“โอ่โถงมากไม่ต่างกับวิหารมีนเลย แต่มันดูเงียบเหงาสุด ๆ” เทพไทเบิกตากว้างเมื่อยืนอยู่หน้าวิหารกุมภ์ของจริง ทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดของเทพไท
ความยิ่งใหญ่ของวิหารกุมภ์ ดูจากภายนอกมันตัวอาคารของวิหารกุมภ์นั้นดูไม่ต่างกับวิหารมีนที่ได้รับการดูแลอย่างดี เนื่องจากวิหารมีนอยู่ภายในเขตพระราชวังแต่ก็เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปเยี่ยมชมได้
วิหารมีนได้รับการตกแต่งดูแลดั่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนวิหารกุมภ์เป็นดั่งสถานที่ท่องเที่ยวอย่างที่เก้าเคยบอกไว้ แม้ทั้งสองแห่งจะได้รับการดูแลอย่างดี แต่วิหารมีนมีการใช้งานอยู่ตลอด ต่างกับวิหารกุมภ์เมื่อไร้ผู้คนสนใจมาเยี่ยมชม มันก็ช่างดูว่างเปล่าและอ้างว้างเช่นนี้
“ไม่ วิหารมีนดูดีกว่าเยอะ” ดิเรกไม่มีทางยอมรับสิ่งอื่นว่าดีเทียบเคียงกับสิ่งที่อาณาจักรธารามีได้ ไม่มีใครสนใจที่จะโต้เถียงกับเขาในเรื่องนี้
“นี่พวกนภาไม่คิดจะมาดูดำดูดีที่นี่เลยเหรอ?” เทพไทงุนงงในเรื่องนี้อย่างมาก “หรือแม้กระทั่งศิขาเองก็ไม่วางทหารยามป้องกันที่นี่เลย แปลกดีจริง ๆ”
“ก็ถ้าตั้งอยู่ในสมมติฐานเดียวกับที่วสุธาที่ว่า กษาปณ์จักรราศีของทุกอาณาจักรถูกผนึกโดยอาคมอักขระ ก็ดูจะไม่น่าแปลกใจจริงไหม?” ดารินสวมวิญญาณนักวิชาการขึ้นมา “เมื่อเอาออกจากวิหารเพื่อไปใช้ช่วยทำสงครามไม่ได้ จึงไม่แปลกที่คนใหญ่คนโตจะไม่สนใจมันนัก และเมื่อไม่มีใครสนใจมัน แล้วไยเล่าศิขาจะต้องมาสนใจมัน”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันไม่ดูเงียบเกินไปเหรอครับ?” เทพไทดูยังกังวลอยู่ “นี่ถ้ามากันตอนกลางคืน ผมคงคิดว่าพวกเรากำลังมาบ้านผีสิงไปแล้ว”
“ก็จริงอย่างที่เธอว่า มันดูเงียบเกินไปจริง ๆ” ดารินก็ตระหนักได้เช่นกัน มันไร้ผู้คนราวกับเป็นสถานที่ต้องคำสาปที่ไม่มีผู้ใดกล้ามาเหยียบอย่างไรอย่างนั้น
“หรืออาจเป็นเพราะวิหารกุมภ์ถูกย้ายไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรหรือเปล่าครับ?” เก้าเสนอความคิด
“ว่าไงนะ?!” ดารินกับเทพไทร้องถามออกมาทันที “แสดงว่าที่นี่ไม่ใช่วิหารกุมภ์แล้วงั้นเหรอ?”
“ผมก็ไม่แน่ใจครับ ผมแค่ได้ยินคนอื่นเขาพูดถึงเท่านั้นครับ ตั้งแต่เกิดเรื่องผมก็ไม่เคยได้มาเหยียบที่นี่อีกเลย” เก้ารีบอธิบาย สีหน้าของเขาดูย่ำแย่ลงเมื่อพูดถึงเรื่องในอดีต “ขอโทษด้วยครับที่ไม่รีบบอกก่อนหน้านี้”
ดารินคว้าเก้ามาโอบไหล่เพื่อปลอบ เธอยิ้มให้อย่างอ่อนโยนขณะพูด “ไม่ใช่ความผิดเธอสักหน่อย เธอบอกเองนี่ว่าไม่ได้มาที่นี่ตั้งนานแล้ว”
“แสดงว่าเราจะได้ไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรนภากันหรือคะ?” ปลายฝนดูร่างเริงขึ้นมาทันที “ฉันไม่เคยไปมาก่อนเลย อยากไปเห็นจังว่าบ้านเมืองเขาเป็นยังไง”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ควรรีบไปกันเถอะครับ” ดิเรกพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “จะได้รีบทำภารกิจให้เสร็จจะได้รีบกลับกันเสียที นี่ก็เสียเวลากันมามากพอแล้ว ไม่รู้ที่วังเป็นเช่นไรบ้าง ผมรู้สึกใจคอไม่ดีเลย”
ดารินยังไม่ตอบทันที เธอหันไปถามอานนท์เพื่อขอความเห็น “อานนท์ เธอคิดว่าไง?”
เธอหวังจะได้คำตอบอะไรบางอย่างจากเขา เผื่อเขาจะรู้ข้อมูลอะไรมาบ้าง เธอหวังว่าเขาอาจจะมีพลังพิเศษชนิดที่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังของอสูรจักรราศีอะไรแบบนั้น แต่คำตอบที่เธอได้จากเขากลับเป็นเพียงคำว่า “แล้วแต่อาจารย์ครับ”
“ใน ๆ ก็มาถึงกันแล้ว แวะเข้าไปดูกันก่อนคงไม่เสียเวลามากหรอกมั้ง ฉันว่านะ” ในที่สุดดารินก็ตัดสินใจ
“อย่ามามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่เลยดีกว่าครับ” ดิเรกยังคงไม่เห็นด้วย เขาเสนออีกความคิดให้พิจารณา “หรือไม่ก็ทิ้งคนไว้แล้วค่อยตามพวกเราไปอีกทีดีกว่าครับ”
ทุกคนต่างเห็นด้วยกับความคิดของดิเรก แต่แล้วใครเล่าที่จะเป็นผู้ต้องเสียสละอยู่ที่นี่แล้วค่อยตามไปทีหลัง?
“ผมเสนออานนท์เลยครับ” เทพไทรีบเสนอทันที
“อานนท์ไม่มีลูกแก้วสื่อสารนะ เว้นแต่เธอจะยอมยกของเธอให้กับเขา” ดารินรีบปฏิเสธทันควัน เธอรู้สึกไม่อยากแยกจากอานนท์อีกแล้ว หากต้องไปลุยถึงในเมืองหลวงเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะต้องเจอกับทหารอีกมากมาย เธอไม่รู้ว่าอานนท์จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่เธอค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะต้องช่วยได้มากกว่าคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน
ในขณะที่ทุกคนกำลังหาข้อสรุปว่าใครจะต้องเป็นคนอยู่ที่นี่ จู่ ๆ เก้าก็ออกวิ่งเข้าไปในวิหารกุมภ์โดยไม่บอกใคร อานนท์เป็นอีกคนที่เดินตามเข้าไปในวิหารเช่นกัน
“นั่นนายไปจะไปไหน?” ปลายฝนถามขึ้นมา คำถามของเธอทำให้ทุกคนหันมาสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น