“เจ้ารู้ได้อย่างไร?!”
สองพี่น้องตระกูลหมิงพูดออกมาพร้อมกันอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เรื่องนี้นอกจากพวกเขาสองพี่น้อง ก็มีแค่บิดามารดาและท่านปู่พวกเขาที่รู้ ด้านจูชิงหรานแม้แต่จูลิ่นยังปิดปากเงียบ
จู้เจียงเจียงรู้ได้อย่างไรกัน?
“…เป็นจริงเสียด้วย” จู้เจียงเจียงก็แค่เดาเล่น ๆ คิดไม่ถึงนางกลับเดาได้ถูกต้อง
“แต่ก็เดาได้ไม่ยาก สมาคมผู้รู้ในวันนั้นคุณชายจูมองคุณหนูหมิงไม่ต่ำกว่าสามสิบครั้ง ข้าไม่อยากรู้ยังยากเลย”
หมิงเหยาได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเล็กพลันแดงก่ำขึ้นทันที ก้มหน้าแสดงรอยยิ้มทั้งเขินอายและอึดอัดใจออกมา
เขามองนางหลายครั้งขนาดนั้นจริงหรือ?
หมิงจี่ในฐานะพี่ชายของหมิงเหยา เรื่องอับอายขายหน้าแบบนี้ เป็นเรื่องที่ตระกูลหมิงของพวกเขาอายจนยากจะเอ่ยถึง ทั้งยังต้องพึ่งเขาออกหน้าไปจัดการให้เรียบร้อย
“แม่นาง เรื่องนี้เป็นเรื่องในใจที่พูดยากของพวกเราตระกูลหมิง หวังว่าแม่นางจะช่วยรักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของน้องสาวข้า ปิดปากเงียบ ไม่บอกให้คนอื่นทราบ”
“ทำไม?” ครั้งนี้จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจจริง ๆ “คุณชายจูกับคุณหนูหมิงทั้งสองใจตรงกันไม่ใช่หรือ?”
หรือนางมองผิดไป?
“เรื่องนี้พูดแล้วก็ยาว...”
หมิงจี่เอ่ยปากช้า ๆ พูดสั้นกะทัดรัดแต่กินเนื้อความครอบคลุม ร่ายยาวความเป็นมาเป็นไปของเรื่องนี้ให้จู้เจียงเจียงฟังรวดเดียวจบ
ที่แท้ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากจูชิงหรานสอบไม่ติด
หลังจากที่จูชิงหรานค้นพบว่าเพื่อนที่มีความรู้ทำให้เขาชื่นชม นิสัยเปิดเผยสดใสดั่งผู้หญิง เขาจึงหลงรักนางอย่างหัวปักหัวปำ
เขาร้องขอบิดาไปสำนักศึกษาตระกูลหมิง สู่ขออยู่หลายครั้ง กลับถูกปฏิเสธอยู่เรื่อยไป
จูชิงหรานไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหมิงจี่แน่นแฟ้น จึงได้รู้สาเหตุที่ตัวเองถูกปฏิเสธจากปากหมิงจี่
เพราะตัวเขาไม่มีลาภยศ!
ท่านผู้เฒ่าหมิงพูดแล้ว ตระกูลหมิงมีหมิงเหยาเป็นหลานสาวที่รักแค่คนเดียว เขาไม่ยินยอมให้หมิงเหยาแต่งกับคนที่ไร้ลาภยศ
ไม่มีลาภยศ นั่นก็แค่คนธรรมดา
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง...” จู้เจียงเจียงเหมือนกำลังคิดบางอย่างอยู่
ตอนนี้ที่ทำให้นางว้าวุ่นอยู่ก็คือ นางรู้หัวข้อระบบการสอบขุนนางเคอจวี่ปีนี้ แต่นางรับปากช่วยเหลียงเหวินโจวแล้ว จะกลับคำไม่ได้
ถึงแม้ระบบการสอบขุนนางเคอจวี่จะแยกเป็นสามลำดับ แต่หากนางช่วยจูชิงหราน ตามความสามารถของเหลียงเหวินโจว พอถึงการสอบหน้าพระที่นั่ง ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะถูกปัดตกลงมา
นางจะยื่นมือช่วยเรื่องนี้ดีหรือไม่นะ?
