บทที่ 12 การควบคุมมานา
ทันทีที่หน้าต่างภารกิจปรากฏขึ้นตรงหน้าผมก็แทบจะเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่จนต้องะเิความรู้สึกออกมาอย่างเหลืออด
“30 วัน! โอเค... ได้...จะเอาแบบนี้ใช่ไหม!”
ปกติผมไม่ใช่คนโกรธง่ายแต่สถานการณ์นี้มันเกินขีดจำกัดไปมากเ้าระบบเฮงซวยนี่ตั้งเงื่อนไขให้พวกเราเอาชีวิตรอดให้ได้ถึงหนึ่งเดือนเต็มทั้งที่ความจริงแค่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง พวกเราก็แทบจะล้มตายกันหมดอยู่แล้ว!
ถ้าผมได้เจอหน้าไอ้เฮงซวยคนไหนก็ตามที่ออกแบบระบบบ้านี่ล่ะก็ผมสาบานเลยว่าจะซัดมันให้ร่วงคามือ...
แต่ช่างเถอะยิ่งคิดไปก็ยิ่งเสียเวลาเปล่า บางทีระบบเฮงซวยนี่อาจจะกำลังอ่านใจผมอยู่ด้วยซ้ำเพราะงั้นไว้หาวิธีแก้ทางได้เมื่อไหร่ค่อยวางแผนเอาคืนแล้วกัน
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าคือเื่มานาผมตัดสินใจล้มตัวลงนอนกับพื้นแล้วมุดเข้าไปใต้ตู้ขบวนพื้นที่ตรงนี้เหมาะที่สุดเพราะผม้าสมาธิและไม่อยากตกเป็เป้าโจมตีระยะไกลจากสัตว์ร้ายในป่าถึงเราจะอยู่ห่างจากชายป่าพอสมควร แต่ในโลกนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
ผมหลับตาลง พยายามเปิดใช้งานสมาธิผมเคยเข้าสู่สภาวะนี้มาแล้วสองสามครั้ง จึงพอจะจำความรู้สึกตอนที่มันทำงานได้ดี
การสั่งให้มันทำงานตามใจนึกนั้นไม่ใช่เื่ง่ายแต่หลังจากผ่านไป 10 นาที ในที่สุดผมก็ทำสำเร็จแม้มันจะยังไม่ดิ่งลึกเท่าตอนที่อยู่ในใจกลางการต่อสู้แต่มันก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้น
ในขณะที่ประคองสมาธิไว้ผมเริ่มระลึกถึงความรู้สึกของสิ่งที่เชื่อว่าเป็มานามันคล้ายอะดรีนาลีนที่ไหลพล่านไปตามร่างกายเพื่อเสริมพละกำลัง
ผมเริ่มจดจ่อที่มือก่อนพลางสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อดิ่งลึกสู่ภวังค์สมาธิ การควบคุมมานาคืออะไรกันแน่?และต้องทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็ทักษะที่ใช้ได้จริง?
ผมสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งเสียงรอบข้างค่อยๆ เลือนหายไปจนเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นช้าและหนักแน่นจากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกซ่าๆ ที่ปลายนิ้ว มันลามขึ้นมาจนถึงข้อมือเป็ความรู้สึกเดียวกับตอนที่กำลังต่อสู้ไม่มีผิด
ผมฝืนบังคับจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นระรัวให้กลับมาสงบลงแล้วจดจ่อเพื่อทำความเข้าใจมันให้มากขึ้น
มันอธิบายยาก... ยากจริงๆ นั่นแหละในที่สุดผมก็เลิกใช้สมองสั่งการ แต่ปล่อยให้ร่างกายเป็ผู้นำทางแทนบางทีมันอาจจะเหมือนปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ตอนที่คุณคว้าของที่กำลังจะตกจากโต๊ะได้ทันท่วงทีนั่นแหละ
คุณจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นก็ต่อเมื่อถือของชิ้นนั้นไว้ในมือมั่นแล้วเท่านั้นผมจึงพยายามไม่คิดถึงมันมากนัก และเริ่มััมันด้วยสัญชาตญาณ
พอนึกถึงคำคมประเภท ปล่อยให้หัวใจนำทางหรือ ััมันจากจิติญญา มันก็ชวนให้ขำไม่ออกจริงๆแต่นาทีนี้ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ผมลองอีกครั้ง ความรู้สึกซ่าๆนั้นขยายวงกว้างลามไปถึงหัวไหล่ ผมทดลองกำหมัดดู ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่ผมรู้สึกว่ามือขวาแข็งแรงและหนักแน่นกว่ามือซ้ายอย่างเห็นได้ชัด
ผมขมวดคิ้วด้วยความฉงนพลางคิดในใจว่าถ้าพูดเื่นี้ออกไปคงโดนหัวเราะเยาะแน่และหวังว่าระบบนี่คงไม่ได้กำลังสตรีมความคิดบ้าๆ ของผมส่งไปที่ไหนหรอกนะ
แล้วมานานี่มันมาจากไหน?นั่นคือสิ่งที่ผมสงสัยที่สุด ผมมีค่าสถานะมานาแต่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ผมมีอวัยวะใหม่ที่ผลิตมันขึ้นมาหรือมันถูกเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งแล้วไหลเวียนมายังส่วนที่ผม้า?
ผมเริ่มกระบวนการนั้นอีกครั้งคราวนี้ผมทำให้ช้าลงกว่าเดิม เข้าสู่สมาธิแล้วปล่อยให้ร่างกายจัดการที่เหลือผมรู้สึกถึงพลังในมือขวา แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าต้นตอของมันคืออะไร ผมยกเลิก...ทำใหม่... อีกครั้ง... และอีกครั้ง...
