บทที่ 30
ฉัตรสุดากล่าวพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่ซึมๆออกมา และเดินขึ้นบนชั้นสองทันที ปีเตอร์เองก็เช่นกัน เขาต้องแต่งตัวเป็นทางการมากที่สุด และไม่ว่าเขาจะต้องก้มหัว หรือคุกเข่านานสักแค่ไหน เขาก็จะทำ ถ้ามันช่วยเหลือลูกชาย และตระกูลของเขาได้ เขายินดีที่จะทำมัน“ไปพบกับคนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นน่ะเหรอ.. เฮ้ออ! ถ้าเพื่อตระกูล ฉันก็คงจะต้องทำอะไรสักอย่างเช่นกัน” คริสกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมา ก่อนที่เธอจะไปอาบน้ำแต่งตัวสระผมด้วยเช่นกัน การไปพบกับคนที่มีอำนาจขนาดนั้น มันจำเป็นต้องสุภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ..กลับมาทางด้านของโอ๊ต ที่กำลังเกาหัวหงึกๆอยู่..“ไอ้เจ้าบ้าสี่ตานั่นมันช่างหางานให้เก่งจริงๆ.. เฮ้อ” โอ๊ตที่เพิ่งจะวางสายจากกิตติไป เขาก็บ่นออกมาอย่างเซ็งๆ เพราะเรื่องที่เขาได้แจ้งมาก็เป็นเรื่องของรถยนต์ของเขาที่หายไปมันยังส่งผลปัญหาตามมาอยู่“เกิดอะไรขึ้นเหรอโอ๊ต สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ..” ปิงปิงที่อยู่ข้างกับโอ๊ตเอ่ยถามด้วยความสงสัย“ก็ไม่มีอะไรหรอก เมื่อวานรถของฉันถูกขโมยไปน่ะ.. กิตติก็เลยโทรมาบอกว่าครอบครัวของผู้จ้างวานจะมาขออภัยกับฉัน เฮ้ออ ทั้งๆที่ไม่น่าจะให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลยแท้ๆ..” โอ๊ตกล่าวไปตามตรง เพราะถึงอย่างไร ปิงปิงก็รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้ว ดังนั้นเขาสามารถคุยกับเธอได้ตรงๆ“ก็นะ.. ก็โอ๊ตเป็นคนสำคัญของตระกูล ณ สุวรรณภูมินี่นา.. มันก็เป็นเรื่องปกติล่ะนะ” ปิงปิงกล่าว และดูเหมือนว่าทั้งคู่ก็จะเข้าใจคนละความหมายกันอยู่ ที่ปิงปิงบอกว่าโอ๊ตเป็นคนสำคัญของตระกูลนั้นก็เพราะในฐานะเซียนแพทย์ แต่สำหรับโอ๊ตแล้วเขาเข้าใจว่าปิงปิงรู้แล้วว่าเขาเป็นคุณชายของตระกูล“เหอะ! ช่างเถอะ ใจจริงฉันก็ไม่อยากจะญาติดีกับพวกเขาหรอกนะ.. เราไปกันเลยไหม” โอ๊ตกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์เท่านั้น และวันนี้เขาก็มีคิวหลายอย่างที่จะต้องไปทำ หลังจากที่ทานข้าวกับชุนตงแล้ว ก็คิดว่าจะมุ่งตรงไปธนาคาร เพราะเขาตั้งใจจะจัดการกับเจ้าบัญชีเงินฝากอันใหม่นั้นเสียที“ค่ะโอ๊ต...” ปิงปิงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่ทั้งสองจะขึ้นรถสปอร์ตคันงามเพื่อไปร้านอาหารที่คุณตาของปิงปิงจองเอาไว้ มันเป็นภัตตาคารอาหารจีนที่มีชื่อดังในจังหวัดเชียงใหม่ ‘ภัตตาคารอาหารสวรรค์เจิ้น’ แน่นอนว่าน้อยคนมากที่จะได้เข้ามาทานที่นี่ เพียงแค่ข้าวผัดจานเล็กโง่ๆของภัตตาคารนี้ราคาก็ล่อไปสูงถึง 500 บาทเข้าไปแล้ว แม้แต่เด็กน้อยทานไปก็ไม่รู้ว่าจะอิ่มไหม ไม่นานเท่าไรรถสปอร์ตคันงามก็แล่นเข้ามาบริเวณหน้าทางเข้าภัตตาคาร โดยที่มีกิตติ และคนอื่นๆรอต้อนรับพวกเขาอยู่gg]h;“สวัสดีตอนบ่ายขอรับคุณหนู.. ไม่ทราบว่าคุณหนูจะรังเกียจไหม หากกระผมจะขับรถของคุณหนูไปจอดให้น่ะขอรับ..” กิตติกล่าวกับโอ๊ตด้วยรอยยิ้มอันแสนหวาน แน่นอนว่ามันสร้างความหมั่นไส้ให้กับโอ๊ตไม่น้อย“เออๆ ผมไม่ถือ.. เห็นหน้าแกล่ะเซ็งชะมัดยากเลยแฮะ น่าจะรีบๆตายๆไปซะ เฮ้อออ” โอ๊ตกล่าวอย่างเซ็งจิต ช่วงนี้เจ้าหมอนี่เข้ามายุ่งกับชีวิตเขามาจนเกินไปแล้ว เขาอยากให้ทุกอย่างรีบกลับมาเป็นปกติเสียที คนอื่นๆก็ได้แต่ยืนดูเหตุการณ์นิ่งๆ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลยสักคำ เพราะดูเหมือนโอ๊ตจะไม่ค่อยสบอารมณ์“แหม! คุณหนูล่ะก็.. ขอบคุณสำหรับคำชมขอรับ..” กิตติกล่าวพร้อมกับรับกุญแจรถมาจากคุณหนู โอ๊ตที่เห็นก็ยิ่งหัวเสียเข้าไปใหญ่ แต่ก็ช่างมันเถอะ หลังจากจบเรื่องนี้ไป หวังว่าจะไม่ต้องเจอกันอีกมันจะดีที่สุด เขาแค่ต้องผ่านวันนี้ไปให้ได้ก็พอ“เชิญทางนี้ขอรับคุณหนู..” พงษ์ภัคดีกล่าวเชิญคุณหนูตามปกติ แต่ทว่าบุคคลที่อยู่ตรงนั้นด้วย ครอบครัวของชุนตงก็เริ่มสงสัยขึ้นมา ทำไมพวกเขาสองคนถึงได้เรียกโอ๊ตว่า ‘คุณหนู’ กันด้วยล่ะ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะส่ายหน้าสะบัดความคิดนี้ทิ้งไปก่อน“สวัสดีครับคุณตาชุนตง.. ดูแข็งแรงขึ้นนะครับ..” โอ๊ตหันมาก่อนจะเริ่มทักทายกับชุนตงก่อน ซึ่งเป็นมารยาทของคนที่อายุน้อยกว่าจะต้องยกมือไหว้คนที่มีอายุเยอะกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แน่นอนว่ามันทำให้ชุนตงถึงกับไปไม่เป็น เขาได้ยินมาว่า ‘เซียนแพทย์’ แต่ละคนมีอายุหลักร้อยกันทั้งนั้น เขารีบก้มหัวแทบไม่ทันเลยทีเดียว“ไม่ได้ๆขอรับ.. ท่านเป็นถึงเซียนแพทย์.. ท่านไม่ควรแม้แต่ต้องยกมือให้เมื่อยเลยขอรับ” ชุนตงกล่าว โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เขาเกาแก้มเล็กน้อย ก่อนจะคิดได้ และมันก็ยิ่งทำให้ความโมโหของเขามีต่อกิตติมากขึ้นไปอีก ‘คงจะเป็นเจ้านั่นอีกแล้วสินะ.. มันก็เก่งนะ ยังรู้อีกว่าฉันรักษาคนอื่นได้ เราคงจะดูถูกตระกูลไปหน่อย หลังจากนี้ต้องระวังตัวบ้างแล้ว..’ โอ๊ตทำท่านึกคิดเล็กน้อย ก่อนจะหันมาตอบกล่าวอะไรที่มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา แต่มันไม่ใช่ธรรมดาสำหรับชุนตง “คุณตาชุนตงกล่าวผิดแล้ว.. ผมไม่ได้เป็น ‘เซียนแพทย์’ สักหน่อย แต่ผมเป็นเพียงแค่ ‘แพทย์เทวะ’ เท่านั้นเอง..” โอ๊ตกล่าว และดูเหมือนเขาจะเข้าใจผิด ถ้าว่าด้วยกันตามตำแหน่งแพทย์ลมปราณแล้วล่ะก็ แพทย์เทวะถือว่าเป็นจุดสูงสุดของการเป็นแพทย์ลมปราณแล้ว แต่โอ๊ตกลับไม่รู้ และคิดว่าคำว่า ‘เซียน’ มันยิ่งใหญ่ที่สุด ชุนตงที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับช็อกไปเลย ‘ท่านกล่าวว่า ‘แค่แพทย์เทวะ’ .. ‘แค่’ อย่างนั้นเหรอ..’ เมื่อชุนตงพิจารณาคิดดูดีๆแล้วว่าท่านพูดว่า‘แค่’ มันเหมือนเป็นการประชดประชันอย่างไรอย่างนั้น หรือบางทีเขาอาจจะกล่าวอะไรที่ไปดูถูกท่านเข้าให้แล้ว และมันต้องเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเขาเข้าใจผิดว่าท่านเป็นแค่ ‘เซียนแพทย์’ เท่านั้น แน่นอนว่าชุนตงก็ถึงกับคุกเข่าลงไปในทันที “ขออภัยขอรับท่านแพทย์เทวะ.. ข้ามีตาหามีแววไม่ ข้ายังอ่อนต่อโลกมากนัก จึงมองท่านผิดไป ได้โปรดอภัยให้กับข้าด้วยเถอะ..” เมื่อชุนตงแสดงท่าทีอย่างนี้ออกมา แน่นอนว่าโอ๊ตก็ถึงกับไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาไม่รู้เลยว่าตัวตนของ ‘แพทย์เทวะ’ นั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน ตามตำนานว่ากันว่า ‘เซียนแพทย์’ นั้นในรอบ 100 ปีจะมีสักคนที่ก้าวข้ามไปถึงระดับนั้น ลำดับต่อมาจะเป็น ‘กึ่งแพทย์เทวะ’ ซึ่งในรอบ 1,000 ปีจะมีบุคคลเช่นนั้น แล้วลำดับสุดท้ายที่เหล่าแพทย์ลมปราณได้แต่ใฝ่ฝัน ตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าในรอบ 5,000 ปีจะมีสักคนหรือไม่ก็ยังไม่มีใครรู้เลย มันช่างเป็นบุญวาสนาจริงๆที่ชุนตงได้มีโอกาสพบเจอ และถูกท่านผู้นี้รักษาให้“ไม่เห็นจำเป็นต้องทำอย่างนี้เลยครับคุณตาชุนตง ลุกขึ้นเถอะครับ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับเดินเข้าไปพยุงตัวของชุนตง เขาคิดว่ามันไม่เหมาะสมสักเท่าไรที่จะให้คนแก่อย่างชุนตงคำนับ“มิได้ขอรับ.. ท่านเป็นถึงแพทย์เทวะผู้ยิ่งใหญ่ แม้ในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ผ่านมายังไม่มีใครเคยพบเจอ ตัวตนของท่านเป็นดั่งตำนาน ท่านเหมาะสมแล้วที่จะได้รับการคำนับจากข้าผู้น้อย.. ข้าน้อย ตง แส่ ชุน ขอคำนับท่านเทวะแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ขอรับ..” ชุนตงกล่าวพร้อมกับคำนับลงไปในทันที ท่ามกลางสายตาของประชาชีทั้งหลายที่ทำตัวกันไม่ถูกเลยทีเดียว ‘อิหยังกันวะเนี่ย ตัวตนนี้มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ’ โอ๊ตได้แต่จำใจตามน้ำไปก่อน กว่าที่จะกล่อมชุนตงให้ลุกขึ้นยืนได้ เขาจะต้องใช้เหตุผลหลายอย่าง และที่ได้ผลที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัว เขาบอกกับชุนตงว่าเขาไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้เรื่องนี้ ชุนตงเองก็เข้าใจ และยอมทำตามแต่โดยดี โอ๊ตที่ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดีก็ได้ขอตัวเข้าห้องน้ำ เพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเองที่ยังสับสนอยู่ แน่นอนว่าเขาได้สั่งห้ามให้ทุกๆคนไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม ติดตามเขามาเด็ดขาด และเมื่อทุกคนได้ยินอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าที่จะขัดคำสั่งของเขา และทำได้แต่เข้าไปรอที่ห้องรับรองสำหรับ VVIP เท่านั้น“อยากจะบ้าตาย.. ไอ้ระบบก็ไม่บอกอะไรกันเลย ทักษะระดับพิเศษนี่ช่างน่ากลัวจริงๆ”โอ๊ตกล่าวพร้อมกับใช้มือที่อุ้มน้ำจากอ่างล้างหน้าเข้ากระทบกับหน้าของตัวเองในทันที และหลังจากนี้เขาจะต้องระวังเรื่องของทักษะพวกนี้ให้ดี ไม่อย่างนั้นมันอาจจะนำพาความเดือนร้อนมาให้กับเขาในอนาคตมากขึ้นก็เป็นไปได้ แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง โอ๊ตกำลังมองดูตัวเองที่กระจก เสียงของชายคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาทักทายกับเขาอย่างสนิทสนมกัน“อ่าววว นั่นมันตาโอ๊ตไม่ใช่เหรอ..” ชายคนหนึ่งในชุดสูทเก่าเอ่ยทัก“ห๊ะ! อ่าวพี่เกมนี่นา.. เป็นไงบ้างครับ สบายดีหรือเปล่า” โอ๊ตที่หันไปมองก็พบกับรุ่นพี่ที่รู้จัก และชายคนนี้มีชื่อว่า ‘เกม’ เป็นคนรู้จักที่โบสถ์ใกล้ๆกับสลัมที่เขาอาศัยอยู่เมื่อก่อน และหลังจากที่พ่อแม่เสียไป หลายครั้งที่เขาได้โบสถ์นี้ช่วยเหลือในเรื่องอาหารการกิน“พี่ก็สบายดี แล้วเราล่ะเป็นยังไงบ้าง.. ทำหน้าตาเหมือนเครียดๆนะ หรือว่าจะมาสมัครงานที่นี่อย่างนั้นเหรอ” เกมกล่าว และเข้าใจว่าโอ๊ตน่าจะกำลังผิดหวังที่ไม่ได้งานที่นี่ ถึงเขาจะเข้าใจดีว่าโอ๊ตนั้นขยันแค่ไหนก็ตาม ถ้าเขาเป็นเจ้าของจะรับโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าเขาก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ในตอนนี้“แฮ่ๆ ก็ประมาณนั้นแหละครับ...”