้องครอบครองให้ได้ น่าลำบากใจนัก ---ช่างเลือกยากจริงๆ!
ระหว่างที่ยากจะตัดสินใจอยู่นั้นไป๋หยุนเฟยก็เหลือบไปด้านซ้ายโดยไม่ตั้งใจ แล้วจู่ๆแววตามันก็เป็นประกายพร้อมกับแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“นี่คือ...”
ไป๋หยุนเฟยหันกายเดินออกไปสองก้าวจากนั้นจึงยื่นมือขวาออกไปหยิบวัตถุวิญาณชิ้นนั้นมาไว้ในมือ
นี่เป็นถุงมือสีม่วงดำ
นี่เป็นถุงมือเปิดปลายนิ้วที่ให้สัมผัสอันอ่อนนุ่มเบาหวิวราวกับไม่ได้หยิบจับหลังจากที่สวมใส่บนมือขวาและพลิกมือพิจารณา ก็เห็นรูปดวงอาทิตย์ที่ถูกเพลิงสีแดงแผดเผาอยู่บนหลังฝ่ามือ
“ระดับไอเทม: ของวิเศษระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 2236”
“พลังป้องกัน: 2580”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 160 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยตกตะลึงตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะจากนั้นในใจก็บังเกิดคลื่นความตื่นเต้นทะลักขึ้นสูงจนเสียดฟ้า มันรีบพยายามระงับอารมณ์เอาไว้ไม่ให้แสดงออกมา
“เป็นเป็นไปได้อย่างไร... กลับมีทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันปรากฏขึ้นมาพร้อมกันในวัตถุวิญญาณชิ้นเดียว!!”
การค้นพบที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้จะไม่ให้มันตื่นเต้นได้หรือ?!
ที่ผ่านมาไป๋หยุนเฟยพบพานแต่วัตถุวิญญาณที่แสดงเพียงพลังโจมตีหรือไม่ก็พลังป้องกันอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นวัตถุวิญญาณที่แสดงค่าพลังทั้งสองชนิดพร้อมกันมันกลับไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ที่จริงแล้ววัตถุวิญญาณที่แสดงเพียงพลังโจมตี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีพลังป้องกันอย่างเช่น ดาบใหญ่เล่มหนึ่งเมื่อฟาดฟันลงไปก็จะมีพลังโจมตีแต่เมื่อเผชิญกับมีดบินก็สามารถใช้ดาบป้องกันได้ เช่นนี้จึงถือว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันด้วยหลักการเดียวกันนี้ โล่ป้องกันที่แสดงเพียงพลังป้องกัน แต่เมื่อใช้ทุบคนก็ถือว่ามีคุณสมบัติในการโจมตีเช่นกัน
แต่สำหรับกระบวนการอัพเกรดแล้วสิ่งของทั้งหลายจะแสดงเพียงคุณสมบัติที่‘สำคัญ’เท่านั้น --- อาวุธแสดงพลังโจมตีเครื่องป้องกันแสดงพลังป้องกัน
แต่ในวันนี้ถุงมือนี้กลับแสดงทั้งพลังโจมตีและป้องกัน!นั่นก็แสดงว่า กระบวนการอัพเกรดตัดสินแล้วว่าวัตถุวิญญาณนี้คุณสมบัติในการโจมตีและป้องกันมีความสำคัญเท่าเทียมกัน!!
หากว่าเป็นถุงมือทั่วไปแล้วสมควรจะแสดงเพียงพลังป้องกันจึงจะถูกแต่ถุงมือสีม่วงดำนี้กลับแสดงพลังโจมตีออกมาด้วย ก็หมายความว่า หากอยู่ในสถานการณ์พิเศษบางอย่างมันก็จะสามารถใช้โจมตีด้วยพลังในระดับของวิเศษได้!
ไม่มีอาการลังเลแม้แต่น้อยไป๋หยุนเฟยตัดสินใจแล้ว --- ข้าเลือกมัน!
เมื่อตัดสินใจได้มันก็ไม่เหลือบแลวัตถุวิญญาณชิ้นอื่นอีกไป๋หยุนเฟยรั้งสายตากลับพร้อมกับถอนหายใจแผ่วเบาขณะเดียวกันดวงตามันก็ฉายแววตื่นเต้นยินดีออกมา
ยามสัมผัสด้านหลังของถุงมือที่ราวกับมีดวงอาทิตย์ร้อนแรงแผดเผาอยู่ไป๋หยุนเฟยก็ตัดสินใจเลือกชื่อมันได้แล้ว --- ‘ถุงมือแผดสุริยัน’!
ยามเมื่อหันไปมองเย่จือชิวก็เห็นอีกฝ่ายกำลังมองดูกระบี่ยาวประมาณสามเชียะสองเล่มตรงหน้าด้วยสีหน้าลังเล
“จือชิวเป็นอย่างไรแล้ว?” หลังจากไป๋หยุนเฟยเดินไปถึงข้างกายอีกฝ่าย ก็เอ่ยถามเสียงค่อย
เย่จือชิวกล่าวอย่างอับจนปัญญา“สองเล่มนี้แตกต่างกันไม่มาก ข้าไม่ทราบจะเลือกเล่มไหน...”
ไป๋หยุนเฟยมองอย่างละเอียดก็พบว่ากระบี่ทั้งสองเล่มคล้ายคลึงกันอย่างยิ่งที่ต่างกันมีเพียงแค่แสงที่เปล่งออกมาเท่านั้น เล่มหนึ่งเป็นสีม่วงส่วนอีกเล่มเป็นสีน้ำเงิน มองจากภายนอกไม่อาจแยกแยะได้ว่าเล่มไหนมีพลังเหนือกว่า แม้แต่ใช้สัมผัสวิญญาณแผ่ออกไปตรวจสอบก็ยังไม่อาจบอกได้อย่างชัดเจน
แต่ว่าก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยได้ตรวจสอบกระบี่ทั้งสองเล่มนี้มาแล้วเล่มซ้ายมีพลังโจมตีสองพันห้าร้อยหกสิบเจ็ดส่วนเล่มขวาพลังโจมตีสองพันเจ็ดร้อยแปดสิบหก
“หากว่าไม่ต่างกันมากก็สุ่มเลือกมาสักเล่มเถอะ...” ไป๋หยุนเฟยยิ้มเล็กน้อย แม้ว่ามันจะกล่าวว่า‘สุ่ม’เลือกแต่สายตากลับจับจ้องไปที่กระบี่เล่มขวามือ
เย่จือชิวงงงันวูบจากนั้นจึงลอบยิ้มในใจ มันพยักหน้ากล่าวว่า “เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้นข้าเลือกเล่มนี้ก็แล้วกัน!”
เย่จือชิวยื่นมือหยิบกระบี่ที่เปล่งแสงสีน้ำเงินที่อยู่ด้านขวาลงมาจากนั้นทั้งสองจึงเดินกลับมาที่เบื้องหน้าโค่วฉางคงและคนอื่นๆ
ขณะมองดูวัตถุวิญญาณที่ทั้งสองเหลือกมาโค่วฉางคงและอีกสามคนก็เผยแววตาประหลาดใจแม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังพยักหน้าเล็กน้อยราวกับพอใจต่อการตัดสินใจของทั้งคู่
จากนั้นเห็นผู้อาวุโสใหญ่สะบัดมือ วัตถุวิญญาณที่ลอยอยู่ในอากาศหลายสิบชิ้นก็ขยับเบียดชิดกันก่อนจะลอยตามมือเข้าหาผู้อาวุโสใหญ่ยามที่ลอยเข้ามาถึงตรงหน้าห่างราวครึ่งวาก็หายวับไปไป๋หยุนเฟยสายตาแหลมคมจึงสังเกตเห็นว่าแหวนช่องมิติบนมือของผู้อาวุโสใหญ่เรืองแสงขึ้นแวบหนึ่งทั้งหมดน่าจะถูกเก็บเข้าสู่แหวนช่องมิติไปแล้ว
เพียงไม่นานวัตถุวิญญาณและแสงสีแดงที่กระจายอยู่ทั่วห้องก็หายไปหมดสิ้นห้องศิลาแห่งนี้จึงกลับมาว่างเปล่าดังเดิม
“พวกเจ้าทำได้ไม่เลว” โค่วฉางคงพยักหน้าชื่นชมขณะมองดูใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความยินดีของทั้งคู่ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในสำนักช่างประดิษฐ์ของข้า ศิษย์สายตรงและสายในทั้งหมดเมื่อบรรลุสู่ด่านภูตวิญญาณนั้น จะสามารถหลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวขึ้นได้แต่ว่าพวกเจ้าทั้งคู่ยามนี้เป็นภูตวิญญาณระดับปลาย จึงสูญเสียโอกาสนั้นไปแล้ว...”
ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบส่วนเย่จือชิวกลับแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาชั่วขณะนั้นไป๋หยุนเฟยก็พลันเข้าใจกระจ่างมิน่าเล่าคนส่วนใหญ่จึงมาร่วมทดสอบเข้าสำนักช่างประดิษฐ์ก่อนจะบรรลุถึงด่านวีรชนวิญญาณระดับปลายที่แท้ก็เพราะเหตุผลนี้เอง
แต่ว่ามันเคยได้ยินจากหงยินกล่าวว่าทวนเปลวอัคคีและปลอกแขนมีดเพลิงของตนมีลักษณะเช่นเดียวกับ‘วัตถุวิญญาณเฉพาะตัว’ของสำนักช่างประดิษฐ์ดังนั้นตั้งแต่ขึ้นเขามาไป๋หยุนเฟยจึงไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้มาก่อนเพราะเกรงจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย
“แต่ว่าพวกเจ้าอย่าได้เสียใจไปเพราะยังมีอีกหนึ่งโอกาส เฉพาะศิษย์สายตรงเช่นพวกเจ้าเท่านั้นจึงจะสามารถได้รับโอกาสอีกครั้งที่จะหลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวขึ้นมาได้!!”ประโยคถัดมาของโค่วฉางคงกลับสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิว
หงยินเคยกล่าวไว้ว่าวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวของสำนักช่างประดิษฐ์นั้นต้องสร้างในขณะที่เหยียบย่างเข้าสู่ด่านภูตวิญญาณ โดยอาศัยช่วงเวลาระหว่างการควบแน่นของพลังธาตุไฟเพียงครั้งเดียวนั้นผสานวิญญาณเข้ากับแก่นพลังธาตุไฟจากนั้นหลอมรวมเข้ากับวัตถุวิญญาณจนเกิดเป็นสายสัมพันธ์ขึ้นวัตถุวิญญาณที่ก่อเกิดสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับวิญญาณเจ้าของก็จะกลายเป็นวัตถุวิญญาณเฉพาะตัว
แต่ว่ายามนี้มันกับเย่จือชิวเป็นถึงภูตวิญญาณระดับปลายแล้วยังจะมีวิธีใดที่สามารถหลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวขึ้นมาได้อีก?