หลังลาจากสำนักโอสถจันทรา เหวินซานเลือกเดินไปตามเส้นทางการค้าสายหลัก ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ภูเขาและแม่น้ำมากมาย
การมาครั้งนี้ เขาไม่ได้บอกกล่าวศิษย์พี่ทั้งสองล่วงหน้า มีเพียงจดหมายสั้น ๆ ที่ฝากเอาไว้ก่อนออกเดินทาง ไม่ใช่เพราะกลัวว่าทั้งสองจะโกรธ แต่เหวินซานรู้จักตนเองดี หากพวกเขาเอ่ยปากห้ามขึ้นมาจริง ๆ เขาอาจยอมอยู่ต่อ
ระหว่างวัน เหวินซานอาศัยการเก็บสมุนไพรและล่าสัตว์อสูรระดับต่ำเป็นเสบียงสำหรับการเดินทาง ส่วนต้วนต้วนก็คอยคลานตามหาเห็ดพิษและสมุนไพรแปลก ๆ กินเป็นระยะ ตกกลางคืน เมื่อพบสถานที่เหมาะสมสำหรับพักแรม เขาจะจัดวางสิ่งเตือนภัยอย่างง่ายไว้รอบบริเวณ ก่อนเข้าสู่มิติวิญญาณ
สมุนไพรที่เขาปลูกทิ้งไว้ในมิติวิญญาณตั้งแต่ก่อนเดินทางไปยังเหมือง บัดนี้ล้วนมีอายุสะสมหลายสิบปีแล้ว
ส่วนเวลาส่วนใหญ่ภายในมิติไม่ได้ถูกใช้ไปกับการเพิ่มระดับพลังบ่มเพาะ แต่เป็นการฝึกฝนคัมภีร์จิตเทวะ
เหวินซานนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลาน ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจค่อย ๆ ยาวและสม่ำเสมอ ข้อความจากคัมภีร์ปรากฏขึ้นภายในห้วงความคิดทีละบรรทัด
จิตมนุษย์เยือกแข็ง หนึ่งจิต ร้อยความคิด ผันแปรเป็นเจตจำนง
เมื่อรวบรวมสมาธิ ผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ ความคิดต่าง ๆ ก็เริ่มผุดขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม ทั้งเส้นทางในวันพรุ่งนี้ สมุนไพรที่เก็บได้ โอสถที่ยังเหลือ งานประลองสามสำนัก กระทั่งเสียงร้อง "อึ๊บ" ของต้วนต้วน
ยิ่งพยายามไม่คิด ความคิดเหล่านั้นกลับยิ่งชัดเจน เมื่อเขาใช้พลังจิตกดทุกสิ่งให้เงียบลง ความปวดแปลบกลางหว่างคิ้วก็แล่นขึ้นทันทีจนต้องลืมตาขึ้น
เขารีบหยิบสมุดขึ้นมาบันทึกทันที การฝึกครั้งที่สิบเจ็ด ใช้พลังจิตบังคับระงับความคิดทั้งหมด ส่งผลให้จิตต่อต้าน ยิ่งกด ความคิดยิ่งฟุ้งซ่าน
ปลายพู่กันหยุดลงเล็กน้อย เหวินซานนึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้จากการหลอมโอสถ "หรือข้าไม่จำเป็นต้องหยุดมัน?"
เขาวางสมุดลงแล้วหลับตาอีกครั้ง คราวนี้เมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้น เขาเพียงรับรู้ว่ามันมีอยู่ ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป จากนั้นอีกความคิดก็เกิดขึ้น ยิ่งเฝ้ามองเขายิ่งประหลาดใจ สิ่งที่เคยเรียกว่าความคิดของตนเอง แท้จริงประกอบขึ้นจากความคิดเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน และเมื่อเขาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกมัน จิตใจก็ค่อย ๆ สงบลงเอง
ทันใดนั้น ภายในห้วงจิตของเหวินซาน ปรากฏจุดสีดำเล็กจิ๋วขึ้นหนึ่งจุด ดวงจิตสีดำ เป็นขั้นแรกของจิตมนุษย์เยือกแข็ง ความเหนื่อยล้า ความหงุดหงิด ตลอดจนความคิดฟุ้งซ่านค่อย ๆ ถูกแยกออกจากการรับรู้ แม้ยังรับรู้ได้ แต่พวกมันไม่สามารถลากจิตใจให้ไหลตามไปได้ง่ายเหมือนก่อน
เหวินซานลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"เยือกแข็ง..." เขาพึมพำ "ไม่ใช่ไร้อารมณ์ แต่เป็นการไม่ปล่อยให้อารมณ์ควบคุมจิต"
หลังจากเข้าใจจุดนี้ การฝึกของเขาก็เปลี่ยนไป เหวินซานไม่ได้เพียงนั่งสมาธิเฉย ๆ แต่เริ่มสร้างสิ่งรบกวนขึ้นด้วยตนเอง บางครั้งเขาวางสมุนไพรสิบชนิดเพื่อพยายามใช้จิตแยกแยะกลิ่น สรรพคุณ อายุ และคุณภาพพร้อมกัน บางครั้งเขาจุดเปลวไฟขึ้นห้าดวง แล้วบังคับให้แต่ละดวงรักษาความร้อนต่างระดับกัน จากที่ล้มเหลวในครั้งแรก ๆ จนกระทั่งสามารถรักษาเปลวไฟไว้ได้พร้อมกัน และเริ่มสัมผัสได้ว่าจิตของตนสามารถแบ่งออกเป็นหลายส่วนได้ ทั้งควบคุมเปลวไฟ สังเกตสมุนไพร และเฝ้ามองการไหลเวียนของพลังวิญญาณ
เมื่อฝึกมาถึงจุดนี้ เหวินซานจึงหันความสนใจกลับมายังตันเถียนของตนเอง
ภายในนั้น ก้อนหินสีดำยังคงลอยนิ่งอยู่เหนือทะเลพลังวิญญาณ อักขระสีทองสามเส้นบนผิวหินส่องแสงวูบไหวเป็นระยะ ส่วนเมล็ดเพลิงสีแดงลอยอยู่ไม่ห่างจากมันนัก
นับตั้งแต่เหตุการณ์ในถ้ำเหมันต์ เพลิงวิญญาณก็ไม่ต่อต้านเขาเช่นแต่ก่อน มันยอมให้เหวินซานดึงพลังออกมาใช้ ควบคุมทิศทาง และปรับระดับความร้อนได้ตามเจตจำนงในระดับหนึ่ง
แต่การยอมรับ กับ การหลอมรวม ยังคงเป็นคนละเรื่องกัน
เหวินซานเคลื่อนจิตเข้าไปสัมผัสเมล็ดเพลิงอย่างระมัดระวัง ไม่นาน เปลวเพลิงสายหนึ่งก็แยกตัวออกมา ไหลผ่านเส้นวิญญาณ ก่อนลุกไหม้อย่างสงบอยู่เหนือฝ่ามือ
พรึ่บ!
เปลวเพลิงพลันพุ่งสูงขึ้น ความร้อนแผ่ออกมาจนสมุนไพรใกล้ ๆ เริ่มเหี่ยวเฉา
เหวินซานรีบชักมือกลับ เปลวเพลิงจึงค่อยสงบลง
หลังจากนั้น เขาจึงนำเพลิงวิญญาณมาใช้ร่วมกับการฝึกคัมภีร์จิตเทวะ
สมุนไพรห้าชนิดถูกวางเรียงอยู่เบื้องหน้า เตาโอสถตั้งอยู่ตรงกลาง เหนือมือขวามีเปลวไฟธรรมดาสามดวง ส่วนมือซ้ายลุกไหม้ด้วยเพลิงวิญญาณสีแดงดั่งโลหิต
เหวินซานแบ่งสมาธิออกเป็นสามส่วน
