ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 40 แสดงพลังฌานยุทธ์อันแท้จริง

    บทที่ 40

    แสดงพลังฌานยุทธ์อันแท้จริง

     

            ท่านผอ.กุกกักขึ้นมาซะอย่างนั้นทำเอาผู้คนในอาคารพากันงุนงง แล้วหันมองปราณว่าเด็กน้อยมีอะไรผิดปกติหรือไม่?

             

            “ลำดับที่ 94ขะขะขะขะเขามีพลังฌานสะสะสะสัมบูรณ์ครับ!”

             

            ท่านผอ.พูดติดอ่างพาลเหงื่อซึมออกมา ทั้งห้องเงียบกริบ บรรยากาศกดดันแตกต่างจากเธียรธวัชหน้ามือเป็นหลังมือ

             

            หลายคนที่พอรู้เรื่องและเข้าใจก็เบิกตาโตเอามือปิดปาก หลายคนที่ยังไม่เข้าใจก็เริ่มซุบซิบ งุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

             

            จู่ๆท่านผอ.ก็กลายเป็นคนอึกอัก ไม่พูดสนุกสนานเช่นเคย หรือเด็กคนนี้เป็นใครกัน?

             

            ดูท่านผอ.ค่อนข้างจะเกร็งกว่าผู้คัดเลือกคนอื่นๆท่านผอ. สูดลมหายใจลึกๆ แล้วพูดอธิบาย

             

            “ลำดับที่ 93เป็นเด็กน้อยที่ครอบครองพลังในตำนานที่ห่างหายไปกว่า 100ปี....นั่นคือพลังฌานสัมบูรณ์”

             

            ท่านผอ.หยุดหายใจ เริ่มกลับสู่อารมณ์ปกติ

             

            “พลังฌานสัมบูรณ์นั่นก็หมายความว่า เมื่อเปิดผนึกฌานยุทธ์พลังฌานของเขาจะแตะที่ระดับ 10 ครับ”

             

            คราวนี้เล่นเอาเฮกันทั้งห้องจากเงียบเมื่อครู่ เริ่มมีเสียงเชียร์และปรบมือ

             

            ในขณะที่ปราณกำลังเดินอย่างสบายๆไม่ได้ตื่นเต้นกับเสียงเชียร์รอบข้าง มีเสียงปรบมือและแววตาที่ชื่นชมเมื่อปราณเดินผ่านหน้าผู้ชมทั้งหลาย

             

            “ที่ผมเงียบไป ก็เพราะว่าอึ้งครับ...อึ้งกับบุคคลที่ครอบครองพลังในตำนานที่หายไปกว่า 100 ปี พลังฌานสัมบูรณ์ระดับ 10 ขอเสียงปรบมือให้กับปราณ โอฬารปฐพี อายุ 6 ขวบ กับพลังฌานสัมบูรณ์คนแรกในรบ 100 ปีด้วยครับ”

             

            “หา!!! เจ้าเด็กไร้ชื่อคนนั้น แค่ 6 ขวบเองหรืออายุเท่าข้าแต่มีมีพลังฌานสัมบูรณ์!....ขะขะข้าไม่อยากจะเชื่อ เด็กที่ดูเงียบๆเชื่องๆ แบบนั้น มีพลังฌานสัมบูรณ์ในตำนาน มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ”

             

            หงส์นราแทบไม่เชื่อหูและไม่คิดว่าเด็กผู้ชายกลางลานประลองคือเจ้าเด็กไร้นามคนนั้นที่กลายเป็นผู้มีพลังฌานล้ำเลิศกว่าเด็กทุกคนในอาณาจักรเสียแล้วเธอกำหมัดกัดกรามแน่น มือไม้สั่นเทา ‘เจ้าเด็กสองคนนั่นเป็นเพื่อนกันเสียด้วยสิ’

             

