ย่างเข้าฤดูหนาวแล้วแต่ทั่วแผ่นดินมณฑลผิงชวนกลับยังไม่มีความหนาวเย็น วันนี้ดวงอาทิตย์ก็ยังสาดแสงแรงกล้าสายลมยังคงโชยพัด อากาศแจ่มใส่ท้องฟ้าปลอดโปร่งมองเห็นได้ไกลนับหมื่นลี้
ที่ใจกลางมณฑลผิงชวนมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งสูงตระหง่านเสียดฟ้าและที่น่าประหลาดยิ่งกว่าก็คือท้องฟ้าโดยรอบของภูเขาลูกนี้กลับปกคลุมไปด้วยเมฆสีแดงราวกับยอดเขากำลังสาดลำแสงสีแดงแผ่กระจายฉาบย้อมก้อนเมฆให้กลายเป็นสีแดง
ด้วยเหตุนี้ภูเขาลูกนี้จึงถูกเรียกว่าเขาชีเสีย(เขาเมฆแดง)และเขาชีเสียลูกนี้เองเป็นที่ตั้งของหนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งแผ่นดินสำนักช่างประดิษฐ์
และวันนี้ที่เชิงเขามีเงาร่างของกลุ่มคนมากมายชุมนุมอยู่ บ้างก็เป็นกลุ่มสองสามคนบ้างก็คนเดียว กำลังเดินขวักไขว่ตั้งแต่เนินเขายาวออกไปร่วมสองลี้ดูท่าแล้วคงมีจำนวนหลายพันคน
นี่ไม่ใช่ตลาดนัดนี่ไม่ใช่ศึกสงคราม และนี่ไม่ใช่งานเลี้ยงสังสรรค์นี่เป็นเพียงห้วงเวลาแห่งการรับศิษย์เข้าสู่สำนักช่างประดิษฐ์ที่ครึ่งปีจะเปิดหนึ่งครั้งเท่านั้น
แน่นอนว่ายามนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดรับสมัครแม้ว่าคนหลายพันนี้จะดูวุ่นวายอึกทึก แต่ก็เพียงเฉพาะคนที่อยู่รอบนอกไกลออกไปเท่านั้นส่วนพวกที่อยู่ใกล้เชิงเขากลับเงียบสงบ โดยเฉพาะในระยะห้าสิบวาด้านหน้ายิ่งสงบเรียบร้อยกลุ่มคนที่อยู่ด้านนอกไกลออกไปกับคนที่อยู่บริเวณนี้มองดูก็รู้ว่าแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแต่ละคนล้วนเคร่งขรึมจริงจัง น้อยครั้งที่จะเอ่ยปากพูดจาดูไปราวกับสามารถอดทนรอได้อย่างเยือกเย็น
ด้านหน้าของกลุ่มคนที่เชิงเขามีคนยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างองอาจขวางกั้นผู้คนกับภูเขาเอาไว้ทุกคนล้วนสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวรูปแบบเดียวกันและที่อกเสื้อด้านซ้ายมีตราสัญลักษณ์รูปลูกไฟที่ดูราวกับเปลวไฟจะขยับเคลื่อนไหวได้ภายในลูกไฟเป็นดาบยาวถูกเปลวเพลิงห่อหุ้มเอาไว้ แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าที่แท้กลับเป็นดาบยาวเล่มนั้นที่แผ่พลังออกมาเป็นลูกไฟดูแล้วช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนักกลุ่มคนด้านนอกเมื่อมองเห็นสัญลักษณ์นี้ก็ล้วนเผยสีหน้าอิจฉาเลื่อมใสออกมา ---นั่นคือสัญลักษณ์ของศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์
