ตอนที่ 2 (8)
ในขณะที่เขานั่งอยู่บนรถ และกำลังขับรถออกไปจากประตูรั้วมหาวิทยาลัย หางตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างพอดี ก่อนที่เขาจะทันรู้ตัว ก็ได้จอดรถไว้ข้างถนน แล้วชะโงกศีรษะออกมามองไปโดยรอบ
แน่นอนว่า เขาเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง
“หร่วนจือหวน”
“คุณฉิน”
หร่วนจือหวนเพิ่งจะออกมาจากหัวใจกุหลาบสาวน้อย ตอนที่เขาเดินผ่านประตูรั้วมหาวิทยาลัยก็ได้เหลือบไปเห็นรถที่ดูหรูหรามากคันหนึ่ง และในขณะที่เขากำลังทอดถอนใจว่าต่อให้ตัวเองอยู่ในนรกนับพันปีก็คงไม่มีปัญญาซื้อรถแบบนี้ได้แน่นอนอยู่นั้น ตรงตำแหน่งคนขับก็พลันมีผีคุ้นเคยตนหนึ่ง ซึ่งเป็ผีที่ตัวเองต้องไปพบในทุกวันศุกร์ชะโงกหน้าออกมา
ฉินเฟิงพยักหน้าให้กับหร่วนจือหวน ก่อนที่จะแสดงท่าทีให้อีกฝ่ายลอยเข้ามาหาตัวเอง “ตอนนี้นายกำลังไปบ้านฉันเหรอ”
“ใช่ครับคุณฉิน วันนี้เป็วันศุกร์ ผมจะมาทำอาหารกับทำความสะอาดให้คุณ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นรถ ฉันเพิ่งจะเลิกงาน พอดีเลยจะได้กลับไปพร้อมกัน”
ั์ตาของหร่วนจือหวนเบิกกว้างเล็กน้อย แม้แต่่เวลาก่อนตาย รถยนต์หรูที่สุดที่เขาเคยนั่งก็ไม่แคล้วเป็แค่รถแท็กซี่เท่านั้น รถระดับสูงปานนี้ คิดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้นั่งหลังจากที่ตายแล้ว...เขาอ้าปากคิดอยากจะเอ่ยขอบคุณ แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นของที่ตัวเองถืออยู่ในมือ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อย พลางเอ่ยปฏิเสธ “ไม่เป็ไรครับ มือของผมถืออุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ด้วย เดี๋ยวมันจะทำรถของคุณเลอะเปล่าๆ”
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว” หร่วนจือหวนรู้กาลเทศะ แต่ว่าฉินเฟิงกลับไม่เข้าใจคำนี้เลย เขาแค่นเสียงเย็น ก่อนจะลอยลงจากรถแล้วเร่งให้อีกฝ่ายไปนั่งด้านหลังพลางเอ่ยว่า “หากทำสกปรกก็แค่ให้คนเผาเฟอร์รารี่คันใหม่มาให้ก็พอ จะกลัวอะไร”
ด้วยน้ำเสียงอันโอหังนั้นคล้ายกับว่าฉินเฟิงลอยขึ้นไปบนโลกมนุษย์เป็ระยะ แถมยังมีคนเป็รีบร้อนเผารถให้เขาอย่างกระตือรือร้นอีกด้วย เมื่อหร่วนจือหวนได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจอยู่เงียบๆ ดูจากสถานะิญญาร้ายของฉินเฟิงแล้ว ไม่มีอะไรให้น่าใเลยสักนิด กลับกันตัวเขายังต้องไปแย่งชิงสิ่งของที่คนใจดีเผาให้กับผีเร่ร่อนอยู่เลย ชีวิตผีช่างมีชะตาที่ต่างกันเหลือเกิน
“นั่งดีแล้วใช่ไหม”
“นั่งดีแล้วครับ”
หลังจากที่หร่วนจือหวนขึ้นนั่งบนรถแล้วเขาก็จัดอุปกรณ์ข้างกายอีกครั้ง แม้ฉินเฟิงจะพูดว่าสกปรกก็เปลี่ยนคันใหม่ได้ แต่เขาก็รู้สึกเกรงใจหากอีกฝ่ายต้องเปลี่ยนรถด้วยสาเหตุนั้น ดังนั้นจึงพยายามดึงข้าวของมาไว้ใกล้ตัวอย่างสุดความสามารถ
เงาร่างที่กำลังวุ่นวายของเขาสะท้อนผ่านกระจกมองหลัง ฉินเฟิงมองดูเงาผีที่เพิ่มขึ้นมาอีกร่างบนที่นั่งด้านหลังที่เคยว่างเปล่า ซึ่งั์ตาสีดำของเขาเปล่งประกายขึ้นมาอย่างพอใจ ความรู้สึกที่แค่เหลือบตามองก็สามารถเห็นหร่วนจือหวนได้เช่นนี้ นับว่าไม่เลวจริงๆ
ฉินเฟิงไม่มีความเคยชินชอบฟังเพลงในขณะขับรถ ส่วนนิสัยเยือกเย็นของเขาก็กำหนดไว้ว่าเขาจะไม่เป็ฝ่ายเปิดปากสนทนาก่อน ส่วนหร่วนจือหวนก็เข้าใจนิสัยข้อนี้ของฉินเฟิงได้เป็อย่างดี จึงทำให้ทุกครั้งที่กินข้าวด้วยกันเขาก็จะไม่พูดไม่จา ดังนั้นถึงตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างเงียบกันไปตลอดทาง ทว่ากลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด แต่มันให้ความรู้สึกที่สบายใจขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้
โอกาสที่จะได้นั่งรถของฉินเฟิงนั้นยากยิ่ง ดวงตาโตของหร่วนจือหวนมองไปรอบๆ อย่างประหลาดใจ ทว่าภายในรถกลับไม่ได้มีการตกแต่งใดๆ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงมองซ้ายทีขวาที และในที่สุดเขาก็เห็นฉินเฟิงที่สะท้อนอยู่ตรงกระจกมองหลัง
ฉินเฟิงที่กำลังทำหน้าที่พลขับมองตรงไปด้านหน้า สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยแบบที่เห็นจนเคยชิน ั์ตาสีดำสนิทนั้นดูอ้างว้างและไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ใต้สันจมูกสูงยาวคือริมฝีปากบางที่มีเืฝาด เขาว่ากันว่าผีที่ริมฝีปากบางนั้นล้วนไร้น้ำใจ และนิสัยตรงจุดนี้ฉินเฟิงเองก็ให้ความรู้สึกแบบนั้นท่วมท้นออกมาอยู่แล้ว
ป๋ายเจาหนานเป็พวกหลงตัวเองที่ชอบคนรูปงาม ดังนั้นหน้าตาของเลขาเขาเองก็ต้องดูสูงส่งไปด้วยเช่นกัน เมื่อองคพยพทั้งห้าของฉินเฟิงผนวกรวมกันแล้วมักจะให้ความรู้สึกดึงดูดเป็ที่สุด หากมิใช่เพราะฐานะของิญญาร้ายบวกกับความเ็าที่สามารถขับไล่ผีทุกตัวไปไกลกว่าพันลี้ได้ละก็ คงต้องมีผีจำนวนมากมายที่เอาแต่รบเร้าเขาทั้งวันเป็แน่
หร่วนจือหวนมองฉินเฟิง และเขาก็คล้ายสติหลุดโดยไม่รู้ตัว ตอนแรกก็เพียงแค่แอบมอง แต่ต่อมากลับยิ่งเริ่มเปลี่ยนเป็การเหม่อมองโดยไม่ปิดบัง อันที่จริงแล้ว นับั้แ่ตอนที่พนักงานทำความสะอาดรายนี้เหลือบมองมาที่เขา ฉินเฟิงก็รู้ตัวแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังแอบมองตัวเองอยู่ ทว่าเขายังคงรักษาสภาพจิตใจราวกับคนวางเบ็ดตกปลาที่ไม่ขยับเขยื้อน รอจนกระทั่งความสนใจของผีตัวนี้ล้วนมารวมกันที่ตัวเขาอย่างสิ้นเชิง เขาถึงยอมเอ่ยปากรั้งเบ็ดกลับมาอย่างกะทันหัน
“ฉันหล่อมากเลยเหรอ”
น้ำเสียงที่แฝงความหยอกล้อดังขึ้นภายในรถ เมื่อฉินเฟิงเหลือบตาขึ้น สายตาของเขาก็พลันประสานกับหร่วนจือหวนผ่านกระจกรถมองหลัง
“หืม”
หร่วนจือหวนชะงักไปครู่หนึ่งถึงตระหนักได้ว่าฉินเฟิงกำลังพูดอะไร เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ดูขี้เล่นจากอีกฝ่าย ใบหน้ารูปไข่ของเขาก็พลันแดงระเรื่อราวกับดอกพลับพลึงที่เบ่งบาน เขาเอ่ยคำพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น! ผม ผม...ผมไม่ได้แอบมอง...”
“หร่วนจือหวน ฉันพูดแล้วหรือว่านายแอบมองฉัน” ฉินเฟิงตัดบทอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี เมื่อเขามองดูหร่วนจือหวนที่มือไม้พันกันเป็พัลวันไปหมด ั์ตาสีดำสนิทนั้นพลันดูลึกล้ำขึ้นอย่างน่ากลัว
“ผมไม่ได้...” ถึงหร่วนจือหวนจะไม่ได้สารภาพออกมา แต่ผีตัวนี้ก็เขินจนกระทั่งใบหูเป็สีแดงไปหมด เขาที่ไม่กล้ามองฉินเฟิงจากกระจกหลังอีก พลางก้มหน้าลงอย่างรีบร้อนแสดงท่าทีว่ากำลังวุ่นวายอยู่กับการตรวจสอบอุปกรณ์ทำความสะอาด ทว่าพอค้นไปค้นมาเขาพลันคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองลืมเื่ที่สำคัญมากไปเื่หนึ่ง...ตามปรกติแล้วเขาจะต้องซื้อผักผลไม้ที่ตลาดจากศูนย์ใหญ่ของหัวใจกุหลาบสาวน้อย หลังจากนั้นค่อยตรงไปบ้านฉินเฟิง แต่ตอนนี้ตัวเขาอยู่บนรถแล้ว นี่เขาไม่ได้ะโข้ามขั้นตอนไปหรอกหรือ
“แย่แล้ว ผมไม่ได้ซื้อผัก!”