หลังจากลองซ้ำไปยี่สิบกว่ารอบจนเริ่มมึนหัวแต่ในที่สุดผมก็ััมันได้!มันเป็เส้นใยบางเฉียบที่เชื่อมต่อระหว่างหัวใจกับมือของผม
อย่าบอกนะว่า...
ผมลองอีกรอบคราวนี้พุ่งเป้าไปที่หัวใจั้แ่เริ่ม แม้จะแทบััไม่ได้แต่มานาก่อตัวขึ้นที่นั่นจริงๆก่อนจะไหลกระจายไปตามเส้นเืหลายเส้นพร้อมกันเพื่อตรงไปยังมือ
ที่แท้มันก็เป็แบบนี้นี่เอง...ผมใช้เวลาอีก 30 นาทีในการจดจ่อเพื่อััและนำทางมันจนกระทั่งได้ยินเสียงแฮดวินเรียกชื่อ ผมถึงได้ถอนตัวจากสมาธิ
เมื่อออกจากสมาธิผมพบว่ามีทักษะใหม่แทรกอยู่ในรายการเดิมแถมทักษะที่มีอยู่ก่อนหน้ายังเลเวลอัปขึ้นอีกด้วย
[การรับรู้มานา เลเวล 1]
[การควบคุมมานา เลเวล 1 >เลเวล 2]
ผมมุดตัวออกมาจากใต้ตู้ขบวน แล้วยืดตัวขึ้นยืนนอกจากสายตาที่มองมาอย่างฉงนแล้ว แฮดวินก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรซึ่งปฏิกิริยานิ่งเฉยแบบนั้นกลับทำให้ผมรู้สึกวางตัวลำบากยิ่งกว่าเดิม
ให้ตายสิ ไอ้คนนิสัยเสียเอ๊ยผมนึกด่าเขาอยู่ในใจ
“สนใจจะไปสำรวจด้วยกันอีกรอบไหม?เดนี่กับโชอี้ก็จะไปเหมือนกันพอดีผมมีจุดหนึ่งที่อยากจะเช็กให้แน่ใจอีกหน่อย”
ผมคว้าข้าวของที่จำเป็แล้วพยักหน้าตกลงเดินตามเขาไปโดยไม่ปฏิเสธ
“ตอนที่สำรวจก่อนหน้านี้ผมสังเกตเห็นพื้นที่จุดหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็ทางลาดลงไป”
แฮดวินเริ่มอธิบายพลางนำทาง
“ถ้าเราโชคดี จุดนั้นอาจจะเป็หุบเขาและแถวนั้นก็น่าจะมีลำธารหรือแหล่งน้ำอยู่ด้วย”
พวกเราเดินไปหาอีกสองคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วทั้งคู่กระชับหอกสั้นที่ยึดมาจากพวกก็อบลินไว้ในมือ ก็นะในโลกที่คาดเดาอะไรไม่ได้แบบนี้ มีอาวุธที่พอจะใช้แทงได้สักชิ้นติดมือไว้ก็ยังอุ่นใจกว่าการต้องสู้ด้วยมือเปล่า
“แต่เราต้องระวังตัวให้มากเป็พิเศษนะ”
แฮดวินกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เพราะถ้ามีแหล่งน้ำโอกาสที่จะเจอสัตว์ป่า หรือ... ตัวอะไรอย่างอื่นที่อันตรายกว่านั้นก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย”
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆลานกว้างที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กๆ ก่อนจะถามขึ้น
“ไม่มีคนอื่นตามมาเพิ่มเลยเหรอครับ?”
คำตอบที่ผมได้รับกลับเป็เสียงหัวเราะเยาะอย่างดูแคลนจากเดนี่
“หึ... ไอ้พวกนั้นน่ะเหรอ?มัวแต่ยุ่งกับการนั่งกรีดร้องประสาทเสียทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนกร้องน่ะสิเลยไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาสักคน”
ซึ่งก็เป็คำตอบที่ไม่เหนือความคาดหมายสำหรับผมเท่าไหร่นัก
“มีเด็กหนุ่มสองสามคนอยากจะตามมาด้วยเหมือนกันแต่ผมปฏิเสธไป”
แฮดวินเสริมแทรกขึ้นมาระหว่างที่เดนี่กำลังพ่นคำดูถูกคนอื่นไม่ยอมหยุด
ผมพยายามเมินเสียงพึมพำบ่นของเดนี่ที่ดูจะรำคาญใจไปเสียทุกเื่พลางนึกเล่นๆ ว่าถ้าผมต้องทนฟังไอ้หมอนี่บ่นไปเรื่อยๆ ผมจะได้ทักษะใหม่ประเภทต้านทานการบ่น หรือ ทนทานต่อการพ่นน้ำลาย เลเวล 1 อะไรแบบนี้ไหมนะ?
หืม... ถ้าผมลองจดจ่อดูจริงๆมันก็อาจจะเป็ไปได้แฮะ
ในขณะที่ผมกำลังใช้เดนี่เป็ตัวช่วยฝึกสมาธิเพื่อหาทักษะใหม่โชอี้ก็กำลังร่ำลากับน้องสาวของเธออยู่ไม่ไกลเห็นได้ชัดว่าเธอเป็ห่วงน้องสาวมากแค่ไหน
ซึ่งไม่รู้ทำไม...ภาพความผูกพันที่บริสุทธิ์แบบนั้นกลับทำให้ผมแอบรู้สึกอิจฉาขึ้นมาในใจอย่างช่วยไม่ได้