“ไฉนจึงยังไม่เริ่มอีกนี่ก็ใกล้จะยามเที่ยงแล้ว ข้ามารออยู่ที่นี่ถึงสามวันแล้วนะ!” ผู้ที่อยู่รอบนอกคนหนึ่งซึ่งเป็นชายไว้หนวดเครากำลังนั่งอยู่บนก้อนหินหลังจากเงยหน้ามองยอดเขาอันสูงตระหง่านก็เอ่ยปากบ่นขึ้น
“ท่านลุงอย่าเพิ่งบ่นข้าเองมารอที่นี่ตั้งแต่เมื่อห้าวันก่อนแล้วท่านคงจะไม่ได้มาสมัครเข้าสำนักช่างประดิษฐ์กระมัง?”เด็กหนุ่มสะพายถุงสัมภาระที่ยืนด้านข้างเอ่ยปากขึ้น
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรข้าเองยังรู้จักประมาณตน สำนักช่างประดิษฐ์มีกฎเกณฑ์รับสมัครข้อแรกก็คืออายุเกินยี่สิบห้าขึ้นไปไม่รับ ข้อนี้ทุกคนล้วนทราบดีครั้งนี้ข้าเพียงติดตามนายน้อยมา หากว่านายน้อยถูกรับเข้าสำนักช่างประดิษฐ์ต้องมีอนาคตอันสดใสแน่”
“โอ?ท่านก็ติดตามนายน้อยมาที่นี่? ข้าเองก็เช่นกันนายน้อยทั้งสองของข้าขณะนี้บรรลุด่านปัจเจกวิญญาณระดับกลางแล้วมีโอกาสอย่างสูงจะได้เข้าเป็นศิษย์” ผู้ที่แต่งกายคล้ายบ่าวไพร่เอ่ยแทรกขึ้น
“เพ้ย ปัจเจกวิญญาณระดับกลางแล้วอย่างไรหากไม่มีพรสวรรค์ธาตุไฟ ต่อให้เป็นวีรชนวิญญาณระดับปลายก็เปล่าประโยชน์!” ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบที่อยู่ด้านหน้าหันมายิ้มเยาะพร้อมกับกล่าวว่า“พวกเจ้าเหล่าตระกูลเล็กช่างไม่รู้ความ ข้าได้เชิญยอดฝีมือมาทดสอบดูแล้วตัวข้ามีพรสวรรค์ธาตุไฟในระดับสูงครั้งนี้ข้าต้องได้เข้าสำนักช่างประดิษฐ์อย่างแน่นอน!”
“โอ!นั่นไม่ใช่ลู่เหยินปิ่งแห่งเมืองหลานซานหรอกหรือ?พวกเจ้าตระกูลลู่กลายเป็นตระกูลใหญ่ไปตั้งแต่เมื่อใด? เจ้ามีพรสวรรค์ธาตุไฟ?ไฉนข้าจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน” น้ำเสียงประหลาดใจของชายหนุ่มที่ด้านหลังดังแว่วมาจากนั้นก็มีชายหนุ่มอายุราวยี่สิบในอาภรณ์หรูหราเดินเข้ามาพร้อมกับบริวารด้านหลังพลังของมันนับว่าไม่ต่ำทราม ถึงกับบรรลุด่านวีรชนวิญญาณระดับกลาง
“หลี่เจี้ยนหนาน!เด็กน้อยเจ้าก็มาด้วย? ข้าไม่มีพรสวรรค์ธาตุไฟ หรือว่าเจ้ามี?!”มองดูก็ทราบว่าลู่เหยินปิ่งกับหลี่เจี้ยนหนานเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน
“เฮอะ! อย่างน้อยก็ดีกว่าเจ้าที่บรรลุเพียงด่านปัจเจกวิญญาณระดับปลายย่อมมีความหวังมากกว่า!”
“แค่พลังสูงกว่าเล็กน้อยจะมีประโยชน์อันใด! เจ้าเชื่อว่า...”
“พอเถอะ พอเถอะท่านทั้งสองอย่าได้โต้เถียงกันอีกเลย...”