            “ได้ยินชื่อสกุลโอฬารปฐพี...ไม่ต้องแปลกใจครับ เพราะปราณเป็นบุตรชายคนเดียวของนายช่างปรมาจารย์บุญผู้เชี่ยวชาญด้านการเหาะเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรกับอาจารย์วรรณแห่งสำนักคณิตสัจพจน์...และที่สำคัญกว่านั้น นอกจากเขาจะมีพลังฌานสัมบูรณ์แล้วเขายังได้รับตำแหน่งยุวาจารย์ที่ว่างเว้นมากว่า 200ปีอีกด้วย เข็มที่ติดบนหน้าอกเสื้อของเขาเป็นเครื่องรับรองครับ!!!”

             

            เสียงอื้ออึงงุนงงกับเด็กชายตัวน้อยที่กำลังเดินเข้าไปกลางลานประลองแค่พลังฌานสัมบูรณ์ก็อึ้งแล้วยิ่งประกาศว่าเขาได้ตำแหน่งยุวาจารย์แห่งอาณาจักรด้วย ยิ่งทึ่งกับความสามารถเสียงเชียร์ยิ่งโหมกระพือด้วยความคลั่งไคล้ไปแล้วววว

             

            “คุณหนูปราณ...คุณหนูปราณ”

             

            เริ่มมีกองเชียร์ตะโกนชื่อเขาดังๆเด็กน้อยมองตามที่มา แล้วโค้งให้น้อยๆ จากนั้นเสียงเรียก “คุณหนูปราณ”ก็ดังกระหึ่มลั่นลานประลอง

             

            สายตาทุกคู่จับจ้องประกายแสงสีทองล้อมทับทิมแดงที่ล้อกับไฟจนเกิดความระยิบระยับ

             

            “ใช่...ใช่จริงๆ ด้วย นั่นเข็มกลัดยุวาจารย์ ข้าเคยเห็นในตำรา...แบบเดียวกันแน่นอน”

             

            “ใช่จริงๆ ด้วย แม้เข็มนี้จะมีทุกเมือง แต่มีมาตรฐานเดียวกันไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ ถ้าไม่ใช่เด็กที่เก่งและสอนได้จริงๆไม่มีทางได้ตำแหน่งนี้มาง่ายๆ แน่”

             

            “ตำแหน่งนี้เห็นว่าเจ้าเมืองจะเป็นผู้มอบให้”

             

           เสียงถกเถียงเกี่ยวกับเข็มกลัดยุวาจารย์ตามที่ได้ร่ำเรียนกันมา ถูกขุดมารื้อฟื้น กลายเป็นหัวข้อสนทนาเล็กๆ

     

            เมื่อปราณเดินมาถึงลานประลองไฟสปอร์ตไลท์ทั้งห้าจุดที่เจ้าหน้าที่นั่งอยู่ก็สว่างขึ้นคนทั้งห้าลุกขึ้นยืนในท่าตรงอย่างเข้มแข็ง รวมถึงท่านผอ. ที่ตบเท้ายืนตรงแล้วคำนับศีรษะเล็กน้อย แล้วพูดเสียงดังหนักแน่นกังวานทั้งลานประลอง

             

            “ขอต้อนรับท่านยุวาจารย์ปราณ สู่โรงเรียนมหรรณพาลัยครับ”

             

           บรรยากาศแห่งความครึกครื้นเมื่อครู่ชะงักนิดนึง ท่านผอ. รวมถึงเจ้าหน้าที่ทั้งห้าแสดงการเคารพต่อเด็กน้อย

     

            ปราณหันไปโค้งคำนับคนทั้งห้าด้วยความนอบน้อมทีละจุดจนครบห้าคนอย่างไม่เขินอายยิ่งเป็นการเรียกเสียงปรบมือและกรี๊ดกร๊าด เป่าปากดีใจกับกิริยาที่งดงาม

             