“ดังนั้น หวังว่าแม่นางจะทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ พวกเราสองพี่น้องจะรู้สึกซาบซึ้งจนหาที่สุดมิได้อย่างแน่นอน!” สองพี่น้องตระกูลหมิงกลับไม่รู้สึกว่าจู้เจียงเจียงมีอะไรผิดปกติ
“พวกท่านก็พูดเกินไปแล้ว เรื่องนี้ข้าจะไม่พูดส่งเดช” จู้เจียงเจียงรีบแสดงท่าที
คำพูดนี้ของหมิงจี่ ทำไมดูเหมือนนางกำลังใช้เรื่องนี้ข่มขู่พวกเขาสองพี่น้องอย่างไรอย่างนั้น นางเป็นคนนิสัยแย่แบบนั้นหรือ?
แต่ตอนสองพี่น้องตระกูลหมิงมาซื้อชา พฤติกรรมที่จงใจให้ราคาสูงกับนางก็คือกำลังบอกนาง พวกเขาอยากปิดปากนาง
จู้เจียงเจียงไม่พูดมาก ปฏิเสธราคาสูงที่พวกเขาให้มาต่อหน้า
“คุณชายหมิง ข้าเป็นคนขายชา ราคาขายเท่าไรข้าเป็นคนตัดสินใจ เงินจำนวนมากที่เกินมานี้ข้ารับไว้ไม่ได้”
“แม่นาง...” หมิงจี่พยายามโน้มน้าวนาง
“พวกท่านวางใจ หลังจากนี้ทุก ๆ ครึ่งเดือน ข้าจะส่งชาชุดใหม่ให้ถึงจวน นอกจากนี้ ระหว่างพวกเราไม่มีธุรกิจอื่นต้องทำ”
ท่าทางของจู้เจียงเจียงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ให้ตายก็จะรักษาบรรทัดฐานของตัวเองไว้
ถึงแม้นางรู้ว่าพวกเขาไม่ได้หมายความอย่างนั้น
ท่าทางไม่ยอมฟังของนาง ทำให้สองพี่น้องตระกูลหมิงแอบรู้สึกกังวลใจ ใครจะปฏิเสธเงินที่ส่งถึงมือ?
“ช่างเถิด พวกเราเชื่อแม่นาง” คำนี้ของหมิงจี่พูดให้จู้เจียงเจียง และก็บอกปลอบใจตัวเอง
“…” ท่าทางนี้ของเขา จู้เจียงเจียงถึงกับกลอกตามองบน
อะไรกัน นางดูควรค่าแก่การเชื่อถือแบบนั้นเลย?!
ช่างเถอะ ๆ นานวันเห็นใจคน วันหลังพวกเขาคงรู้ว่านางเป็นคนน่าเชื่อถือมากแค่ไหน
เรื่องที่จู้เจียงเจียงปฏิเสธเงินจำนวนมากที่ตระกูลหมิงมอบให้ ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของพวกชาวบ้านที่มาช่วยงานอยู่ข้าง ๆ
ถึงแม้พวกเขาจะฟังไม่ชัดว่าทั้งสองคนพูดอะไรกัน แต่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ พวกเขาเห็นกันเต็มสองตา
การกระทำนี้ ทำให้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่ค่อยพอใจจู้เจียงเจียง
ธุรกิจใบชายิ่งทำยิ่งดี ตอนนี้ยิ่งมีลูกค้าระยะยาวรายใหญ่อย่างสำนักศึกษาตระกูลหมิง คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่อิจฉาตาร้อนสิแปลก
ตอนแรกจู้เจียงเจียงพูดว่าขายชาไม่มั่นคง บอกว่าไม่มีหลักประกัน ตอนนี้ดูแล้วหลอกลวงพวกเขาทั้งนั้น นางก็แค่อยากยึดภูเขาชาผืนนี้เอาไว้เอง!
จู้เจียงเจียงที่จดจ่ออยู่กับเรื่องสร้างบ้านใหม่ ไม่ทันสังเกตเห็นว่าพวกชาวบ้านมีอะไรแปลกไป
ถึงอย่างไรในความทรงจำเจ้าของร่างเดิม คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่มีใครอิจฉาริษยา รังแกนางมาก่อน ในทางกลับกันกลับดูแลนางเป็นอย่างดี
แต่เหมือนนางจะมองข้ามไปจุดหนึ่ง เจ้าของร่างเดิมในชาติก่อนเป็นคนยากจน แต่นางตอนนี้เป็นคนมีเงินที่สุดในหมู่บ้าน
มัวแต่กังวลว่าจะแบ่งกำไรไม่เท่ากัน เลยทำให้ละเลยคนส่วนน้อยไป
“เสี่ยวอวี๋ ทำไมวันนี้ไม่ออกไปเล่นล่ะ?”
บ้านปิดหลังคาเสร็จ อีกสองวันก็จบงานแล้ว
ช่วงเวลาที่สร้างบ้าน เผยเสี่ยวอวี๋ว่างไม่มีงานทำ ทุกวันจะเข้าไปในหมู่บ้านเล่นกับพวกเพื่อน ๆ บางครั้งถึงขั้นจนฟ้ามืดถึงกลับมา
แต่วันนี้จู้เจียงเจียงพบว่า เผยเสี่ยวอวี๋เหมือนไม่มีความดีใจที่จะออกบ้านไปวิ่งเล่นเหมือนปกติ ทั้งยังทำหน้าไม่พอใจคอตกแบบนั้น
ได้ยินพี่สะใภ้ถาม เผยเสี่ยวอวี๋ทำก็แค่มองนางแวบหนึ่ง อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ สุดท้ายก็ปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา
เพราะตอนนี้คนในหมู่บ้านต่างพากันพูดว่า พวกนางสองคนพี่สะใภ้และน้องสามีอกตัญญู ทั้งยังไม่ให้พวกพี่ชุ่ยฮวามาเล่นกับนาง
ตอนนี้นางไม่กล้าออกบ้านแล้ว
“เจ้าเป็นอะไรกันแน่? มีเรื่องกลุ้มใจอะไรก็บอกกับพี่สะใภ้ พี่คิดวิธีให้” จู้เจียงเจียงลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู
เด็กน้อยยังรู้จักแสร้งคิดลึก
เผยเสี่ยวอวี๋ส่ายหน้า พูดมาประโยคหนึ่ง “ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายแล้ว”
ก็ได้ เรื่องนี้จู้เจียงเจียงทำให้นางพอใจไม่ได้จริง ๆ นางตบไหล่ของเผยเสี่ยวอวี๋เป็นการปลอบใจ แล้วหมุนตัวไปทำงานต่อ
อยู่ต่อหน้าจู้เจียงเจียง คนในหมู่บ้านแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไร ควรทำงาน ควรคุยเล่นก็ทำไป ไม่ได้พูดถึงคำพูดที่พวกเขาคุยกันเองลับหลัง
ดังนั้นจู้เจียงเจียงไม่รู้เลย เสียงวิจารณ์ตัวเองจากคำพูดของคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงดิ่งลงฮวบฮาบจึงถึงก้นหุบเขาแล้ว
เดือนเจ็ดตามเวลานัด
อากาศร้อนอบอ้าว ในภูเขา บนต้นไม้ เสียงจักจั่นร้องก่อกวนจนสร้างความปวดหัว
ต้นข้าวในนาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อีกไม่ถึงเดือนก็เก็บเกี่ยวต้นข้าวได้แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น หมู่บ้านเสี่ยวฮวงต้องต้อนรับวันขึ้นบ้านใหม่ของตระกูลเผยก่อน
“ป้าเหลียง ท่านย่าสี่ พวกท่านอยู่ที่นี่กันเอง”
จู้เจียงเจียงกำลังจะไปในหมู่บ้านเพื่อแจ้งทุกคนเกี่ยวกับเรื่องขึ้นบ้านใหม่ของนาง เพิ่งเข้าหมู่บ้าน นางก็เห็นป้า ๆ หลายคนกำลังเพลิดเพลินกับอากาศเย็นสบายอยู่ใต้ร่มเงาของกำแพงริมถนน
“พวกป้า ๆ อยู่กันพอดี บ้านใหม่ของข้าสร้างเสร็จแล้ว คิดว่ามะรืนนี้จะจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ถึงตอนนั้นทุกคนอย่าลืมมานะ”
นางเชิญอย่างจริงใจ กลับแลกมาด้วยหนึ่งประโยค “อุ๊ย สะใภ้เล็กร่ำรวยเสียจริง”