ควบคุมพลังวิญญาณ ควบคุมเปลวไฟ และควบคุมเพลิงวิญญาณ
ครั้งแรก เขารักษาสภาวะนั้นไว้ได้เพียงสิบหกลมหายใจ
ครั้งที่สี่สิบสาม ยี่สิบห้าลมหายใจ
กระทั่งครั้งที่ห้าสิบ เขาสามารถรักษาทุกอย่างเอาไว้พร้อมกันได้เกือบหนึ่งก้านธูป
คืนแล้วคืนเล่า ดวงจิตสีดำยิ่งมั่นคงขึ้น การควบคุมเพลิงของเขาก็ยิ่งละเอียด จากเปลวเพลิงหนึ่งสาย เขาเริ่มแยกมันออกเป็นเส้นเล็ก ๆ หลายสาย และควบคุมความร้อนของแต่ละสายแตกต่างกันได้
ถึงกระนั้น เมล็ดเพลิงก็ยังไม่ยอมหลอมรวมกับเขา
คราวนี้เหวินซานไม่คิดฝืนอีก เมื่อนึกถึงกระดานหมากบนยอดเขา เขาก็หัวเราะเบา ๆ “ดูเหมือนข้ายังติดนิสัยชอบบังคับอยู่จริง ๆ...” เขาปิดสมุดลง ในเมื่อมันยอมรับเขาแล้ว เรื่องหลอมรวมก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ
ส่วนเคล็ดวิชาปิดลมหายใจที่กู้หยวนชิงมอบให้ เหวินซานยังคงฝึกควบคู่กันไป หลังจากพลังจิตละเอียดขึ้น การฝึกกลับง่ายกว่าที่คิด
จากเดิมที่ซ่อนกลิ่นอายได้เพียงไม่กี่ลมหายใจ ไม่นานก็เพิ่มเป็นหนึ่งก้านธูป หนึ่งชั่วยาม และหลายชั่วยาม
ท้ายที่สุด เขาสามารถควบคุมการรั่วไหลของพลังจากตันเถียนและเส้นวิญญาณได้อย่างละเอียด แม้แต่กลิ่นอายของเพลิงวิญญาณก็ถูกปิดบังจนแทบไม่เหลือร่องรอย
ถึงตอนนี้ เหวินซานจึงเริ่มเข้าใจว่า คัมภีร์จิตเทวะ อาจมีค่ามากกว่าวิชาโจมตีทั่วไปเสียอีก
หากวันหนึ่งเขาสามารถไปถึงขั้น หนึ่งจิต ร้อยความคิด ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการหลอมโอสถ ควบคุมเพลิง วางค่ายกล หรือแม้แต่ต่อสู้เขาอาจทำหลายสิ่งพร้อมกันได้โดยไม่เสียจังหวะเลยแม้แต่น้อย
หลายวันผ่านไป เหวินซานเดินทางมาถึงเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง กำแพงเมืองสูงตระหง่านราวกับภูผา สร้างจากหินสีเทาดำขนาดมหึมา บนกำแพงมีอักขระค่ายกลสลักไว้เป็นระยะ แผ่คลื่นพลังวิญญาณแผ่วเบาปกคลุมทั่วทั้งเมือง
เหนือประตูเมืองแขวนป้ายไม้ขนาดใหญ่ "เมืองหลิงอวิ๋น" หน้าประตูมีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด ทั้งกองคาราวานสินค้า รถม้าวิญญาณ ผู้ฝึกตนจากสำนักต่าง ๆ รวมถึงชาวบ้านธรรมดาที่แบกของกันอย่างคึกคัก
เหวินซานเดินผ่านประตูเมืองไปพร้อมผู้คน ทันทีที่ก้าวเข้าไป เสียงจอแจพลันถาโถมเข้าหู สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าหลากหลายประเภท ร้านขายสมุนไพรส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยออกมา ร้านอาวุธแขวนกระบี่ หอก ง้าว และโล่วิญญาณไว้เต็มผนัง บางร้านถึงกับนำแกนอสูรมาวางใว้หน้าร้านเรียกลูกค้า
เสียงพ่อค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังไม่ขาดสาย "แกนอสูรขั้นสอง ราคาถูก!"
"โอสถฟื้นฟูวิญญาณ หลอมโดยนักหลอมโอสถระดับสอง!"
ผู้คนเดินสวนกันแน่นขนัด เหวินซานสังเกตเห็นว่าผู้ฝึกตนในเมืองแห่งนี้มีทุกระดับ บางคนแผ่กลิ่นอายเพียงจุดประกายวิญญาณขั้นสอง บางคนกลับแข็งแกร่งจนเขามองระดับไม่ออก
แม้แต่ผู้เฒ่าขอทานที่นั่งดื่มสุราอยู่ริมถนน ยังทำให้เหวินซานรู้สึกถึงกลิ่นอายที่ไม่อาจมองทะลุ
'เมืองนี้... ซ่อนผู้แข็งแกร่งไว้ไม่น้อย' เหวินซานไม่กล้าปล่อยสัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบโดยพลการ เขาเพียงใช้เคล็ดวิชาปิดลมหายใจซ่อนระดับพลังของตนไว้ที่จุดประกายวิญญาณขั้นสอง ก่อนเดินชมเมืองอย่างเงียบ ๆ
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงใจกลางเมือง ตรงนั้นมีลานกว้างกินพื้นที่หลายร้อยจั้ง ผู้คนแน่นขนัดกว่าบริเวณอื่นหลายเท่า สายตาของเหวินซานสะดุดเข้ากับอาคารสูงเจ็ดชั้นหลังหนึ่ง ตัวอาคารสร้างจากไม้ดำทั้งหลัง รอบชายคาแกะสลักลวดลายดอกเบญจมาศบานสะพรั่ง เหนือประตูใหญ่แขวนป้ายสีดำสนิท ตัวอักษรสีทองสี่ตัวสะท้อนแสงแดดยามบ่าย 'สมาคมเบญจมาศ'
ผู้ฝึกตนเข้าออกไม่ขาดสาย บางคนอุ้มอสูร บางคนหอบสมุนไพรหายาก บางคนเปื้อนเลือดไปทั้งตัว แต่ทุกคนล้วนมุ่งหน้าเข้าสู่อาคารหลังนั้น
เหวินซานหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง ความสงสัยค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในดวงตา
สถานที่แห่งนี้... ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงหอรับจ้างธรรมดา แต่เป็นศูนย์รวมของผู้ฝึกตนจากทั่วทุกสารทิศ หลังจากครุ่นคิดอยู่ไม่นาน เขาก็ก้าวขึ้นบันไดหิน ตรงเข้าสู่สมาคมเบญจมาศ
ภายในกว้างขวางกว่าที่เห็นจากภายนอกหลายเท่า กำแพงทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยแผ่นประกาศภารกิจนับพันแผ่น เสียงผู้คนพูดคุยดังระงม หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม "ยินดีต้อนรับสู่สมาคมเบญจมาศ ท่านต้องการรับภารกิจ หรือส่งมอบภารกิจเจ้าคะ"
เหวินซานประสานมือ "ข้าเพิ่งมาครั้งแรก ไม่ทราบว่าที่นี่คือสถานที่ใด"
หญิงสาวยิ้มพลางอธิบาย “สมาคมเบญจมาศไม่ขึ้นกับสำนักใด ไม่ขึ้นกับราชสำนัก และไม่ขึ้นกับตระกูลใด ผู้ฝึกตนทุกคนสามารถขึ้นทะเบียนกับสมาคมได้ ตราบใดที่ไม่ใช่คนที่สมาคมประกาศล่า”
นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม “เมื่อเป็นผู้ขึ้นทะเบียนกับสมาคมแล้ว ย่อมถือว่าอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสมาคมในระดับหนึ่ง หากถูกผู้อื่นรังแกหรือไล่ล่าโดยไร้เหตุ สมาคมสามารถออกหน้าให้ได้ตามสมควร และผู้ขึ้นทะเบียนของสมาคมจะไม่ถูกสมาคมตั้งค่าหัวหรือรับภารกิจไล่ล่า เว้นแต่ผู้นั้นจะฝ่าฝืนกฎ หรือกระทำความผิดต่อสมาคมเสียเอง”
เหวินซานพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ “ส่วนผู้ขึ้นทะเบียนของสมาคม แบ่งออกเป็นสี่ระดับ” นางชี้ไปยังตราสัญลักษณ์ที่แขวนอยู่ด้านหลัง
"เบญจมาศทองแดง สำหรับสมาชิกใหม่ รับภารกิจทั่วไป เช่น เก็บสมุนไพร ล่าอสูร หรือคุ้มกันสินค้า "
"เบญจมาศเงิน' สำหรับผู้มีผลงานโดดเด่น สามารถรับภารกิจอันตรายได้"
"เบญจมาศทอง ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เป็นกำลังหลักของสมาคม และ..." นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมองขึ้นไปยังชั้นบนสุดของอาคาร
"เบญจมาศวิญญาณ มีเพียงไม่กี่คนในทั้งแคว้น ทุกคนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งที่มีชื่อเสียง"
เหวินซานมองตามสายตาของนาง ตรงระเบียงชั้นบน ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มชา เพียงแค่เหลือบมองลงมา เหวินซานก็รู้สึกเหมือนถูกภูเขาทั้งลูกกดทับ เขารีบก้มหน้าลงทันที 'แข็งแกร่ง... แข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสกู้เสียอีก'
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ "คุณชายสนใจขึ้นทะเบียนหรือไม่?"