            สุดท้ายปราณก็หันมาโค้งท่านผอ.ต่ำจนศีรษะของเขาอยู่ในระดับเอว ท่านผอ. ต้องรีบเข้ามาประคองเด็กน้อย ไฟทั้งห้าจุดปิดสนิทตามเดิม

             

            ‘เจอกันครั้งแรก เขาช่างสุขุมอ่อนน้อม มารยาทงดงามยิ่งนักยิ่งเราแสดงความนับถือเขามาก เขาก็ยิ่งแสดงตอบกลับมามากกว่าที่เราได้กระทำเสียอีกท่านปรมาจารย์บุญและอาจารย์วรรณช่างสอนสั่งมาดีเหลือเกิน’

            ท่านผอ.ยิ้มด้วยความชื่นชม ตอนนี้อารมณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติการดำเนินรายการคัดเลือกแบบมีชีวิตชีวาก็กลับมาอีกครั้ง

             

            “เอาล่ะครับ เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว แม้ว่ายุวาจารย์ปราณจะมีพลังฌานสัมบูรณ์แต่ก็ต้องทำการทดสอบด้วยมาตรฐานเดียวกันขอเสียงปรบมืออีกครั้งให้กับยุวาจารย์ปราณด้วยครับ”

             

            คราวนี้ท่านผอ.เรียกตำแหน่งนำหน้าชื่อปราณอย่างชัดถ้อยชัดคำ นักฌานยุทธ์ย่อมรู้ว่าตำแหน่งนี้มอบให้เฉพาะเด็กที่มีพลังฌานสัมบูรณ์และจะต้องมีความสามารถสูงพอที่จะถ่ายทอดพลังฌานยุทธ์ให้แก่เด็กๆเพื่อพัฒนาเป็นนักฌานยุทธ์ หรือสอนนักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ให้เกิดการพัฒนาพลังฌาน

             

            ตำแหน่งยุวาจารย์เปรียบได้ดั่งตำแหน่งฌานยุทธ์ขั้นต่างๆ การเรียกนำหน้าชื่อจึงถือเป็นการให้เกียรติต่อผู้ที่เอ่ยถึงอย่างเป็นที่สุด

             

            หงส์นราอึ้งจัดจนเธอแทบอยากจะวิ่งออกไปจากอาคารให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

             

            ‘เจ้าเด็กบ้าปราณ! เจ้าเก่งขนาดนี้ได้ยังไง? ไอ้ท่าทางซื่อๆเซ่อของเจ้า ไม่เหมาะกับการครองครองฌานสัมบูรณ์และตำแหน่งยุวาจารย์เลยสักนิด’

             

            ทอดถอนหายใจอย่างแรงกอดอกทำหน้าเชิดรั้น จมูกฟุดฟิด แล้วไขว้ห้าง

             

            ‘ไอ้ที่ข้าฝึกมาทั้งหมด แทบจะสูญเปล่าเลยสินะ เมื่อเจอกับเจ้าเด็กบ้าปราณแต่ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าเด็กนี่จะเก่งกว่าข้าได้...ไม่มีทางแน่สุดท้ายแม้เจ้าจะได้ฌานสัมบูรณ์มา แต่ก็มีระดับพลัง 10เท่ากับข้าอยู่ดี หึหึหึ แล้วข้าต้องกลัวอะไร’

             

            เมื่อหงส์นราคิดดังนั้นจิตใจก็ผ่อนคลายยิ้มออกมาเริ่มกระดิกเท้าที่ไขว่ห้างด้วยความสบายใจ

             

            ปราณโค้งคำนับให้เสียงปรบมือจากนั้นเสียงปรบมือก็ค่อยๆ แผ่วลงจนเงียบ ปราณค่อยๆ หลับตาปลดปล่อยฌานยุทธ์

             

            ออร่าสีขาวสว่างจ้าเข้าห่อหุ้มร่างกายของเขาสร้างความตื่นตาให้กับผู้ชมเพราะไม่มีใครเปล่งแสงออร่าได้รุนแรงและมีพลังขนาดนี้มาก่อน