“……”
ถัดจากคนกลุ่มนั้นออกไป มีชายในอาภรณ์สีเทาสวมหมวกฟางนั่งอยู่บนยอดไม้ในปากคาบใบหญ้าเล็กๆกำลังมองมายังกลุ่มคนด้านล่างที่กำลังส่งเสียงโวยวาย
แม้จะอยู่ห่างไกลจากผู้อื่นไปบ้างแต่ผู้ที่อยู่ใกล้ที่สุดกลับไม่มีใครให้ความสนใจมันแม้แต่คนเดียวราวกับไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของมัน
คนผู้นี้คือไป๋หยุนเฟย
มันออกจากเทือกเขาแห่งนั้นมาเมื่อราวหนึ่งเดือนที่แล้วหลังจากมาถึงมณฑลผิงชวนก็เร่งรุดเดินทางโดยไม่หยุดพักเพื่อจะได้มาทันวันเปิดรับศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์ ระหว่างทางยังแวะสำรวจ‘ถ้ำลึกลับ’อีกสองแห่ง(ที่จริงเป็นเพราะมันหลงทางต่างหาก) ในที่สุดจึงค่อยมาถึงเมืองชีเหยียนที่อยู่ใกล้กับเขาชีเสียเมื่อสองวันก่อนหลังจากพักผ่อนที่นั่นหนึ่งคืนก็เร่งรุดเดินทางต่อมาที่นี่โชคดียังทันเวลาสามารถมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อเช้า
ยามที่มาถึงก็มองเห็นศีรษะผู้คนเรียงรายสลอนราวกับทะเลมนุษย์แต่เนื่องเพราะเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยจึงถือโอกาสพักผ่อนบนยอดไม้หลังจากตื่นมาก็พบว่ามีคนเพิ่มขึ้นมามากกว่าเดิมอีกไป๋หยุนเฟยกะดูเวลาก็คาดว่าใกล้จะถึงเวลาเปิดรับสมัครแล้วแต่ก็ไม่ได้ลงไปเบียดเสียดกับผู้คน เพียงนั่งสังเกตการณ์อยู่บนต้นไม้เท่านั้น
“ลู่เหรินปิ่ง(คนแปลกหน้า) หลี่เจี้ยนหนาน(ชายสารเลวแซ่หลี่)?ช่างตั้งชื่อได้วิเศษนัก*...”ไป๋หยุนเฟยริมฝีปากกระตุกก่อนจะรั้งสายตากลับมาจากคนกลุ่มดังกล่าว
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาไป๋หยุนเฟยก็พอจะได้ยินเงื่อนไขของสำนักช่างประดิษฐ์มาบ้าง นั่นก็คือ‘สามไม่รับ’ --- อายุเกินยี่สิบหน้าไม่รับ ด้อยพรสวรรค์ธาตุไฟไม่รับและด้อยพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ไม่รับ
สองข้อแรกยังไม่มีปัญหาแต่ข้อที่สามไป๋หยุนเฟยกลับไม่มั่นใจนักหากเอ่ยถึงการอัพเกรดมันสามารถกระทำได้เพียงพลิกฝ่ามือ แต่การอัพเกรดและการหลอมประดิษฐ์นั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แต่ไม่มั่นใจก็ส่วนไม่มั่นใจไป๋หยุนเฟยยังไม่ท้อถอยด้วยเรื่องแค่นี้มันใช้เวลาร่วมครึ่งปีเดินทางไกลนับพันลี้จึงมาถึงสำนักช่างประดิษฐ์ได้เพื่อจะได้ศึกษาวิชาการหลอมประดิษฐ์ เพื่อจะได้เข้มแข็งขึ้น ยามนี้เป้าหมายอยู่ใกล้แค่เอื้อมไม่ว่าจะอย่างไรมันก็จะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อเข้าสู่สำนักช่างประดิษฐ์ให้จงได้
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอย่างเงียบงันอยู่นั้นจู่ๆไป๋หยุนเฟยก็ตาเป็นประกายพร้อมกับร้องในใจว่า “มาแล้ว!”