เหวินซานพยักหน้า "ต้องทำอย่างไร?"
นางหยิบแผ่นโลหะสีทองแดงออกมาวางบนโต๊ะ "ไม่ยุ่งยาก เพียงลงชื่อที่ต้องการใช้ แล้วหยดเลือดลงบนตรานี้เพื่อผูกกับกลิ่นอายของท่าน จากนี้ท่านก็จะเป็นผู้ขึ้นทะเบียนระดับเบญจมาศทองแดง"
เหวินซานมองแผ่นโลหะอยู่ครู่หนึ่ง "จำเป็นต้องใช้ชื่อจริงหรือไม่?"
หญิงสาวส่ายหน้า "ไม่จำเป็น สมาคมเบญจมาศมีผู้ฝึกตนพเนจรเข้าออกทุกวัน หลายคนไม่ต้องการเปิดเผยฐานะ ตราบใดที่ตราผูกกับเลือดของเจ้าของและไม่ได้ฝ่าฝืนกฎของสมาคม จะใช้ชื่อใดก็ได้"
เหวินซานพยักหน้าเล็กน้อย นั่นตรงกับความต้องการของเขาพอดี ก่อนออกจากสำนัก เขาตั้งใจไว้แล้วว่า การเดินทางครั้งนี้จะไม่เปิดเผยฐานะศิษย์สำนักโอสถจันทราโดยไม่จำเป็น
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยออกมาสั้น ๆ "ไป๋เจิ้ง"
หญิงสาวชะงัก "ไป๋เจิ้ง?"
"นามที่ข้าจะใช้"
"ได้"
นางจดชื่อนั้นลงไป ก่อนเลื่อนตราทองแดงมาตรงหน้าเขา "หยดเลือดลงไปหนึ่งหยด"
เหวินซานกรีดปลายนิ้วเล็กน้อย
ติ๋ง…
วูม…
อักขระบนแผ่นโลหะส่องแสงแผ่วเบา เลือดหยดนั้นซึมหายเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนตัวอักษรสองคำจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นผิว
ไป๋เจิ้ง
หญิงสาวส่งตราคืนให้ "ยินดีด้วย ตั้งแต่วันนี้... ท่านคือผู้ขึ้นทะเบียนกับเบญจมาศทองแดง สามารถรับภารกิจได้ทันที" เหวินซานรับตรามา ก่อนเดินไปยังผนังประกาศภารกิจ สายตากวาดมองทีละแผ่น ล่าอสูร เก็บสมุนไพร คุ้มกันกองคาราวาน ตามหาคนหาย หลอมโอสถ จับตัวโจร มีภารกิจนับพันรายการเรียงรายเต็มผนัง
ตลอดหลายสัปดาห์หลังจากนั้น ชีวิตของเหวินซานค่อย ๆ กลายเป็นกิจวัตรที่เรียบง่าย
รุ่งเช้าเขาจะเดินเข้าไปยังสมาคมเบญจมาศ รับภารกิจที่เหมาะกับระดับของตน
ตกค่ำ จึงกลับเข้าเมือง ส่งมอบภารกิจ รับหินวิญญาณ แล้วเข้าสู่มิติวิญญาณเพื่อฝึกฝน เขาไม่รีบร้อนเลือกภารกิจที่อันตรายเกินกำลัง แต่เลือกทำภารกิจธรรมดาอย่างสม่ำเสมอ เก็บสมุนไพร ล่าอสูรระดับต่ำ ส่งโอสถ คุ้มกันกองคาราวานระยะสั้น บางครั้งก็รับจ้างตรวจสอบพื้นที่ที่มีสัตว์อสูรออกอาละวาด แม้รางวัลของแต่ละภารกิจจะไม่มากนัก แต่ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เขาจะเก็บสมุนไพรระหว่างทางติดมือกลับมาด้วยเสมอ
เมื่อสะสมมากเข้า เขาก็นำมาหลอมเป็นโอสถในมิติ ส่วนหนึ่งเก็บไว้ใช้เอง อีกส่วนหนึ่งนำไปขายให้สมาคมเบญจมาศ หินวิญญาณในแหวนเก็บของจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย
ส่วนสมุนไพรพิษที่พบระหว่างทาง เหวินซานกลับไม่ได้นำไปขายแม้แต่ต้นเดียว ทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้ให้ต้วนต้วน
หลังจากเหตุการณ์ในถ้ำเหมันต์ เขายืนยันได้แล้วอย่างหนึ่งว่า พิษที่ต้วนต้วนพ่นออกมาไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจากร่างของมันเอง
พิษของมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่กินเข้าไป เมื่อไม่ได้กินพิษเป็นเวลานาน พิษที่สะสมอยู่ภายในร่างก็จะค่อย ๆ ลดลง กระทั่งสุดท้ายแทบไม่เหลือให้พ่นออกมา
เหวินซานจึงเริ่มสงสัยว่า หากพิษที่ต้วนต้วนกินเข้าไปต่างชนิดกัน... พิษที่มันพ่นออกมาจะต่างกันด้วยหรือไม่? และหากต่าง สิ่งใดเหมาะกับมันที่สุด?
นับจากวันนั้น สมุดของเหวินซานจึงมีบันทึกเพิ่มขึ้นมาอีกหมวดหนึ่ง บันทึกการเลี้ยงต้วนต้วน
ครั้งแรก เหวินซานนำหญ้าเขี้ยวงูพิษชาแขนขามาวาง ต้วนต้วนงับกินหมดต้นในคำเดียว หญ้าเขี้ยวงู กินง่าย สีลำตัวเข้มขึ้นเล็กน้อย
ครั้งต่อมาเป็นเห็ดหมอกม่วง ต้วนต้วนส่ายหัวถอยหนีทันที ส่วนเถาวัลย์โลหิต เจ้าหนอนพุ่งเข้าใส่งับเคี้ยวอย่างมีความสุขจนเหวินซานห้ามไม่ทัน
หลายวันเข้า เหวินซานไม่เพียงบันทึกการกิน แต่ยังจดปริมาณ เวลาในการย่อย และลักษณะพิษที่เปลี่ยนไป เมื่อทดลองให้สมุนไพรพิษต่างชนิดร่วมกัน คุณสมบัติของพิษที่ต้วนต้วนพ่นออกมาก็เริ่มเปลี่ยนแปลง บางชุดรุนแรงขึ้น บางชุดกลับหักล้างกันเอง
ดวงตาของเหวินซานเป็นประกาย "พรุ่งนี้ลองอีกสามชนิด"
ต้วนต้วนที่กำลังนอนพุงป่องพลันสะดุ้งรีบใช้ลำตัวกลม ๆ กอดกองสมุนไพรไว้แน่น
นอกจากทำภารกิจ เหวินซานยังใช้เวลาว่างฝึกฝนคัมภีร์จิตเทวะอย่างต่อเนื่อง พลังจิตของเขาค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น สัมผัสวิญญาณละเอียดอ่อนกว่าเดิมหลายเท่า บางครั้งเพียงได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็สามารถแยกออกได้ว่าอีกฝ่ายมีทั้งหมดกี่คน หรือแม้แต่ตรวจจับอสูรที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พุ่มไม้ก่อนมันจะเข้าใกล้
ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือ จนถึงตอนนี้ เหวินซานยังไม่อาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่าตน ฝึกจิตมนุษย์เยือกแข็งขั้นแรกสำเร็จแล้ว
ดวงจิตสีดำภายในห้วงจิตยังคงเลือนราง บางครั้งปรากฏ บางครั้งจางหาย ยังห่างไกลจากคำว่า ดำสนิท ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์
ส่วนเคล็ดวิชาปิดลมหายใจ ก็พัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นกัน จากเดิมที่ซ่อนกลิ่นอายได้เพียงชั่วคราว บัดนี้เขาสามารถปกปิดระดับพลังได้ตลอดทั้งวัน จนแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับเดียวกัน ก็ไม่อาจมองทะลุได้
หลายครั้งระหว่างทำภารกิจ เหวินซานได้พบผู้คนหลากหลาย โลกภายนอก ไม่ได้มีเพียงคนดีหรือคนชั่ว แต่เต็มไปด้วยผู้คนที่เลือกตัดสินใจตามผลประโยชน์ของตนเอง
สมาชิกระดับทองแดงโดยทั่วไปต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะสะสมผลงานเพียงพอสำหรับการเลื่อนระดับ ทว่าเหวินซานแตกต่างออกไป ภารกิจที่เขารับแทบไม่เคยล้มเหลว อีกทั้งหลายครั้งยังนำข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรหรือร่องรอยสัตว์อสูรที่พบระหว่างทางกลับมามอบให้สมาคมโดยไม่คิดค่าตอบแทน
ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ของสมาคมก็เรียกเขาเข้าไปยังห้องรับรอง ชายวัยกลางคนยื่นตราสัญลักษณ์อันใหม่ให้ ตราโลหะสีเงินสลักรูปดอกเบญจมาศอย่างประณีต "ไป๋เจิ้ง... จากผลงานที่ผ่านมา สมาคมมีมติเลื่อนระดับสมาชิกของเจ้า นับจากวันนี้ เจ้าคือผู้ขึ้นทะเบียน 'เบญจมาศเงิน' " เหวินซานรับตราสีเงินมาอย่างสงบนิ่ง
หลังจากได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้ขึ้นทะเบียนเบญจมาศเงิน ภารกิจที่เหวินซานได้รับก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เช้าวันหนึ่งขณะเหวินซานกำลังตรวจดูแผ่นภารกิจ เจ้าหน้าที่ของสมาคมกลับเดินตรงมาหา
"คุณชายไป๋ มีผู้ว่าจ้างต้องการพบเป็นการส่วนตัว" เหวินซานพยักหน้า ก่อนเดินตามอีกฝ่ายไปยังห้องรับรองชั้นสอง ภายในห้อง ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีนั่งจิบชาอยู่ เขาสวมชุดคลุมสีคราม ปักลายกระบี่ไขว้ไว้บนอกเสื้อ กลิ่นอายคมกริบราวกับกระบี่ที่ชักออกจากฝัก
เมื่อเห็นเหวินซาน ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นประสานมือ "ข้าชื่อมู่เฉิง ศิษย์ชั้นในแห่งสำนักพันกระบี่" เหวินซานคารวะตอบ "ไม่ทราบว่าท่านต้องการพบข้าด้วยเหตุใด" มู่เฉิงยิ้ม "ข้าได้ยินว่า สหายหลอมโอสถได้"
เหวินซานไม่ได้ตอบ อีกฝ่ายกล่าวต่อ "อีกเจ็ดวัน... แดนลับโบราณจะเปิด"
มู่เฉิงวางแผนที่ลงบนโต๊ะ "ที่นั่นมีภายในนั้นมีสมุนไพรอายุหลายร้อยปี และเคยมีผู้พบสมุนไพรพันปีมาแล้วเช่นกัน มีมรดกของผู้ฝึกตนยุคโบราณ แต่ผู้ที่เข้าได้ ต้องอายุไม่เกินสิบแปดปี และระดับพลังต้องไม่เกินขั้นลมหายใจวิญญาณ" เหวินซานพยักหน้า มู่เฉิงพูดต่อ "คนของสำนักพันกระบี่เก่งเรื่องสังหาร แต่ไม่มีผู้ใดเชี่ยวชาญโอสถ ข้าต้องการจ้างเจ้า เข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่มของข้า หน้าที่ของเจ้าคือ หลอมโอสถระหว่างทาง ถอนพิษ ดูแลผู้บาดเจ็บ ส่วนเรื่องต่อสู้... พวกเราจะรับผิดชอบเอง"
เหวินซานถามทันที "ค่าตอบแทน" มู่เฉิงหัวเราะ "สมกับที่คนในสมาคมพูดกัน เจ้าไม่พูดพร่ำทำเพลง" เขาหยิบถุงเก็บของวางลง "หินวิญญาณหนึ่งพันก้อน ล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง เมื่อออกมาได้อีกครึ่ง นอกจากนี้ สมุนไพรที่เจ้าหาได้เป็นของเจ้า สมบัติโบราณใครพบก่อนเป็นของผู้นั้น"
เหวินซานนิ่งคิด ข้อเสนอนับว่าดีมาก แต่สิ่งที่ดึงดูดเขาที่สุด กลับไม่ใช่หินวิญญาณ หากเป็นคำว่า 'มรดกโบราณ'
ภายในมิติวิญญาณ ยังมีตำราอีกมาก แต่หลายอย่าง ต้องอาศัยวัตถุดิบ จึงจะฝึกได้
สายตาเด็กหนุ่มเป็นประกาย แล้วจึงเงยหน้าขึ้น "ข้ารับ"
มู่เฉิงยิ้มกว้าง "ดี อีกเจ็ดวัน พบกันที่หุบเมฆาอัสดง"
เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหวินซานเดินทางมาถึงหน้าหุบเขาเมฆาอัสดง สถานที่ซึ่งเป็นทางเข้าสู่แดนลับ ตั้งแต่ยังอยู่ห่างออกไปหลายลี้ เขาก็มองเห็นผู้คนจำนวนมหาศาล ศิษย์จากสำนักต่าง ๆ รวมตัวกัน ชุดคลุมหลากสีปลิวไสวไปทั่วลานหิน บางคนขี่สัตว์อสูรที่แผ่กลิ่นอายแข็งแกร่ง
ตรงกันข้ามกับเหวินซานเดิน เขามาเพียงลำพังและสวมเพียงชุดผ้าสีเทาธรรมดา เนื้อผ้าหยาบ ไม่ต่างจากผู้ฝึกตนอิสระทั่วไป ด้านหลังสะพายกระบี่ธรรมดาเล่มหนึ่ง หากมองผ่าน ๆ คงไม่มีผู้ใดคิดว่าเขาเป็นศิษย์จากสำนักใหญ่
เหวินซานเพียงเลือกมุมเงียบ ๆ แห่งหนึ่ง นั่งลงขัดสมาธิ หลับตาปรับลมหายใจ รอเวลาที่แดนลับจะเปิด
ขณะนั้นเอง เสียงหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นจากอีกด้าน
“ศิษย์พี่ ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หรงอี้ ท่านดูสิ ปีนี้สมาคมเบญจมาศถึงกับส่งผู้ฝึกตนอิสระเข้ามาด้วย”
เหวินซานไม่ได้สนใจในตอนแรก
จนกระทั่งชื่อหนึ่งผ่านเข้าหู
หรงอี้?
เปลือกตาที่ปิดอยู่พลันเปิดขึ้น
ไม่ไกลออกไป กลุ่มศิษย์ในชุดคลุมมังกรสีครามหลายสิบคนกำลังเดินผ่านลานหิน บนอกเสื้อของทุกคนปักตราของสำนักมังกรเอาไว้อย่างเด่นชัด
และท่ามกลางคนเหล่านั้น มีหญิงสาวผู้หนึ่งเดินอยู่ด้านหน้า
เรือนผมดำขลับถูกรวบสูง ใบหน้างดงามเย็นชา กระบี่เงินห้อยอยู่ข้างเอว ทุกย่างก้าวสงบนิ่ง แตกต่างจากเด็กสาวในหมู่บ้านที่อยู่ในความทรงจำของเขาราวกับเป็นคนละคน
เหวินซานมองนางอยู่สองลมหายใจ ก่อนจะจำได้ หูหรงอี้ คู่หมั้นในอดีตของเขา
หลายปีไม่พบกัน นางเปลี่ยนไปไม่น้อย
เหวินซานเพียงมองอยู่ครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลง
ในใจของเขาไม่มีทั้งความโกรธหรือความอาลัย และยิ่งไม่มีเหตุผลให้เดินเข้าไปทักทาย สำหรับเขาเรื่องราวระหว่างทั้งสองจบลงไปตั้งแต่วันที่นางจากหมู่บ้านไปแล้ว
แต่ในจังหวะที่เหวินซานกำลังจะหลับตาลงอีกครั้ง
หูหรงอี้ที่กำลังเดินผ่านไป กลับหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน นางหันกลับมา สายตาคู่งามกวาดผ่านฝูงชน ก่อนจะหยุดอยู่บนเด็กหนุ่มชุดเทาซึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง
คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เหตุใดคนผู้นั้น... จึงดูคุ้นตานัก?”