            เป็นออร่าที่มีขนาดหนาจนแทบจะห่อหุ้มร่างน้อยๆให้จมหายในพริบตา หลายคนถึงกับใช้แขนป้องแสงสว่างที่เจิดจ้าแล้วหรี่ตามองลอด

             

            ‘วันนี้เป็นวันที่เราจะต้องปลดปล่อยพลังที่แท้จริง ก็ต้องเต็มที่ได้เวลาที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น’

             

            ปราณปลดปล่อยพลังฌานจนปรากฎวงแหวนสีม่วงเข้มระดับลหุยุทธ์เปล่งประกายหมุนวนรอบตัวท้าทายความมืด

             

            “วงแหวนขั้นลหุยุทธ์”

             

            “นะนะนะนะนั่น...วงแหวนขั้นลหุยุทธ์ จริงๆ ด้วย”

             

            “เป็นไปไม่ได้ นั่นมันวงแหวนลหุยุทธ์ของระดับ 11ขึ้นไป”

             

            “บ้าไปแล้ว...ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เด็กตัวน้อยขนาดนี้จะมีพลังขั้นลหุยุทธ์ได้ยังไง??”

             

            เสียงถกเถียงดังลั่นตอนนี้ไม่มีใครเงียบกันอีกแล้ว ในขณะที่ท่านผอ. กลับนิ่งเงียบ ไม่มีคำพูดใดๆ 

             

            ผู้ชมภายในห้องไม่มีใครงัวเงียหรือเมาขี้ตากันอีกต่อไปกับปรากฏการณ์ตรงหน้าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เสียงอื้ออึง “วงแหวนลหุยุทธ์”กระจายออกไปเรื่อยๆ จนทั่วทั้งห้อง

             

            เริ่มมีการลุกขึ้นยืนเพื่อมองให้ชัดๆว่านั่นเป็นวงแหวนสีม่วงขั้นลหุยุทธ์ของจริงหรือของปลอม เจ้าเด็กตัวน้อยกลางลานประลองเล่นมายากลอะไรหรือเปล่า?

             

            ท่านผอ.ก็ยืนงง ตาค้าง ทำอะไรไม่ถูก

             

            “มะมะมะมะมะไม่น่าเชื่อครับ เด็กอายุ 6 ขวบสามารถบรรลุขั้นลหุยุทธ์โดยที่ยังไม่ได้ฝึกอะไรเลย มะมะมะมันเป็นไปได้ยังไง?ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของนักฌานยุทธ์มาก่อนไม่น่าจะเป็นไปได้ เอออ....เป็นของจริงที่ส่องแสงประกายออกมาจริงๆ นะครับ”

             

            ท่านผอ.ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยายเพราะเขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงกับการได้มาของวงแหวนขั้นลหุยุทธ์ที่หมุนวนสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นถึงความเสถียรของพลังฌานอย่างลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าขั้นลหุยุทธ์บางคนเสียอีก

             

            ‘ช่างเป็นเด็กน้อยสุดอัจฉริยะเหลือที่จะกล่าว…ท่านปรมาจารย์บุญ ท่านอาจารย์วรรณท่านมีลูกที่เป็นยอดคนของอาณาจักร ไม่สิ...ของมหาพิภพมากกว่า’ 

             

            ปราณเร่งพลังจนสุดแรงลมปะทะใบหน้ารุนแรง เขาขยับร่างตะแคงซ้ายเหยียดแขนซ้ายแล้วกางฝ่ามือวางลงบนลูกกลมด้วยมือเพียงข้างเดียวส่วนอีกมือขวากำหมัดไว้แน่น

             

            เป็นท่ายืนที่ไม่เหมือนกับใครๆแม้แต่พิมพ์ลภัสรุ่นพี่ปีสอง ที่อยู่ในขั้นลหุยุทธ์ระดับ 16ยังต้องยืนส่งพลังจากมือทั้งสองข้าง!

