ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    สังหารตระกูลหนาน

    บนยอดเขาเทียนเจียง

    เวลานี้กองกำลังทั้งหลายไม่ว่าจะเข้าร่วมการแข่งขันหรือมารับชม พวกเขาก็หาที่นั่งของตัวเองและนั่งประจำที่

    ไม่นานนักกองกำลังที่มีชื่อเสียงก็ค่อยๆปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสายตาของเหล่าเซียนทั้งหลาย

    ทันใดนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา 

    คนกลุ่มนี้มีเพียงแค่ห้าคน แต่กลิ่นอายของพวกเขาทำให้บรรยากาศรอบๆถึงกับหนักอึ้ง เพราะพวกเขาออร่าที่พวกเขาปลดปล่อยออกมานั้นเป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง

    ซึ่งผู้ที่เดินนำคนกลุ่มนี้ หนานหมิงและคนที่เคยอยู่ในโรงน้ำชาแห่งความฝันคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งก็คือเฟิงเสวี้ยนเจา บุตรชายของผู้นำตระกูลเฟิงแห่งเส้นทางเจียงหยาง

    ด้วยการมาถึงของเฟิงเสวี้ยนเจาทำให้กองกำลังทั้งหลายให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่ากองกำลังนี้ไม่ได้มาจากเส้นทางจิวหยางแต่น่าจะมาจากเส้นทางอื่นเสียมากกว่า

    ไม่นานนักกองกำลังที่แข็งแกร่งและทรงพลังไม่แพ้ตระกูลเฟิงก็ค่อยๆปรากฏตัวขึ้น โดยผู้นำของพวกเขาเกือบทั้งหมดจะเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางและขั้นปลาย 

    กองกำลังทั้งหลายในเส้นทางจิวหยางถึงกับแสดงสีหน้าจริงจัง เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้มาที่นี้ด้วยเรื่องอะไรกัน

    สำหรับตระกูลเฟิงและกองกำลังทั้งหลายดูเหมือนจะรู้จักกันด้วย เพราะพวกเขาทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่จะแยกย้ายกันไปที่นั่งของตัวเอง

    ผู้นำตระกูลจิวเองก็รู้จักกองกำลังส่วนมากเช่นกัน เพราะพวกเขาก็นับว่าเป็นกองกำลังที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเส้นทางอื่น แต่เพื่อความปลอดภัยผู้นำตระกูลจิวจึงได้สั่งให้คนของเขาเฝ้าระวังกองกำลังเหล่านั้นเอาไว้

    ไม่นานนักตระกูลหนานก็มาถึงยอดเขาเทียนเจียง

    ตระกูลหนานก็กลายเป็นเป้าสายตาของกองกำลังทั้งหมดในทันที 

    ในฐานะกองกำลังที่ลึกลับจู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้น ความแข็งแกร่งของพวกเขาสามารถสยบได้แม้กระทั้งตระกูลจิว แต่พวกเขาไม่คิดที่จะยึดครองพื้นที่ปกครอง ทำให้กองกำลังทั้งหลายรู้สึกสนใจและสงสัยว่าตระกูลหนานต้องการที่จะทำอะไรกันแน่

    หนานหมิงในฐานะรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงและความแข็งแกร่งในระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายก็กลายเป็นจุดสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะสตรีจำนวนมากที่จ้องมองไปยังหนานหมิงด้วยแววตาสนใจ ถ้าหากพวกนางสามารถสยบหนานหมิงได้ พวกนางก็เหมือนกับขึ้นสวรรค์เลยก็ได้ เพราะตระกูลหนานนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังอย่างมาก

    เพราะแบบนี้สตรีจำนวนมากจึงหมายปองหนานหมิงเป็นบุรุษของตัวเอง 

    กองกำลังจากเส้นทางอื่นพวกเขาก็มองมายังตระกูลหนานด้วยแววตาจริงจังและต้องการท้าทายอย่างเปิดเผย พวกเขารู้ข่าวแค่ว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งมาก แม้กระทั้งผู้คุ้มกันโลกของพวกเขาก็เป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ ทำให้กองกำลังต่างๆพากันสนใจตระกูลหนานเป็นอย่างมาก

    หนานหมิงเองก็มองไปยังสายตาทั้งหลายที่จ้องมองมายังตัวเขาและตระกูลหนานด้วยสายตาเรียบเฉย เพราะสำหรับเขาแล้วเขารู้สึกชินกับการถูกจ้องมองแบบนี้แล้ว

    เมื่อตระกูลหนานมาถึง ผู้นำตระกูลจิวก็ออกมาต้อนรับด้วยความเป็นกันเองก่อนที่จะพาตระกูลหนานไปยังที่พักที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้โดยเฉพาะ

    แน่นอนว่ากองกำลังทุกๆกองกำลังก็มีที่พักเป็นของตัวเองเช่นกันแม้ว่าจะไม่ดีเท่ากับของตระกูลหนานก็ตาม

    เวลานี้เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายก็ให้คำปรึกษากับศิษย์ของกองกำลังของตัวเองด้วยท่าทีจริงจัง

    โชคดีที่ที่พักของกองกำลังแต่ละแห่งมีค่ายกลเก็บเสียงทำให้ไม่มีเสียงพูดคุยของกองกำลังทั้งหลายที่กำลังพูดคุยกันอยู่หลุดออกมา

    ส่วนรอบนอกก็มีผู้ชมจำนวนมากที่เฝ้ารอคอยการแข่งขันอย่างตื่นเต้น โดยเฉพาะกับตระกูลหนานที่ตอนนี้กลายเป็นจุดสนใจของกองกำลังทั้งหลาย

    เนื่องจากการแข่งขันนี้จะมีภาพถ่ายจากภายในมิติพิเศษฉายออกมาที่ข้างนอกด้วย ทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ภายในมิติพิเศษได้อย่างดี เพราะแบบนี้ถ้าหากมีการโกงกันเกิดขึ้นผู้ชมที่อยู่ภายนอกก็จะรับรู้ได้ทันที

    หนานหมิงเองก็ได้พูดคุยกับรุ่นเยาว์ด้วยความมั่นใจ

    “ ข้าเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้าทุกๆคน แม้ว่าจะแพ้ก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง แม้ว่าภายในนั้นจะสามารถส่งพวกเจ้าออกมาจากมิติพิเศษได้ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังก็คือการไว้ใจ ภายในนั้นพวกเจ้าทั้งหมดห้ามไว้ใจใครนอกจากตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าจะมีใครที่สามารแปลงโฉมหรือปลอมตัวให้เหมือนกับพวกเจ้าเองได้ นอกจากนี้ข้าต้องการให้พวกเจ้าสร้างรหัสลับขึ้นมา และรหัสลับนี้จะต้องเปลื่ยนตลอดในทุกๆวันอีกด้วย ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    รุ่นเยาว์ของตระกูลหนานทั้งหมดก็ยิ้มอย่างมั่นใจเช่นกัน พวกเขาได้ตรวจสอบความแข็งแกร่งของกองกำลังอื่นๆแล้ว นอกจากสิบกองกำลังหลักที่มีชื่อเสียงที่สุด พวกเขาก็นับว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะพวกเขามีเซียนทองคำขั้นต้นมากกว่าสามคน ส่วนที่เหลือก็คือเซียนนภาขั้นสมบูรณ์ทั้งหมด 

    ทันใดนั้นก็มีเสียงสัญญาณดังขึ้นมาจากจุดที่พักของกองกำลังต่างๆ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งเค่อจะเริ่มการแข่งขันแล้ว

    หนานหมิงจึงให้หนานอวิ๋นซูที่เป็นผู้นำกลุ่มรุ่นเยาว์ทั้งหมดเป็นหัวหน้าทีมคอยบัญชาการ ส่วนจ้าวหรู่ซ่งรับหน้าที่เป็นกุนซือของทีมคอยวางแผนการณ์ต่างๆ

    ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนปรากฏตัวขึ้น เขาคือหัวหน้ากรรมการในการแข่งขันครั้งนี้ 

    จิวท้าย ได้อธิบายกฏต่างๆในการแข่งขันในครั้งนี้ให้กับทุกๆคนได้ฟัง

    ซึ่งกฏของการแข่งขันก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่เอาชนะหุ่นเชิดเพื่อเก็บคะแนน หรือไม่ก็ต่อสู้กันเองเพื่อแย่งชิงคะแนนของกองกำลังอื่น ส่วนสมบัติที่พวกเขาเก็บได้คือของพวกเขาไม่จำเป็นต้องเอามาคืน

    ไม่นานการแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น 

    โดยรุ่นเยาว์แต่ละกองกำลังจะถูกส่งไปยังสถานที่แตกต่างกันออกไปภายในมิติพิเศษแห่งนั้น

    ว่ากันว่าภายในมิติพิเศษแห่งนี้มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก ถึงขั้นที่ว่ามีขนาดเล็กกว่าโลกจิวหยางเพียงแค่หนึ่งในร้อยเท่านั้น 

    ในทุกการแข่งขันบางกำลังก็ไม่เคยเจอกันเลยจนกระทั้งพวกเขามาเจอกันหลังจากที่ออกมาจากมิติพิเศษแล้วก็ยังมี ซึ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตของมิติพิเศษแห่งนี้ได้อย่างดี

    เมื่อรุ่นเยาว์ทั้งหมดเข้าไปในมิติพิเศษภาพของรุ่นเยาว์ทั้งหมดในมิติพิเศษก็ถูกฉายขึ้นมาบนอากาศให้เหล่าผู้ชมได้รับชม 

    โดยหนึ่งกองกำลังจะมีกล้องจับอยู่สองตัวเท่านั้น

    ส่วนด้านข้างที่ฉายภาพก็จะมีป้ายบอกคะแนนแบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกๆคนสามารถรับรู้ได้ว่ากองกำลังไหนอยู่ที่เท่าไหร่

    หนานหมิงจ้องมองไปยังภาพฉายของตระกูลหนานพร้อมกับรอยยิ้มที่มั่นใจ

    การแข่งขันในครั้งนี้จะใช้เวลานานถึงสิบวัน เพราะแบบนี้ผู้ชมบางส่วนจึงไม่ได้มาในช่วงวันแรกๆแต่จะมาในช่วงสามวันสุดท้ายแทน

    หลังจากที่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ กองกำลังจำนวนมากก็เริ่มที่จะมีคะแนนกันแล้ว พวกเขาสังหารหุ่นเชิดระดับเซียนปฐพีหรือไม่ก็เซียนนภาได้อย่างรวดเร็ว

    สำหรับตระกูลหนาน พวกเขายังไม่ได้เคลื่อนไหว เพียงแค่สำหรับพื้นที่รอบๆอย่างละเอียดก่อนแล้วจึงรอให้จ้าวหรู่ซ่งเป็นคนออกคำสั่งฃ

    ภูมิประเทศที่ตระกูลหนานอยู่ก็คือ

    หลังจากที่จ้าวหรู่ซ่งได้รับข้อมูลที่เพียงพอแล้ว เขาก็ออกคำสั่งแรกคือการมุ่งหน้าไปยังยอดเขาสูงชันแห่งหนึ่งก่อน

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวัน

    เวลานี้คะแนนของรุ่นเยาว์ทั้งหมดก็ถูกแย่งออกเป็นสามส่วนได้แล้ว โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้นำ กลุ่มตรงกลางและกลุ่มรั้งท้าย

    โดยตอนนี้ผู้ที่มีคะแนนสูงที่สุดก็คือตระกูลหนาน พวกเขาสังหารหุ่นเชิดได้เป็นจำนวนมาก แม้กระทั้งหุ่นเชิดระดับเซียนทองคำขั้นปลายก็ยังถูกพวกเขาเอาชนะได้ง่ายๆ ทำให้ตอนนี้กองกำลังจำนวนมากต่างก็ให้การยอมรับรุ่นเยาว์ของตระกูลหนานแล้ว

    นอกจากนี้ในช่วงสามวันนี้ก็มีรุ่นเยาว์จำนวนมากที่ถูกคัดออกจากการแข่งขันเพราะอาการบาดเจ็บหรือแม้กระทั้งการปะทะกันเองของรุ่นเยาว์

    สำหรับรุ่นเยาว์กองกำลังอื่นเมื่อพวกเขาพบเจอกับรุุ่นเยาว์ของตระกูลหนาน สิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือหลบหนีไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะพวกเขากลัวที่จะถูกรุ่นเยาว์ของตระกูลหนานแย่งชิงคะแนนไป

    ซึ่งฉากแบบนี้แทบจะพบเห็นได้ทั่วไปถ้าหากรุ่นเยาว์จากกองกำลังที่อ่อนแอมาเจอกับรุ่นเยาว์ของกองกำลังที่แข็งแกร่งกว่า

    เวลาเดียวกัน ณ บ้านร้างแห่งหนึ่งในชานเมืองจิวหยาง

    คนกลุ่มหนึ่งที่สวมหน้ากากสีดำลวดลายแตกต่างกันหลายสิบคนกำลังนั่งล้อมรอบและพูดคุยกันด้วยสีหน้าจริงจัง

    “ แผนการณ์ที่พวกเราวางไว้ต้องห้ามผิดพลาดเป็นอันขาด! ” เสียงของบุรุษที่ดูจะมีอายุดังขึ้น เขาสวมหน้ากากลวดลายหัวกะโหลกสีทอง

    “ เข้าใจแล้วหัวหน้า ” เสียงของสตรีดังขึ้นจากหน้ากากลวดลายดอกกุหลาบสีแดง

    “ เช่นนั้นทุกๆคนก็เตรียมตัวให้พร้อมอีกหนึ่งชั่วยามพวกเราจะลงมือทันที ” หน้ากากหัวกะโหลกกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    ทุกๆคนในห้องต่างก็พยักหน้ารับ

    “ เพื่อองค์กรแสงทมิฬ! ” หน้ากากหัวกะโหลกกล่าวขึ้น 

    “ เพื่อองค์กรแสงทมิฬ! ” ทุกๆคนในห้องก็กล่าวตาม 

    หนึ่งชั่วยามต่อมา 

    ณ เทือกเขาเทียนเจียง

    เวลานี้ที่นั่งชมการแข่งขันของรุ่นเยาว์เส้นทางจิวหยางก็เนื่องแน่นไปด้วยผู้คน 

    เหล่ากองกำลังต่างๆก็มองดูการต่อสู้ของรุ่นเยาว์ของตัวเองด้วยความพึงพอใจ บ้างก็ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง

    หนานหมิงที่กำลังนั่งมองดูรุ่นเยาว์ของตระกูลหนานที่กำลังสังหารหุ่นเชิดระดับเซียนนภาหลายสิบตัวอย่างสบายๆ ด้วยแววตาพึงพอใจ

    ในขณะนั้นเอง หนานหมิงและยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากก็ลุกขึ้นยืนและมองไปยังบนท้องฟ้าด้วยแววตาจริงจัง

    ทันใดนั้นพื้นที่รอบๆเทือกเขาเทียนเจียงก็ปรากฏกลุ่มคนสวมชุดคลุมสีดำจำนวนมากกว่าร้อยคนลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า

     แถมด้านล่างก็มีคนที่สวมชุดคลุมสีดำปรากฏขึ้นพร้อมกับอาวุธในมือนับหมื่นคน ก่อนที่พวกมันจะเริ่มโจมตีใส่เหล่าผู้ชมทันที

    ทันใดนั้นหนึ่งในบรรดาคนที่สวมหน้ากากก็หยิบเอาลูกแก้วสีดำออกมาและบีบมันจนแตก

    จากนั้นม่านพลังสีดำก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับครอบคลุมหนึ่งในสามของเทือกเขาเทียนเจียงทันที

    หนานหมิงและยอดฝีมือทั้งหลายมองไปยังค่ายกลป้องกันด้วยแววตาจริงจัง พวกเขารู้ดีว่าค่ายกลนี้แข็งแกร่งอย่างมาก ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ก็ไม่สามารถทำลายค่ายกลป้องกันนี้ได้หรือก็คือค่ายกลป้องกันนี้เป็นค่ายกลระดับเซียนนิรันดร์

    “ พวกมันเป็นใครกัน!? ” 

    นี้คือคำถามที่ทุกๆคนคิด เพราะในบรรดาคนที่อยู่ที่นี้ไม่มีใครรู้้จักกับกองกำลังที่ปรากฏตัวขึ้นมา

    เพียงไม่นานการต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น 

    หนานหมิงและคนของเขามองไปยังกลุ่มคนที่อยู่บนท้องฟ้าด้วยความสนใจ เพราะพวกเขารู้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ยอดฝีมือธรรมดา เพราะในหมู่พวกมันมีแม้กระทั้งเซียนนิรันดร์ขั้นกลางอยู่ถึงสองคนและเซียนนิรันดร์ขั้นต้นอีกแปดคน แต่เพราะพวกมันปกปิดกลิ่นอายได้ดีทำให้ไม่มีใครในที่นี้นอกจากยอดฝีมือของตระกูลหนานที่รู้ว่าพวกมันมีเซียนนิรันดร์อยู่ถึงสิบคน

    สำหรับยอดฝีมือระดับนี้ไม่มีทางที่พวกมันจะเป็นคนของเส้นทางจิวหยางอย่างแน่นอน 

    ทันใดนั้นยอดฝีมือจำนวนมากก็ระเบิดพลังและเข้าไปต่อสู้กับกองกำลังลึกลับที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้น

    ส่วนทางด้านของยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจ้องมองไปยังบนท้องฟ้าพร้อมกับใบหน้าที่จริงจัง พวกเขาสัมผัสได้ว่ายอดฝีมือของศัตรูที่อยู่บนท้องฟ้านั้นเป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์เช่นกันและอย่างต่ำๆก็คือเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง 

    “ พวกเจ้าเป็นใคร?! ” จิวหยงอี้ซึ่งเป็นผู้นำตระกูลจิวก็ตะโกนถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังและกังวล

    “ พวกเราคืิอองค์กรแสงทมิฬ พวกเรามาที่นี้เพื่อทำลายเส้นทางจิวหยาง! ” หน้ากากดอกลิลลี่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ

    เมื่อได้ยินว่าพวกมันมาเพื่อทำลายเส้นทางจิวหยาง ยอดฝีมือจำนวนมากต่างก็แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวขึ้นมาแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะโจมตีพวกมัน เพราะพวกเขารู้ดีว่าบนท้องฟ้านั้นเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางขึ้นไป แต่พวกเขามียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์มีเพียงแค่สามสิบกว่าคนเท่านั้น ซึ่งส่วนมากก็เป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นเท่านั้น ทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะสร้างลงมืออย่างพลการ

    แม้กระทั้งผู้นำตระกูลจิวเองก็ยังไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไร เพราะเขาก็ไม่กล้ารับประกันว่าพวกมันจะมียอดฝีมือที่สูงกว่าเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่าจะต้องมีอย่างแน่นอน แต่ไม่รู้ว่ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกมันจะอยู่ในระดับไหนกันแน่

    ยอดฝีมือขององค์กรแสงทมิฬจ้องมองไปยังกลุ่มคนด้านล่างด้วยแววตาเย้ยหยัน ราวกับมองดูคนเบื้องล่างเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นเท่านั้น

    “ เอาแบบนี้แล้วกันข้าจะละเว้นพวกเจ้าทั้งหมด แต่พวกเจ้าต้องสังหารคนของตระกูลหนาน ไม่อย่างนั้นข้าจะถือว่าพวกเจ้าต้องการที่จะตายทั้งหมด ” หน้ากากจิ้งจอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์