ท่ามกลางผู้คนหลายพันที่เนินเขาชีเสียปรากฏเหล่าศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์หลายสิบคนเดินออกมา ผู้ที่นำหน้าเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาท่วงท่าสง่างามยามที่ปรากฏตัวขึ้นบริเวณโดยรอบซึ่งเดิมทีมีเสียงพูดคุยแผ่วเบาก็เงียบลงอย่างกะทันหันแล้วความเงียบก็แพร่กระจายออกไปจนผู้คนหลายพันเงียบเสียงลงภายไม่ถึงอึดใจ จากนั้นทุกคนจึงพร้อมใจกันมองไปที่เชิงเขาเป็นสายตาเดียวผู้ที่อยู่ห่างไกลก็พยายามยืดคอเขย่งเท้าก็เพื่อจะสามารถมองเห็นเหตุการณ์ด้านหน้าได้
แต่สำหรับผู้ติดที่คอขวดของด่านภูตวิญญาณเช่นไป๋หยุนเฟยนั้นระยะห่างเพียงเท่านี้กลับไม่ได้สร้างปัญหาแต่อย่างใด ยามมองดูสถานการณ์ด้านหน้าไป๋หยุนเฟยก็เผยสีหน้าตื่นเต้นพร้อมกับร้องขึ้นในใจ “บรรพวิญญาณระดับปลาย! ร้ายกาจนักเพียงแค่แผ่กลิ่นอายพลังออกมาก็สามารถทำให้คนหลายพันรู้สึกกดดันได้!”
……
ชายหนุ่มที่นำหน้านั้นใช้สายตาเรียบเฉยกวาดมองไปโดยรอบแม้แต่ผู้ที่เป็นภูตวิญญาณที่ติดตามนายน้อยมานั้นก็ยังต้องเบือนหน้าหนีไม่กล้าสบสายตา
ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ที่ยืนด้านหลังเริ่มกระจายตัวออกเป็นสองแถวก่อนจะยื่นมือออกสะบัดคราหนึ่งแล้วโต๊ะยาวยี่สิบตัวก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าฝูงชนจากนั้นเหล่าศิษย์จึงเข้าไปจัดแจงวางข้าวของไว้บนโต๊ะ
“ทุกท่าน ข้าเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์มีนามว่าซ่งหลินการคัดเลือกศิษย์ครั้งนี้ข้าเป็นผู้รับผิดชอบการทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟ”ชายหนุ่มนามว่าซ่งหลินประสานมือคารวะพร้อมกับกล่าวต่อฝูงชนด้วยน้ำเสียงสุภาพแม้จะกล่าวไม่ดังเท่าใดแต่กลับสามารถส่งเสียงไกลหลายลี้เข้าหูของทุกคน “เชื่อว่าทุกท่านคงทราบเงื่อนไขการรับศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์ดีอายุเกินยี่สิบห้าสำนักเราไม่รับเข้าทดสอบหวังว่าจะไม่มีผู้ใดคิดจะเสี่ยงลอบสมัครเข้ามาการทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟนั้นง่ายดายอย่างยิ่ง สำนักเรามีอุปกรณ์พิเศษสำหรับทดสอบเพียงท่านวางมือลงบนอุปกรณ์พร้อมกับเพ่งจิตถึงมัน หากสว่างขึ้นก็ถือว่าสอบผ่าน”
ซ่งหลินชี้นิ้วไปยังโต๊ะที่ด้านหลังซึ่งวางเป็นระเบียบทั้งยี่สิบตัวบนโต๊ะแต่ละตัวมีกล่องสีดำทรงสี่เหลี่ยมวางอยู่โดยที่ฝั่งซ้ายของกล่องเป็นผลึกหินสีแดงขนาดเท่ากำปั้นฝังอยู่ส่วนอีกด้านเป็นที่ว่างพอให้วางฝ่ามือลงไปได้
“พวกเราจะไม่ทดสอบว่ามีพลังวิญญาณอยู่เท่าใดแต่จะทดสอบว่าพวกท่านมีความสอดคล้องกับธาตุไฟพียงใด ดังนั้นสำหรับท่านที่เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณแล้วนั้นไม่ต้องส่งพลังวิญญาณเข้าไปทำเช่นนั้นไม่มีผลอันใด”
ซ่งหลินกล่าวเตือนก่อนจะโบกมือกล่าวว่า“ถ้าเช่นนั้น เริ่มการทดสอบได้!”
----------------------------------------
(*) เป็นคำพ้องเสียงซึ่งใช้อักษรคนละตัวแต่ไป๋หยุนเฟยเข้าใจผิดไปเอง