สามวันต่อมา ในที่สุดงานร้อยสำนักก็เริ่มขึ้น
หลายวันที่ผ่านมา กู่เซี่ยนจวินและซูฉางอันพยายามติดต่อมู่กุยอวิ๋นด้วยวิธีต่างๆมากมาย แต่มู่กุยอวิ๋นกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ไร้การติดต่อกลับ ไม่อาจทราบได้ว่าเขาไปอยู่ที่ใดพวกเขาปรึกษากันอยู่นาน ซึ่งต่างเห็นว่าจะปล่อยให้มู่กุยอวิ๋นตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ไม่ได้
เหตุนี้ พวกเขาจึงได้ข้อสรุปในที่สุด... ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เช่นนั้นก็มาลองดูเสียหน่อยว่าสำนักปาฮวงกับซือหม่าสวี่มีแผนร้ายอยู่อะไรกันแน่
เช่นนั้น ทั้งสองจึงมายืนอยู่ที่ประตูหน้าสำนักเทียนหลานในเวลาโหย่ว
“เซี่ยนจวิน เจ้าจะไปด้วยหรือ?” ซูฉางอันมองไปยังกู่เซี่ยนจวินครู่หนึ่งแล้วถามขึ้นด้วยท่าทีเป็นกังวล
“แน่นอน ข้าจะปล่อยให้คุณชายซูไปในที่อันตรายแบบนั้นคนเดียวได้เช่นไรกันอย่างไรเสียข้าก็ถือเป็นศิษย์ของสำนักเทียนหลานเหมือนกันไม่ว่าด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือเรื่องของความเหมาะสม อย่างไรเสียข้าก็ต้องไปด้วยอยู่แล้ว”กู่เซี่ยนจวินหันมายิ้มหวานให้ซูฉางอัน แล้วกล่าวปลอบเขา
คำพูดของกู่เซี่ยนจวินมีเหตุผลทุกประการ ซูฉางอันจึงนึกไม่ออกว่าจะปฏิเสธอย่างไรได้อีกยิ่งไปกว่านั้น เพราะรู้ว่านางตัดสินใจแน่แล้ว จึงหยุดพูด แล้วหันไปพยักหน้าน้อยๆให้อย่างขอบคุณแทน
จากนั้น เขาก็ดันประตูสำนักออก แล้วเดินขนาบออกไปกับกู่เซี่ยนจวินโดยไม่รู้เลย ว่าร่างของใครบางคนมายืนรออยู่ด้านนอกตั้งแต่นานแล้ว
ร่างนั้นเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงามมากนางหนึ่ง
นางอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีแดง โดยมีเสื้อสีขาวสวมทับร่างกายท่อนบนเอาไว้เส้นผมสลวยถูกสยายไปทางด้านหลังอย่างเป็นธรรมชาติ
ทว่าบัดนี้ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวากลับแลดูหม่นหมอง ใบหน้างามเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มที่มากจนไม่อาจปิดบังนางเตะหินขนาดเล็กที่ข้างเท้าเบาๆ ราวจะหงุดหงิดเพราะรอมาเป็นเวลานานหรืออาจเป็นเพราะความกระวนกระวายในใจก็ไม่อาจทราบ แต่ไม่ว่าเพราะอะไร นางในยามนี้แลดูร้อนรนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในที่สุดประตูของสำนักเทียนหลานก็ถูกเปิดออก
ชายและหญิงวัยรุ่นคู่หนึ่งเดินคู่กันออกมา
ชายหนุ่มมีรูปลักษณ์ที่แลดูธรรมดาเหลือเกิน ทั้งยังแลดูอ่อนเยาว์ราวยังมีความเป็นเด็กอยู่ไม่น้อย แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีความเป็นเอกลักษณ์ ใสสะอาดและสุกสว่างคล้ายกับหิมะที่ดินแดนทางเหนือ แต่ก็เหมือนดวงดาวบนท้องนภาร่างผอมที่แลดูอ่อนแอของเขามีดาบและกระบี่ห้อยอยู่อย่างละเล่ม ของทั้งสองสิ่งมีขนาดใหญ่พอๆกับร่างของเขาก็ว่าได้ หากจะว่าไปแล้ว การแบกของทั้งสองสิ่งเอาไว้ ควรเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากจึงจะถูกแต่ชายผู้นี้กลับยังยืนตัวตรง ทั้งยังก้าวเดินได้อย่างสบายๆ ไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยยากเลยสักนิด
ทางด้านหญิงสาวที่เดินเคียงข้างกัน นางอยู่ในชุดกระโปรงบานสีขาวที่มือถือฝักกระบี่เอาไว้ เส้นผมสีดำถูกมัดรวบจนกลายเป็นทรงหางม้าสยายไปทางด้านหลังอย่างสวยงามรูปโฉมของนางก็งดงามมากไม่ต่างกัน สตรีกระโปรงแดงเมื่อครู่อาจเหนือกว่าที่ความเอียงอายสมเป็นสาววัยแรกรุ่นแต่สตรีชุดขาวผู้นี้กลับเหนือกว่าที่ความเยือกเย็นและยั่วยวน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทว่าเมื่อมันมาอยู่บนใบหน้าของสตรีชุดขาวแล้ว ความรู้สึกที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวกลับผสานรวมกันได้อย่างลงตัวเหลือเกิน...
เมื่อทั้งสามได้พบกัน ทันทีที่เห็นหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ พวกเขาก็มีสีหน้าแปรไปในทันที
ทันใดนั้น ทั้งความประหลาดใจ ดีใจ โกรธเกรี้ยว แค้นเคือง และกระวนกระวายต่างก็ระเบิดขึ้นในดวงใจทั้งสาม
บรรยากาศโดยรอบ เงียบสงัดลงในพริบตา
หลายอึดใจต่อมา ในที่สุดซูฉางอันก็เอ่ยทำลายความเงียบ
“ศิษย์... องค์หญิง” เขามองไปที่หญิงสาวตรงหน้า พลางกล่าวขึ้น
ผู้มาเยือนเป็นอดีตศิษย์พี่ของซูฉางอัน คนที่เคยอยู่ร่วมกับเขาเซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่เขาไม่ได้เจออีกเลย นับจากวันที่แยกจากกันในงานเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดิ
เซี่ยโหวฟ่งอวี้ร่างกายกระตุกวูบทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเปลี่ยนการเรียกขานเคยสนิทสนมมาเป็นองค์หญิงเช่นนี้พลันความกระวนกระวายบนใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นหมองหม่นในเสี้ยววินาที
นางก้มหน้าลงต่ำ ยืนนิ่งอยู่กับที่พลางจับชายเสื้อเอาไว้แน่นอย่างทำตัวไม่ถูก เอาแต่นิ่งเงียบไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาเป็นเวลานาน
ยิ่งได้เห็นท่าทางของนาง ซูฉางอันก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นพลางถามด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก “องค์หญิง ท่านมาที่นี่ มีธุระอะไรรึ?”
อาจเป็นเพราะน้ำเสียงและคำพูดของซูฉางอันเย็นชามากเกินไปเซี่ยโหวฟ่งอวี้จึงก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมราวกับภรรยาที่กระทำความผิดแล้วถูกสามีจับได้เช่นนั้น นางเอาแต่นิ่งเงียบและยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นมากขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน
ความจริงแล้ว หัวใจของเขาไม่ได้สงบนิ่งดั่งที่แสดงออกมาภายนอกแม้แต่น้อยเพราะวินาทีแรกที่ได้เจอเซี่ยโหวฟ่งอวี้หัวใจของเขาก็ปั่นป่วนราวกับมีพายุเฮอริเคนก่อตัวขึ้นเช่นนั้น
คนแรกที่เขาได้เจอในวันแรกที่มายังเมืองฉางอันก็คือหญิงตรงหน้า
เขาเคยใช้เวลาอยู่กับนางมานานแรมปี
แม้นางจะเอาแต่ใจตัวเอง ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังแถมยังชอบแกล้งเขาอยู่บ่อยๆ...
แต่เขาก็ไม่เคยถือสา เขาเห็นว่านางเป็นคนในครอบครัวมาโดยตลอด ดังนั้นเขาจึงเชื่อทุกอย่างที่นางพูด และยอมทำทุกอย่างตามที่นางสั่งอย่างไม่คิดปฏิเสธ
แต่ท้ายที่สุด เขากลับต้องพบกับจุดจบเช่นนี้...
ซูฉางอันเป็นเพียงคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเขาไม่อาจทำใจให้กว้างจนให้อภัยเซี่ยโหวฟ่งอวี้ได้ ทั้งยังไม่อาจทำราวกับตัวเองไม่เคยรู้จักนางมาก่อนด้วยแต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ทำใจลืมเรื่องราวดีๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดแล้วเปลี่ยนไปเกลียดเซี่ยโหวฟ่งอวี้ไม่ได้เช่นกัน
กล่าวได้เพียงว่าความรู้สึกที่ซูฉางอันมีต่อเซี่ยโหวฟ่งอวี้เป็นอะไรที่ซับซ้อนเหลือเกินซับซ้อนจนแม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าตนรู้สึกอย่างไรกับนางกันแน่
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ นั่นคือเขาเกลียดเซี่ยโหวฟ่งอวี้ในตอนนี้
เขาคิดว่าอย่างน้อยนางก็ควรจะพูด หรือทำอะไรบ้าง
แต่นางกลับเอาแต่ยืนนิ่งและเงียบงันอยู่แบบนั้น
นั่นทำให้ความหวังระลอกสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ของซูฉางอันถูกทำลายลงจนหมดสิ้น
“หากไม่มีธุระใด ข้ากับเซี่ยนจวินคงต้องขอตัวก่อน”ซูฉางอันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก จากนั้นหันไปดึงมือของกู่เซี่ยนจวินแล้วเตรียมจะเดินจากไป
เซี่ยโหวฟ่งอวี้ระเบิดความร้อนใจขึ้นมาทันที ในที่สุดนางก็เงยหน้าขึ้น มองไปที่แผ่นหลังของซูฉางอันที่กำลังเดินจากไปจากนั้นก็กัดฟันแน่น แล้วกล่าวขึ้น “ข้ามีธุระ!”
“น่าเสียดายที่ข้าไม่อยากฟังมันแล้ว” เสียงอันแสนเยือกเย็นของซูฉางอันดังขึ้นอีกครั้งขณะที่ฝีเท้าของเขาก็ไม่มีทีท่าจะหยุดลงเลยสักนิด
เซี่ยโหวฟ่งอวี้ทวีความร้อนใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม นางไม่มีเวลาคิดมากอีกต่อไปสาวน้อยรีบวิ่งไปขวางหน้าซูฉางอันจากนั้นก็กางแขนเพื่อหยุดร่างของเขากับกู่เซี่ยนจวินเอาไว้
“พวกเจ้าไปไม่ได้นะ!” นางบอกแบบนั้น
“องค์หญิงเซี่ยโหวมีเวลามาสนใจเรื่องของผู้อื่นมากเพียงนี้เชียวหรือ? สำนักเทียนหลานจะไปหรือไม่ไปที่ไหน เป็นเรื่องที่ท่านต้องมาสนใจด้วยหรือ?เช่นนั้น ท่านก็มาเป็นผู้ดูแลสูงสุดของสำนักเลยดีไหมเล่า?” เสียงที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งของซูฉางอันดังขึ้นอีกครั้งขณะที่เจ้าตัวก็เตรียมจะยกมือขึ้น เพื่อดันร่างของเซี่ยโหวฟ่งอวี้ออกไปให้พ้นทาง
แต่คาดไม่ถึงว่ากู่เซี่ยนจวินที่อยู่ข้างกันจะยกมือขึ้นมารั้งมือของซูฉางอันซึ่งกำลังจะดันร่างของเซี่ยโหวฟ่งอวี้ออกไปเอาไว้เสียก่อน
“ฉางอัน อย่าเพิ่งใช้อารมณ์” นางเตือนขึ้นก่อนจะหันไปมองเซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่มีท่าทีร้อนรน พลันความเห็นใจก่อตัวขึ้นภายในใจของนาง“องค์หญิง ท่านรู้อะไรมาใช่ไหม โปรดบอกเราด้วย”
เมื่อเห็นว่าแม้ซูฉางอันจะยังปั้นหน้าเย็นชาใส่แต่ในที่สุดเขาก็ยอมหยุดฝีเท้าลงเสียที เซี่ยโหวฟ่งอวี้จึงหันไปมองกู่เซี่ยนจวินอย่างขอบคุณครู่หนึ่งจากนั้นจึงพูดขึ้น “ข้าไม่รู้หรอกว่างานร้อยสำนักครั้งนี้ สำนักปาฮวงวางแผนร้ายใดซ่อนอยู่แต่สายสืบของพี่ห้ารายงานมาว่าช่วงนี้สำนักปาฮวงกับซือหม่าสวี่ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งเกรงว่าเรื่องนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อฉางอันแน่”
กู่เซี่ยนจวินเลิกคิ้วขึ้น นางกับซูฉางอันรู้เรื่องนี้นานแล้วแต่เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงความปลอดภัยของมู่กุยอวิ๋น พวกเขาจึงไม่อาจมองข้ามได้เหตุนี้ หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ขอบพระทัยที่เป็นห่วงแต่ครั้งนี้ข้ากับซูฉางอันมีเหตุผลที่ต้องไปงานนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้”
“ทำไมกัน?” เมื่อได้ยินดังนั้นเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็ระเบิดความกังวลขึ้นในหัวใจ ทำให้ระดับเสียงที่เปล่งออกมาดังมากขึ้นกว่าเดิมอย่างไม่รู้ตัว“หากฉางอันไม่รู้ว่าเรื่องนี้อันตรายขนาดไหนก็ยังพอเข้าใจได้แต่แม้แต่เจ้าก็ยังไม่รู้หรือไร?”
กู่เซี่ยนจวินส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีกเพียงมุ่งหน้าไปที่สำนักจิงหลุนพร้อมกับซูฉางอันเท่านั้น
เซี่ยโหวฟ่งอวี้มองร่างที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ของคนทั้งสองอย่างกระวนกระวาย นางรู้ดีว่าระยะห่างของนางกับซูฉางอันก็ไกลห่างออกไปเรื่อยๆ ไม่ต่างกับระยะห่างของพวกนางในตอนนี้...
นางทำพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้ นางจะไม่มีวันพลาดอีกเด็ดขาด
บางครั้ง เราก็ต้องมีชีวิตเพื่อตัวเราเองบ้าง...
เซี่ยโหวฟ่งอวี้คิดเช่นนั้น
เหตุนี้ สีหน้าที่เคยหมองซึมและจมอยู่ในความสับสนของนางจึงนิ่งไปราวตัดสินใจในเรื่องสำคัญบางอย่างได้แล้วเช่นนั้น จากนั้น นางก็กัดฟันอีกครั้ง ออกวิ่งตามซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินออกไปทันที