ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 การคืนชีพของผู้แข็งแกร่ง

            ถุงมือสีดำกำลังเปล่งประกายเย็นยะเยือกออกมาสายตาของเฉินผิงราวกับถูกมันดูดเข้าไป แค่มองก็รู้สึกราวกับว่าหมัดของหลินอี้น่าจะหนักหน่วงดุจขุนเขา

            “ไม่นะ!!!!”

            ผู้อาวุโสตระกูลเฉินที่ถูกหลินหยางดึงตัวเอาไว้นั้นเมื่อเขาเห็นถุงมือนั่นของหลินหยาง ก็เกิดอาการตื่นตระหนกอย่างกับหมูในโรงเชือดทำให้เขาเร่งพลังขึ้นมาป้องกันไม่ทัน ในจังหวะนั้นเองหมัดสั่งตายของยมทูตก็พุ่งเข้าใส่หัวของเขาเต็มๆ

            ตูมม

            เสียงอัดกระแทกดังขึ้นตูมใหญ่

            ทั้งเลือดสีแดงสดและเศษสมองสีขาวกระเด็นมาเปรอะทั่วทั้งตัวและใบหน้าของหลินหยางสภาพของเขาตอนนี้ดูคล้ายคลึงกับเทพอสูรที่เพิ่งปีนป่ายขึ้นมาจากนรกสายตาสุดเย็นชาและอำมหิตคู่นั้น แม้แต่เฉินผิงก็ยังต้องเผลอสูดหายใจเข้าไปลึกๆ

            นี่...นี่มันใช่มนุษย์แน่หรือ?

            แม่มันเถอะไอ้เวรนี่มันยังเป็นมนุษย์อยู่ใช่ไหม?

            หรือว่าเจ้าหลินอี้นี่มันจะเป็นปีศาจที่ปีนขึ้นมาจากกองซากศพคนตายไม่อย่างนั้นมันจะสามารถบดขยี้หัวคนทิ้งโดยไม่กะพริบตาแบบนี้ได้หรือ

            สายตาอำมหิตแบบนั้น จิตสังหารแบบนั้นมันโหดยิ่งกว่าพวกสัตว์ประหลาดที่โหดเหี้ยมที่สุดที่เฉินผิงเคยเจอมาเสียอีก!!

            ตึงง

            หลินหยางปล่อยมือซ้ายที่ตอนนี้ไม่มีความรู้สึกอะไรแล้วลงจากนั้นศพของผู้อาวุโสตระกูลเฉินที่ศีรษะของเขาแหลกเละไม่มีชิ้นดีนั้นก็ร่วงลงไปกองอยู่ที่พื้น

            เสร็จไปอีกหนึ่ง!!

            ยังเหลืออีกสอง!!!!

            หลินหยางยกแขนซ้ายของเขาไม่ขึ้นแล้วแต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากต้องสละมันทิ้งเสีย

            ถุงมือที่เขาสวมใส่อยู่นั้น มีสมบัติวิญญาณที่ชื่อว่า ‘เสริมพลัง’ อยู่เมื่อใช้ร่วมกับพลังเทพอัคคีด้วยจะทำให้หลินหยางสามารถระเบิดพลังมหาศาลออกมาได้ถึงห้าพันชั่งในเสี้ยวพริบตาแต่โอกาสที่จะโจมตีโดนเองก็มีน้อยมากด้วยเช่นกัน

            เขาต้องใช้พลังเกราะเพลิงคุ้มกายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายตัวเองและต้องสละแขนตัวเองไปข้างหนึ่งเพื่อแลกกับชีวิตของจอมยุทธ์ระดับเซียนเทียนมาหนึ่งชีวิต

            เลือดอุ่นๆ ที่เปรอะไปทั่วทั้งตัวและใบหน้าของเขามันยิ่งไปปลุกกระตุ้นความกระหายเลือดในตัวให้เพิ่มมากขึ้นไปอีกจนแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าหวาดกลัว ตอนนี้เขาเหมือนกับไม่รู้ถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อยเขาค่อยๆ ยกแขนขวาที่ราวกับว่าสามารถสั่นสะเทือนไปทั้งสวรรค์ได้ขึ้นมาแล้วชี้ไปที่หน้าของเฉินผิง

            “ใครจะเป็นคนต่อไป!!!!”

            ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดนานกว่าครึ่งนาที

            เฉินผิงรู้สึกอย่างกับว่าตัวเองต่างหากที่เป็นฝ่ายเจ็บหนักเขาไม่ค่อยได้เห็นใครบ้าเลือดเหมือนเจ้าหนูนี่เท่าไรนัก

            แต่ว่า...

            แค่ความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียวนั้นมันไม่พอที่จะเอาชนะการต่อสู้ได้หรอก!!

            ไปตายซะเถอะ!!!!

            เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดดังขึ้น เฉินผิงและพวกที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวก็เปิดฉากพุ่งเข้าใส่หลินหยางอีกครั้ง

            หลินหยางระเบิดเสียงหัวเราะดังฮ่าฮ่าแล้วจึงพุ่งสวนกลับไปทางศัตรูโดยไม่หวั่นเกรง

            การต่อสู้เพื่อตัดสินความเป็นความตายได้เริ่มต้นขึ้นเล้ว

            สิ่งที่หลินหยางพอจะพึ่งได้ มีแค่ความสามารถในการเรียกเก็บภูเขาอัญมณีขนาดมหึมาและถุงมือระดับวิญญาณที่มีความสามารถในการเสริมพลังเท่านั้นเขาใช้ภูเขาอัญมณีในการป้องกันการโจมตีของศัตรูและใช้ถุงมือเพื่อเข้าไปโจมตีใส่ศัตรูอีกคนที่อ่อนแอกว่า

            เขาคิดจะใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้ายเพื่อที่จะแลกชีวิตกับศัตรู

            ตอนนี้เขาไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง ทุกส่วนของร่างกายล้วนสามารถใช้เป็นอาวุธได้

            ถึงเขาจะถูกเฉินผิงซัดเข้าใส่ไปหนึ่งฝ่ามือจนกระเด็นออกมาพร้อมกับเลือดที่สาดกระจายกระนั้นเขาก็ยังสามารถเข้าประชิดศัตรูอีกคนได้ และใช้ฟันกัดเข้าที่ลำคอของมันแล้วจึงฉีกกระชากเนื้อของอีกฝ่ายออกมา

            ยี่สิบนาทีผ่านไป

            ไม่มีใครรู้เลยว่าทำไมหลินหยางถึงสามารถยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูที่เป็นยอดฝีมือสุดแกร่งสองคนพร้อมกันได้นานถึงยี่สิบนาที

            แต่สุดท้ายหลินหยางก็เสียท่า เฉินผิงรวบรวมพลังเอาไว้ที่ขาของเขาจากนั้นก็พุ่งเข้าไปกระโดดถีบใส่หลินหยางจนตัวปลิวไปชนเข้ากับภูเขาอัญมณีอย่างแรง

            หลินหยางถูกซัดจนตัวติดอยู่บนภูเขานั่นร่างกายของหลินหยางใกล้จะแตกหักอยู่รอมร่อไม่นานเขาก็ร่วงลงมากองอยู่ที่พื้นราวกับเมือกเหลวๆ ก้อนหนึ่ง

            ฟู่...ฟู่...

            เฉินผิงหอบหายใจหนักราวกับว่าเขาเพิ่งตื่นจากฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตมา

            ส่วนผ้อาวุโสระดับเซียนเทียนคนสุดท้ายที่ยังรอดชีวิตอยู่นั่นตอนนี้กำลังยืนห้ามเลือดตรงคอที่ตอนนี้ก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด เขาหน้าซีดราวไก่ต้มแววตาหม่นหมองราวปลาตาย สุดท้ายก็ต้องลงไปคุกเข่าที่พื้นจากนั้นไม่นานก็สิ้นลมนอนตายอยู่ตรงนั้น

            คนที่สาม

            สุดท้ายหลินหยางก็ยังสามารถสังหารยอดฝีมือระดับเซียนเทียนคนที่สามไปได้

            ความสามารถระดับแค่ชุ่ยถี่ แต่กับฆ่าระดับเซียนเทียนขั้นต้นทิ้งได้ถึงสามคนทำเอาเฉินผิงที่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางถึงกับอกสั่นขวัญแขวนเรื่องแบบนี้ถ้าเล่าออกไปให้คนอื่นฟังละก็จะต้องสะเทือนขวัญคนทั่วทั้งทวีปชี่อู่แน่

            แต่นี่กลับเป็นเกียรติยศสุดท้ายของชีวิตเขาแล้ว

            ค่อก...ค่อก.... ผุด!!

            หลินหยางนั่งพิงไปที่ภูเขาอัญมณีที่อยู่ข้างหลังเขาอย่างอ่อนแรงจากนั้นก็อ้วกเอาเลือดสดๆและเศษของอวัยวะภายในที่ฉีกขาดออกมา

            หลินหยางกลับยังยิ้มได้อยู่

            รอยยิ้มนั่นทำให้เฉินผิงรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

            เจ้าเด็กนี่มัน...มันคงไม่ลุกขึ้นมาอีกใช่ไหม?

            แต่สุดท้ายแล้วหลินหยางก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะใช้ต่อสู้แล้ว...

            อย่างไร...ก็ไม่ไหวหรือ?

            สติของเขาเริ่มตกลงสู่วังวนแห่งความสับสนราวกับว่ามีแรงดึงดูดปริมาณมหาศาลมาฉุดดึงเขาให้ตกลงไปในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง

            “เป็นอย่างไรเล่าเจ้าเด็กบ้าในที่สุดก็หมดแรงแล้วสินะ!!”

            เฉินผิงหายใจเข้าลึกๆ ไปเฮือกหนึ่งแล้วจึงเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของหลินหยาง จากนั้นก็บีบเข้าที่คอของอีกฝ่ายจากนั้นก็ดึงออกมาจากภูเขาอัญมณีแล้วจึงยกขึ้นกลางอากาศ

            เพียะ เพียะ

            เฉินผิงตบเข้าที่ใบหน้าของหลินหยางไปสองครั้ง

            “มาสิ? เข้ามาอีกสิ?เจ้ามากัดข้าสิ!!!!”

            เฉินผิงคิดจะเหยียดหยามหลินหยางเพื่อระบายความโกรธแค้นและความหวาดกลัวในใจของเขาออกมา

            บ้าเอ๊ย!!!!

            หลินหยางสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งหมดไปแล้วถึงเขาจะโมโหจนไฟแค้นในใจเขาลุกโชนอย่างรุนแรงแค่ไหน แต่ก็ทำได้เพียงปล่อยให้ไอ้ชาติชั่วเฉินผิงนี่รังแก

            สุดท้ายเขาก็สลบไปโดยสมบูรณ์

            หลินหยางที่ไม่ยอมก้มหัวให้ศัตรูเลยนั้นในที่สุดก็สลบจนคอตกลงต่อหน้าเฉินผิง

            “หึ ข้าบอกแล้วไงว่า จะช้าจะเร็วอย่างไรก็ต้องตายแต่เจ้ากลับบังคับให้ข้าต้องเสียแรงไปมากขนาดนี้!! หลินอี้ เจ้าอย่าคิดว่าจะได้ตายสบายๆแบบนี้เลย ข้าจะทรมานให้แกรู้สึกเสียใจที่ได้เกิดเป็นมนุษย์เลย!!”

            เฉินผิงบีบคอของหลินหยางแน่นขึ้นเรื่อยๆเขาคิดจะปลุกให้หลินหยางตื่นด้วยวิธีนี้ แต่หลินหยางกลับไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อต้านแล้วโดยสิ้นเชิง

            “โว้ย!!”

            เฉินผิงรู้สึกหน้าแตกจนโมโหแทนพร้อมกับสบถออกมาคำหนึ่ง

            “เจ้าสวะไร้ค่า เจ้าคิดว่าสลบไปแล้วก็จะหมดเรื่องเลยหรืออย่างไรข้าจะหักกระดูกทั้งตัวของเจ้าทิ้งเสีย เอาให้สะใจไปเลย!!”

            พอกล่าวจบ เขาก็ยกมือขึ้น เตรียมเหวี่ยงหลินหยางทิ้งลงพื้นแล้วแต่ในจังหวะที่เขากำลังจะลงมือนั่นเอง หลินหยางพลันยกหัวขึ้น

            นัยน์ตาที่ทำให้เฉินผิงรู้สึกหวาดผวาคู่นั้นก็ได้เปิดขึ้นอีกครั้งแต่ว่าครั้งนี้ นัยน์ตาของหลินหยางก็เปลี่ยนไปเป็นสีแดงสดดุจโลหิต

            “เจ้า...”

            เฉินผิงมองเข้าไปในดวงตาของหลินหยาง

            แววตาแบบนั้นมันไม่ใช่แววตาของมนุษย์แล้วลูกตาของหลินหยางกลับมีเปลวไฟกำลังลุกไหม้อยู่ภายในนั้น

            “เจ้าเด็กเวร นี่เจ้าคิดจะมาไม้ไหนอีก? ตายไปซะ!!!!”

            เฉินผิงกลับคำทันที

            เขาไม่คิดจะทรมานอะไรหลินหยางอีกแล้ว เร่งพลังขึ้นที่มือของตัวเองหวังจะขยี้ลำคอเด็กหนุ่มที่ทำให้รู้สึกหวาดผวาคนนี้ให้ตายอย่างสมบูรณ์

            แต่มันก็สายไปแล้ว

            พลังอันร้อนแรงจนน่าสะพรึงสายหนึ่งวิ่งแล่นออกมาจากลำคอของหลินหยางได้ยินเสียงเนื้อไหม้ดังซู่จนต้องรีบดึงมือซ้ายของตัวเองกลับมา

            “นี่มัน...เจ้าใช้วิชามารอะไรอีกแล้ว!!!!”

            เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ฝ่ามือของจอมยุทธ์ระดับเซียนเทียนขั้นกลางอย่างเขาจะถูกพลังอันร้อนแรงนั่นเผาไหม้จนเนื้อเกรียมเป็นสีดำควันสีขาวลอยขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสจนเขาถึงกับหลั่งเหงื่อเย็น

            เขามองไปที่หลินหยางอีกครั้ง ตอนนี้มันกลับมายืนบนพื้นอีกแล้ว

            ดวงตาสีโลหิตที่กำลังลุกไหม้คู่นั้นจับจ้องมาที่เฉินผิงตรงๆ

            “ไม่...เป็นไปไม่ได้...”

            เฉินผิงแทบจะเป็นบ้าอยู่รอมร่อแล้วเมื่อครู่เขามั่นใจมากว่าเล่นงานหลินหยางจนยับเยินเละเทะไปแล้ว แต่ทำไมมันยังยืนด้วยท่าทีสบายๆแบบนั้นได้อยู่เล่า

            แถมยังมีพลังงานความร้อนสุดอันตรายนั่นอีก...

            นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?

            “เจ้าใช่ไหมที่คิดจะทำลายร่างสถิตของจักรพรรดิอย่างข้า?”

            หลินหยางเปิดปากพูดแล้ว น้ำเสียงนั่นเย็นเยือกดุจน้ำแข็งพันปีดูองอาจราวกับราชันจากสรวงสวรรค์ แตกต่างกับเด็กหนุ่มก่อนหน้าราวกับคนละคน

            “หลินอี้ เจ้า เจ้าเป็นใครกันแน่...”

            เฉินผิงไม่ได้โง่เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวของหลินหยางเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ รู้สึกแต่เพียงว่าตัวเองเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าหลินหยางแล้วช่างต้อยต่ำยิ่งกว่ามดปลวกเสียอีก

            “เจ้า คิดจะหักกระดูกของข้าทั้งตัวเลยอย่างนั้นหรือ?”

            หลินหยางนำคำพูดสบถของเฉินผิงมาพูดซ้ำอย่างสนุกปากเหมือนกับว่าเขากำลังล้อเล่นกับอีกฝ่ายอยู่

            “อืม วิธีตายแบบนี้ก็ไม่เลว เหมาะกับเจ้าดี...หืม?เจ้ามดปลวกนี่ขี้ขลาดขนาดนี้เลยรึ ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลาแบบนี้เสียเกียรติจักรพรรดิอย่างข้าจริงๆ...”

            หลินหยางค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดเอาหน้ากากที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดนี่ออก

            ในที่สุดเฉินผิงก็ได้เห็นใบหน้าที่เขาไม่มีทางลืมไปตลอดชีวิตนั่น

            “หลิน หลินหยาง... เจ้ายังไม่ตาย!!!!”

            เฉินผิงรู้สึกตกใจจนเหมือนกับว่าวิญญาณกำลังจะหลุดลอยออกจากร่าง

            เจ้าผู้อาวุโสตระกูลเวินที่ทำให้เขาต้องเหนื่อยแทบตายนั่นกลับเป็นเจ้าโง่ที่เคยถูกเขาลงมือฆ่าทิ้งพร้อมกับเผาศพด้วยตัวเอง

            หลินอี้?

            ตายแล้วเกิดใหม่?

            หรือว่าเป็นภูตผีที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด?

            เฉินผิงยืนมองหลินหยางที่ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาหาเขาทีละก้าวจนเขาสั่นไปทั้งตัว ไม่มีความคิดที่จะต่อสู้ด้วยเลยแม้แต่น้อย ทำได้แค่ค่อยๆ ถอยหนีทีละก้าว

            “เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้...”

            เฉินผิงพูดคำว่าเป็นไปไม่ได้ออกมาสามครั้งติดกันเขาสับสนจนแทบเป็นบ้า

            เขาตัดสินใจแล้วว่าต้องรีบหนีออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มันพิสดารเกินกว่าที่เขาจะทำความเข้าใจได้เขาต้องรีบกลับไปรายงานเรื่องทั้งหมดให้เฉินเย่เซิงฟังเสียก่อน

            เจ้าหลินหยางนั่น...มันยังไม่ตาย!!!!

            เฉินผิงหันตัวดังฟึบเร่งพลังขึ้นที่ขาทั้งสองแล้วจึงถีบตัวพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

            ความเร็วที่เขาใช้หนีนั้นเป็นความเร็วสูงสุดที่เขาสามารถทำได้แล้วแต่น่าเสียดายที่ในจังหวะที่เขากำลังดีดตัวออกไปนั่นเอง หลินหยางก็ชูมือขึ้นฟ้า

            ทั้งโลกพลันหยุดนิ่งลงทันที

            เฉินผิงรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเขากลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นหยุดเขาเอาไว้กลางอากาศ ไม่ว่าเขาจะออกแรงมากแค่ไหนก็ไม่สามารถขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว

            “อา...อา...”

            ริมฝีปากอันไร้เรี่ยวแรงนั่น อ้าปากพะงาบๆ ราวไก่ป่าที่กำลังหวาดกลัวแต่กลับไม่สามารถส่งเสียงอะไรออกมาได้เลยทำได้แค่มองตัวเองที่ถูกพลังสุดพิสดารบางอย่างหยุดเอาไว้ เขาค่อยๆ หันไปหาหลินหยาง

            “เจ้ายังคิดจะหนีอีกหรือ?”

            หลินหยางขยับมือของตัวเองเพียงเล็กน้อยทำให้เฉินผิงหันกลับมาหาเขา น้ำเสียงยังคงนิ่งสงบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้นราวกับว่ากำลังพูดอยู่กับมดปลวกอยู่ก็มิปาน

            เฉินผิงตกใจจนแทบจะเสียสติ

            นี่มันอภินิหารที่มีแต่พวกเทพเจ้าเท่านั้นถึงจะใช้ได้หลินหยางนี่ ตกลงแล้วมันคือตัวอะไรกันแน่?

            หลินหยางแบมือออกราวกลับว่ากำลังถือพานดอกไม้เอาไว้อยู่แต่ตอนที่เขาค่อยๆ กำมือเข้ามานั้น เหตุการณ์สุดสะพรึงก็บังเกิดขึ้น

            แกรก แกรก

            ทั้งตัวของเฉินผิงกำลังบิดไปมาอย่างพิสดาร

            แววตาของเขาตอนนี้หม่นหมองราวกับปลาตายตัวหนึ่งทำได้แค่มองดูร่างกายของตัวเองที่ตอนนี้ถูกบิดจนมีสภาพแปลกประหลาดข้อต่อทุกส่วนของเขาถูกบิดจนแตกเละเป็นเศษผง...

            อื้ออออออ!!!!

            เฉินผิงอยากกรีดร้องออกมาใจแทบขาดแต่แค่จะอ้าปากเขายังทำไมได้เลย

            ความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินกว่ามนุษย์จะทนได้นี่ถูกอัดอั้นเอาไว้ภายในร่างกายของเขาโดยที่ไม่สามารถปลดปล่อยออกมาได้เหมือนกับว่าความรู้สึกเจ็บปวดเองก็เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วยประมาณสิบเท่า

            น่ากลัวเกินไปแล้ว

            หลินหยางในตอนนี้มันคืออสูรกายเลือดเย็นชัดๆถึงจะเห็นเฉินผิงที่ต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่สุดในโลกมนุษย์แบบนี้แล้วบนใบหน้าก็ยังคงนิ่งสงบไร้ซึงวี่แววของอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

            “ยังไม่ถึงจุดที่กระดูกหักทั้งตัวแบบที่เจ้าพูดเสียหน่อย”

            คำพูดของหลินหยางทำเอาเฉินผิงสิ้นหวังทันที

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน