“ น้องหยางหลิวไม่จำเป็นต้องเก็บของพวกนี้ เดี๋ยวพี่กับชิงฉือจะล้างเอง ” ชิวหานพูดขึ้นมา เพื่อห้ามไม่ให้หยางหลิวล้างจาน
“ ถูกต้องแล้ว น้องหยางหลิวทำอาหารวันนี้สุดยอดมาก เรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นี้พวกพี่จะจัดการให้เอง ฉะนั้นน้องหยางหลิวกลับไปพักผ่อนเถอะ ” ชิงฉือก็พูดขึ้นมาบ้าง
“ ขอบคุณมากพี่ชิวหาน พี่ชิงฉือ ต้องรบกวนแล้ว ” หยางหลิวขอบคุณทั้งสองคน พร้อมกับเดินกลับไปยังห้องของตนตามจริงแล้วหยางหลิวไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยมากเท่าไหร่ เพียงแค่นั่งพักสักแป๊บก็พอให้หายเหนื่อยได้แล้ว แต่ทว่าในเขาก็ยังอยากพักผ่อนอยู่ดีจึงไม่ขัดข้องอะไร
“ ตื๊ด…ตื๊ด… ” ในระหว่างที่หยางหลิวกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องพัก ก็มีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นมา
หยางหลิวหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมา เขาพบว่ามีข้อความส่งมาถึงเขา“ เข้าใจแล้ว ” แน่นอนว่าเป็นข้อความของลู่เอินที่ส่งมาถึงเขา ทำให้หยางหลิวรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ลู่เอินตอบเขาเสียที เขาไม่รอช้ากดเบอร์โทรศัพท์เพื่อโทรไปยังลู่เอิน
“ ตื๊ด…ตื๊ด…ตู๊ดดดดด ” เพียงไม่นานที่หยางหลิวโทรไป สายที่เขากำลังโทรหาก็ถูกตัดหยางหลิวถึงกับงุนงง เขาจึงลองพยายามโทรหาเธออีกครั้งหนึ่ง
“ ตื๊ด…ตู๊ดดดดดด ” และเป็นอีกครั้งที่ลู่เอินกดตัดสาย
“ ไหงเป็นงี้ !? ” หยางหลิวอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา หรือเป็นเพราะเรื่องเมื่อวานทำให้เธอยังไม่หายโกรธ แต่หยางหลิวยังคงไม่ยอมแพ้ เขาเลยลองส่งข้อความไปหาลู่เอิน
“ ทำไมผมโทรไปหาเธอถึงไม่รับเลย ? ” หยางหลิวพิมพ์ข้อความและกดส่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เขาส่งข้อความออกไปเป็นเวลาเกือบห้านาทีแล้ว หยางหลิวก็ยังคงไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ กลับมา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมลู่เอินถึงทำแบบนี้ ?
จู่ ๆ ก็มีการแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และเป็นข้อความจากโทรศัพท์อีกเช่นเคย
“ โทษที ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ ” ลู่เอินตอบกลับข้อความหยางหลิว
“ อืม งั้นไม่กวนแล้ว สู้ ๆ นะ ” หยางหลิวพิมพ์ตอบ
ลู่เอิน : “ แล้วเจอกันที่ปักกิ่ง ”
“ ถ้าเธอมาถึงแล้วก็บอกฉันด้วยละกัน ” หยางหลิววางโทรศัพท์มือถือของเขาไว้บนโต๊ะ จากนั้นเขาก็นอนลงเช่นเดิม แต่ใบหน้าของเขาก็ถูกเติมเต็มด้วยความสุข ลู่เอินที่ตอนเด็กเขาคิดมาตลอดว่าเธอกับเขาคงไม่มีทางได้เดินเคียงคู่กัน ทว่าวันนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาก็จะฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามที่ขวางกั้นและเอาชนะใจลู่เอินให้ได้ !
ในเช้าวันถัดมาหยางหลิวตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เป็นเวลาเกือบ ๆ ตีห้า เขาเดินไปยังห้องครัวและเริ่มเตรียมอาหารสำหรับตัวเอง
ขณะเดียวกันลุงโจวซือก็เดินเข้ามาในห้องครัวและเริ่มพูดคุยกับหยางหลิว ลุงโจวในตอนนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติของตนเองใหม่หมด เพราะด้วยฝีมือของหยางหลิวนั้นมากมายเหลือล้น และด้วยเหตุนี้เขาก็เริ่มที่จะเอาใจหยางหลิวมากขึ้นรวมถึงเขาไม่พูดถึงเรื่องการไปสอบปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพีอีกต่อไป เนื่องจากเขารู้และเข้าใจแล้วว่าฝีมือของหยางหลิวนั้นสุดยอดอย่างแท้จริง
ลุงโจว : “ เมื่อวานเป็นไงบ้าง หลับสบายดีไหม ? ”
หยางหลิว : “ ครับลุงโจว ผมต้องขอบคุณลุงโจวมากจริง ๆ ที่ให้ผมทำงานที่นี่ ”
ลุงโจว : “ ขอบคงขอบคุณอะไรกัน เรื่องเล็กน้อย เทียบกับเธอที่เข้ามาช่วยเหลือร้านในตอนลำบากแล้วไม่นับเป็นอะไรได้ ”
“ ลุงโจวพูดเกินไปแล้ว ถ้าไม่มีผมร้านลุงโจวก็อยู่ได้สบาย ๆ อีกอย่างทั้งเชฟเจียงหนาน และเชฟลิ่วอูแต่ละคนต่างมีฝีมือไม่น้อย เมื่อวานถ้าไม่ได้เชฟทั้งสองมาช่วยผมคงลำบากเป็นแน่ ” หยางหลิวพูดจาถ่อมตน และกล่าวถึงเชฟรุ่นพี่ทั้งสองอย่างเคารพ
“ โฮะ..โฮะ ” ลุงโจวซือถึงกับหัวเราะเบา ๆ ออกมา หลานชายของเขานอกจากจะมีฝีมือด้านทำอาหารแล้ว การเข้าสังคมก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทั้งการวางตัว การถ่อมตน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญในสังคมนี้ แม้จะมีฝีมือเทียมชั้นฟ้า ทว่าก็ไม่ควรที่จะอวดอ้างยกยอตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น นี่ทำให้ลุงโจวประทับใจในตัวหลานของเขามากยิ่งขึ้นไปอีก
“ ลุงโจวครับ เมื่อวานยอดขายเราเป็นยังไงบ้างครับ ? ” หลังจากคุยกันมาสักพักหยางหลิวจึงถามเรื่องยอดขายเมื่อวานด้วยความกังวลและสงสัย
“ จริงสิ ! เมื่อวานเธอกลับไปนอนพักผ่อนก่อน ลุงเลยไม่ได้บอกเธอ มันน่าตกใจจริง ๆ ยอดขายเมื่อวานได้ไปราว ๆ หมื่นห้าหยวน นี่เป็นครั้งแรกของร้านเราเลยนะที่ได้เงินเยอะขนาดนี้ ถึงหักค่าวัตถุดิบกับค่าจ้างไปก็ยังได้กำไรเกือบแปดพันหยวนเลยทีเดียว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปลุงรับรองว่าเธอจะได้ค่าจ้างตามที่เธอเสนอมา รวมทั้งลุงจะให้เงินเพิ่มด้วยนะ ฮ่า ๆๆ ” ลุงโจวพูดถึงเรื่องเมื่อวานอย่างตื่นเต้นและมีความสุข เงินที่หยางหลิวขอนั้นถึงแม้จะมากสำหรับคนทั่วไป แต่มันก็มาจากความสามารถของหยางหลิวล้วน ๆ ถึงแม้หยางหลิวจะขอสักครึ่งหนึ่งจากกำไรทั้งหมด แน่นอนว่าลุงโจวก็ยังคงยินดีที่จะจ่ายให้ เพราะว่าเมื่อคำนวณเกี่ยวกับกำไรที่ลุงโจวจะได้รับในเดือนนี้ก็คงไม่ต่ำกว่าสองแสนหยวนเป็นอย่างน้อย
พอหยางหลิวได้ฟังลุงโจวพูด บนใบหน้าเขาก็เริ่มคลายกังวล และมีรอยยิ้มน้อย ๆ มาแทนที่หยางหลิวนั้นไม่ได้สงสัยในฝีมือด้านการทำอาหารของเขา แต่ที่เขาสงสัยคือจำนวนรายได้ที่เข้ามามากกว่า เพราะทั้งลุงโจวและเขาก็ค่อนข้างกังวลกับเรื่องนี้มากพอสมควร ช่วงนี้เป็นช่วงขาลงของลุงโจว ทำให้รายได้ถดถอยเป็นอย่างมาก แต่เพียงแค่หยางหลิวมาวันเดียว เขาก็สามารถทำกำไรได้เกือบทั้งเดือน ! ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาคลายกังวลมากขึ้น ทั้งตัวเขาและลุงโจวจะได้ไม่ต้องไปคิดมากเรื่องเงินอีกต่อไป
...
ในช่วงเวลาเกือบ 7โมงเช้า
ลูกค้าที่เคยกินอาหารฝีมือของหยางหลิวเมื่อวานก็กลับมาอีกครั้ง และไม่ใช่แค่นั้น พวกเขาเหล่านี้ยังพาครอบครัวของพวกเขามาอีกด้วย
ผู้จัดการหยานไห่ถึงกับตื่นตระหนกตกใจ ถ้าหากว่าลูกค้ามีจำนวนมากมายขนาดนี้กว่าลูกค้าจะได้กินพวกเขาคงอดตายก่อนเป็นแน่ โชคดีที่หยางหลิวนั้นคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้ก่อน เขาได้เตรียมอาหารจำนวนมากเผื่อลูกค้าจำนวนหลักร้อย และพนักงานสามารถตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟได้ในทันที
เหตุการณ์นี้สร้างความประทับใจให้กับหลาย ๆ คน ทั้งผู้จัดการหยานไห่ เชฟเจียงหนาน เชฟลิ่วอู ลุงโจวซือ รวมไปถึงลูกค้าด้วยเช่นกันการเตรียมความพร้อมที่จะบริการลูกค้าจำนวนมากขนาดนี้นับว่าสมบูรณ์แบบ ถึงแม้อาหารจะมีเพียง 3-4ชนิด แต่ก็ถือว่าเหมาะสมและเพียงพอ
แต่ในร้านอาหารด้านข้าง หรือแม้แต่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามกลับไม่ปรากฏความยินดี พวกเขาอดไม่ได้ที่จะอิจฉาร้านภัตตาคารโจวซือ ลูกค้าประจำของพวกเขาถูกดึงดูดไปยังร้านโจวซือเกือบทั้งหมด และยังมีข่าวคราวอีกว่าภัตตาคารโจวซือไม่สามารถอดทนที่จะตกต่ำต่อไปได้ จึงได้จ้างสุดยอดอัจฉริยะที่มีฝีมือเทียบเคียงกับปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี นั่นยิ่งทำให้พวกเขาแทบจะสาปแช่งร้านโจวซือให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
“ ตาแก่โจวซือช่างร้ายยิ่งนัก ฮึ่ม ! ”
“ ถึงขนาดลงทุนไปจ้างเชฟระดับนั้นมาเชียวรึ หน้าไม่อายจริง ๆ ”
“ ภัตตาคารที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงกลับปีนขึ้นมาจากหุบเหวได้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ ”
“ ไอ้แก่เจ้าเล่ห์ ”
เสียงด่าว่าร้ายลุงโจวซือไม่ใช่ใครที่ไหน พวกเขาต่างก็เป็นเจ้าของภัตตาคารที่อยู่ใกล้ ๆ กับภัตตาคารโจวซือนั่นเอง พวกเขาเป็นเจ้าของภัตตาคารก็จริงแต่ถ้าเทียบกับขนาดของร้านแล้วยังเล็กกว่าร้านโจวซืออยู่มาก แต่ที่พวกเขายังสามารถแข่งขันกับโจวซือได้เพราะว่าพวกเขาต่างก็มีเชฟระดับสี่ดาวเป็นเชฟหลัก แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับกลายเป็นตรงข้าม เชฟสี่ดาวมีหรือจะสามารถสู้กับปรมาจารย์แห่งแดนปฐพีได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาต่างจมอยู่ในความโกรธแค้น
แต่ในตอนนี้มีบุคคลหนึ่งที่ใช้สายตาเย็นชาส่องลงมาจากภัตตาคารที่ใหญ่กว่าภัตตาคารโจวซือเกือบสองเท่า คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาเป็นเถ้าแก่เซี่ยวนั่นเอง
“ เถ้าแก่ครับ เราจะจัดการพวกมันยังไงดีครับท่าน ” ชายวัยทำงานคนหนึ่งอายุยังไม่ถึงสี่สิบ เขาแต่งตัวด้วยชุดสีฟ้า มีลวดลายสวยงามประดับไว้ตามชุด เขาคือผู้จัดการหลิงเทียน
“ อืม… ฝีมือของเจ้าเด็กนั่นไม่ธรรมดา ตอนแรกกะว่าจะพามันเข้ามาทำงานที่นี่ แต่นึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นลูกหลานของไอ้แก่โจวซือ ฮึ่ม ! ” เถ้าเซี่ยวถึงกับคำรามออกมาเบา ๆ แผนการที่เขาวางไว้นั้นถูกตอกฝาโลงจนไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้
แม้ว่าพวกเขาไม่มีหยางหลิวทำงานอยู่ที่ร้านโจวซือ แต่นั่นก็เป็นการยากที่จะเปลี่ยนใจโจวซือ ในตอนแรกพวกเขากะจะค่อย ๆ บีบ และกดดันจนทำให้ร้านโจวซือนั้นล้มละลายเนื่องจากไม่สามารถหารายได้มาจ่ายพนักงานคนอื่น ๆ ต่อไปได้ แต่เหตุการณ์ในตอนนี้กลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่ฝีมือเด็กหนุ่มที่อายุไม่ถึงยี่สิบปีกลับสามารถเปลี่ยนดำเป็นขาว เปลี่ยนความมืดมนให้เป็นแสงสว่าง สร้างทางออกสำหรับปัญหาให้กับโจวซือได้สำเร็จ
“ ในเมื่อใช้ได้อ่อนผลไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่จะต้องใช้ไม้แข็ง ! ” สายตากราดเกรี้ยวคู่หนึ่งได้จ้องมองลงไปยังภัตตาคารโจวซือ