             

            การเลือกที่จะปล่อยพลังฌานด้วยมือเพียงข้างเดียวถ้าพลังไม่กล้าแข็งพอ ไม่มีทางที่จะปลดปล่อยออกมาได้ทั้งหมดแต่กลับเป็นการลดระดับพลังฌานยุทธ์เสียด้วยซ้ำถ้ามีการทดสอบพลังฌานยุทธ์จึงไม่มีใครกล้าที่จะปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์ด้วยมือเพียงข้างเดียว

             

            แต่ปราณกลับยืนนิ่งด้วยความมั่นคงแม้จะอายุน้อย แต่ท่วงท่าลีลาและการเคลื่อนไหว ตั้งแต่ปรากฎกายขึ้นมา ก็ดูสง่างามประหนึ่งดังนักฌานยุทธ์ที่ผ่านประสบการณ์ต่อสู้และปลดปล่อยฌานยุทธ์จนคล่องแคล่วไม่มีความตื่นเต้นประหม่าในแววตาเลยสักนิด

             

            แต่ไม่มีใครรู้ความจริงว่าปราณผ่านประสบการณ์เฉียดตายมามากมายแค่ไหนลีลาท่าทางการเคลื่อนไหวที่งดงามจึงเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด

             

            ‘มือซ้ายของข้า มีพลังสูงกว่ามือขวาถึงสามเท่าดังนั้นหลั่งไหลเข้าไปเถอะพลังของข้า...ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้อย่างปลอดภัย!’

             

           ออร่าสีขาวเปล่งประกายเจิดจรัสไหลเข้าจนเต็มลูกกลมในเวลาไม่กี่อึดใจรวดเร็วกว่าเมื่อครั้งเปิดผลึกฌานยุทธ์

     

            แม้ว่าวันนี้ขนาดของลูกกลมจะใหญ่ว่าหลายเท่าก็ตามออร่าแสงขาวเคลื่อนที่ต่อเนื่องปรากฏแสงสว่างไหลเป็นทางยาวตามเส้นกระแสไฟฟ้าถูกเขย่ากระตุกเหมือนมีคนมีแกว่ง

             

            แถบพลังสีเขียวค่อยๆขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงหมายเลข ๑๐ ก็ทะลุขึ้นไปต่อ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้ชมขึ้นมาที่หมายเลข ๑๑ ก็ยังไม่นิ่ง จนขึ้นมาหยุดนิ่งที่หมายเลข ๑๒แล้วกระพริบให้สัญญาณ

             

            “ระระระระระระดับที่ 12ครับบบบบบบ.....ท่านยุวาจารย์ปราณ โอฬารปฐพี อยู่ในขั้นลหุยุทธ์ระดับที่ 12 ครับ เด็กน้อยอายุ 6 ขวบที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการนักฌานยุทธ์ให้ได้จดจำและจารึกไว้...ไม่เคยมีใครในบรรณพิภพอาเชียที่อายุเยาว์เพียงเท่านี้ แต่สามารถบรรลุถึงขั้นลหุยุทธ์ระดับ 12 ....อู้ยยยยยย ผมมมมมม ผมดีใจจนพูดไม่ถูกแล้ว เก่งขนาดนี้มะมะมะมะมะมะไม่รับ...ไม่รับ ไม่รับได้ไง!”

             

            แล้วท่านผอ.ก็เชียร์ปราณอย่างออกนอกหน้าเขาไม่สนแล้วว่าใครจะหาว่าเขาลำเอียง โผเข้ากอดแบบไม่เก้อเขินหรือกล้าๆ กลัวๆ ใดๆ

             

            เพราะเด็กอัจฉริยะเช่นนี้มิใช่จะปรากฏให้พบเจอกันได้ง่ายๆ เมื่อเจอและมีโอกาสแบบนี้ ทำไมท่านผอ.สุดหล่อจะไม่รีบคว้าโอกาสนี้แล้วตีสนิท

             

            ยิ่งรู้ว่าปราณเป็นทายาทของปรมาจารย์บุญและอาจารย์วรรณยิ่งต้องทำให้ดีที่สุด เพราะพลังหมัดสกุลโอฬารปฐพี ได้ถูกจารึกว่าเป็นพลังหมัดอันร้ายกาจที่สุดของอาณาจักรไชยครามและเด็กเก่งๆ เช่นนี้ ควรคู่กับโรงเรียนอันดับหนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

             

            แม้จะมีเป็นการเอนเอียงเชียร์ปราณอย่างเห็นได้ชัดแต่ทุกคนก็ล้วนเห็นด้วยกับสิ่งที่ปราณได้แสดงให้ดู พลังทั้งหมดเกิดจากตัวของเขาเองเขาได้สร้างบรรทัดฐานและระบบความคิดใหม่ให้แก่โลกฌานยุทธ์เสียแล้ว!!

            “ยุวาจารย์ปราณได้สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นกับโลกฌานยุทธ์อย่างมิต้องสงสัยในฐานะผู้อำนวยการของโรงเรียน จึงขอแต่งตั้งตำแหน่งให้ยุวาจารย์ปราณเป็น “ยุวาจารย์พิเศษปราณ”เพื่อจะได้เป็นต้นแบบการเรียนรู้และพัฒนาทักษะฌานยุทธ์ให้แก่เพื่อนพ้องต่อไป”

             

            ท่านผอ.โอบบ่าเด็กน้อย มากระชับข้างเอวแล้วพูดต่อ

             

            “ซึ่งเมื่อได้เข้าเรียนแล้วยุวาจารย์พิเศษปราณจะมีศักดิ์และสิทธิ์เป็นผู้แนะนำฌานยุทธ์ให้กับนักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วทุกคนประหนึ่งเป็นคณาจารย์ของโรงเรียนมหรรณพาลัยทุกประการซึ่งทางโรงเรียนจะรายงานเรื่องนี้ให้กับทางการเพื่อให้จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของอาณาจักรต่อไป”

             

            ท่านผอ.เกินกว่าการดีใจธรรมดาเสียแล้วการมอบตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

             

            ท่านผอ.เพิ่งคิดได้สดๆร้อนๆ จึงพูดออกมาทันที เพราะคิดสรรหาชื่อตำแหน่งที่ดีกว่านี้ให้ปราณไม่ออกจึงเพิ่มคำว่า “พิเศษ” ต่อท้ายยุวาจารย์ จึงน่าจะเข้าใจง่ายที่สุด

             

            และเพื่อระยะยาวเด็กอัจฉริยะผู้นี้ต้องกลายเป็นผู้สอนพลังฌานยุทธ์ของโรงเรียนในอนาคต ท่านผอ. คิดเรื่องนี้ทันทีที่เห็นว่าพลังฌานของเขาบรรลุขั้นลหุยุทธ์เกินกว่าที่จะมีใครทำได้ไม่ใช่แค่ลหุยุทธ์ชั้นต้นระดับ 11 แต่ปราณก้าวขึ้นสู่ระดับ 12 นำหน้ารุ่นพี่บางคนไปเสียอีก 

             

            เสียงเฮฮาแบบเพลิดเพลินบันเทิงใจดังสนั่นลั่นออกมาถึงด้านนอกจนผู้คนต้องรีบแห่กันเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้มีเสียงเฮฮาดังสนั่นเอ็ดตะโรถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะจัดมหกรรมคัดเลือกกี่ปีๆก็ไม่เคยเกิดปรากฏการณ์อาคารประลองยุทธ์ดังสนั่นปานแผ่นดินสะเทือนถึงเพียงนี้มาก่อน...

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน