อีกไม่ถึงชั่วยามทหารเรือซึ่งบาดเจ็บสาหัสจากลูกเกาทัณฑ์ก็สิ้นใจตายด้วยพิษบาดแผล
หยางไคเมื่อเห็นเช่นนั้นก็มีความเสียใจด้วยตนมิได้เตรียมหมอรักษากับเรือมาด้วย ภายในหัวจึงคิดไปถึง ‘ทักษะของลมปราณแพทย์สนาม’ แต่ก็จนใจเนื่องด้วยยังไม่มีเคล็ดวิชาพลังลมปราณระดับสูงไว้ในครอบครอง และสิ่งที่พอจะช่วยเหลือทุกคนบนเรือได้ในขณะนี้คือการถ่ายทอดวิชาเพื่อใช้ในการเอาตัวรอด จากสถานการณ์อันไม่คาดคิดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นมากกว่า
ดังนั้นในระหว่างการเดินเรืออันยาวนานนั้นเอง ชายหนุ่มจึงคิดจะสร้างกองกำลังป้องกันตนเองขึ้น โดยวิธีบ่มเพาะพลังลมปราณให้เหมาะสมตามสภาพฐานกายและใจของผู้ฝึก ซึ่งหยางไคนั้นมีศักดิ์ฐานะสูงส่งกว่าผู้ใดบนเรือ จึงไม่เกิดปัญหาจากการใช้ฝ่ามือลูบไปยังศีรษะของชายและหญิงเหล่านี้แม้แต่น้อย
พอหยางไคลูบศีรษะไปก็ถ่ายทอดเคล็ดวิชาเพื่อให้พวกเขาท่องจำเคล็ดวิชาเอาไว้ให้จงดี แต่ทว่าบางคนโดยเฉพาะพวกสาว ๆ นั้นจดจำได้ไม่ดีนัก จึงได้นำพู่กันมาจดเอาไว้ในกระดาษ จนหยางไคต้องกำชับไปอีกว่า
“แม้จะสนิทสนมกันสักเท่าใด ก็ห้ามมิให้สลับเคล็ดวิชากันเป็นอันขาด”
พอสักพักเมื่อพบว่าผู้ใดท่องจำเคล็ดวิชาได้คล่องแคล่วจนขึ้นใจแล้ว ก็ส่งไปให้ราชองครักษ์ซุนเหว่ยได้ชี้แนะการปลูกฝังลมปราณที่ฐานกาย เพื่อใช้บ่มเพาะพลังภายในไว้ในไว้ป้องกันตัวและต่อสู้หากสามารถทำได้
ส่วนราชองครักษ์จ้าวยู่ร์นั้นจะเป็นผู้ชี้แนะการใช้ศาสตราวุธที่เหมาะสมแก่ผู้ฝึกวิชาแต่ละคน
บางคนถนัดใช้ดาบ บางคนถนัดใช้กระบี่ ส่วนนางกำนัลซึ่งเป็นสตรีย่อมเหมาะต่อการใช้มีดเล่มเล็ก ๆ เป็นส่วนใหญ่ ทว่ามีอยู่ 2 คนซึ่งมีพรสวรรค์ในการใช้ธนูและโชคดีเป็นอันมากที่ได้ปล้นเอาลูกเกาทัณฑ์ของเหล่าโจรสลัดมาเก็บไว้บนเรือไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนองค์หญิงหย่งชิงนั้นมีพระสวามีคอยฝึกสอนอยู่ไม่ขาด
จนผ่านไปราว 2 สัปดาห์ เรือพระที่นั่งจินซุ่ยหยวนก็ล่องมาจนถึงหมู่บ้านผานจือฮวา(攀枝花) ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจินซา เพื่อแวะเติมเสบียงและสืบข่าวของนครคุนหมิงอันเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย ซึ่งพวกเขาสมควรจะใช้ระยะเวลาราว ๆ อีก 2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อยในการเดินทางไปถึงที่นั่น
ทว่าชาวประมงที่หมู่บ้านผานจือฮวานั้นได้ให้ข้อมูลมาว่า
“ปีนี้น้ำแล้ง พวกท่านพักคอยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้กันก่อนสักเดือนหนึ่งเพื่อรอให้น้ำหลากเถิด จึงค่อยเดินทางต่อ”
แต่หยางไคได้พิจารณาดูหมู่บ้านแห่งนี้มิได้มีคนของทางราชการ แม้ชาวบ้านจะดูมีอัธยาศัยดีงาม ก็ยังไม่อาจไว้วางใจได้ทั้งหมดด้วยโจรสลัดทั้งปวงก็มักจะอยู่ในคราบชาวประมงเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงตัดสินใจออกเดินทางต่อในทันทีเมื่อได้จัดเตรียมเสบียงมากเป็นพิเศษจนเรือกินน้ำลึกลงไปกว่า 1 จั้ง (3 เมตร)
พอผ่านไปราว 5 วัน หานหยี่ซินในฐานะต้นหนเรือก็ได้ทักท้วงไปว่า
“เสบียงอาหารที่นายท่านขนขึ้นเรือมาเป็นจำนวนมากราวกับจะบริโภคกันเป็นเดือน แล้วบัดนี้แม่น้ำก็ตื้นเขินลงทุกขณะ จึงส่งผลต่อใต้ท้องเรือของพวกเราก็จวนจะชนกับดินดานใต้แม่น้ำแล้วขอรับ”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวขอบใจ แล้วจึงแจ้งให้ผู้บังคับเรือแล่นเรือไปเทียบที่ชายฝั่งซึ่งมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นอยู่อย่างเป็นทิวแถวเรียงรายไปเป็นจำนวนมาก พอใกล้จะถึงที่แล้วหยิบกระบี่กระโดดขึ้นไปฝั่งไป
ก่อนที่ทุกคนจะขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ได้ยินเสียงแหวกของอากาศและการเฉือนเนื้อไม้อยู่เพียงไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงวัตถุขนาดใหญ่ตกลงไปในแม่น้ำ พร้อมด้วยเสียงตะโกนสั่งการมาว่า
“จงรีบนำเชือกปอมาผูกโยงแพไม้เข้าไว้ จากนั้นเคลื่อนย้ายเอาเสบียงอาหารมาเก็บรักษาไว้บนแพสัก 8-9 ส่วน ”
ทหารเรือทั้ง 8 คนเห็นแพขนาดใหญ่ซึ่งดูคล้ายเรือท้องแบนเสียมากกว่า เพราะสร้างจากการขูดเฉือนและแกะลำต้นของต้นไม้ขนาดใหญ่ และมิใช่การผูกลำต้นหรือกิ่งก้านของต้นไม้เล็ก ๆ อย่างที่คิด ซึ่งแลดูมั่นคงปลอดภัยยิ่งนักจึงรีบขนถ่ายเสบียงอาหารจากท้องเรือลงไปบนเรือแพตามที่ราชบุตรเขยสั่งการ
ด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลให้เรือมีน้ำหนักลดลงเป็นอันมาก ซึ่งเรือกินน้ำลึกลงไปไม่ถึง 3 ฉื่อ (1 เมตร)ด้วยซ้ำ และแม้ความเร็วของเรือนจะลดลงจากการลากเรือแพ แต่ก็ยังสามารถเดินทางต่อไปได้ด้วยความราบรื่น
แต่พอผ่านไปอีกราว 1 สัปดาห์ คณะเดินทางก็พบเจอสภาพปัญหาใหญ่ เมื่อแม่น้ำจินซาลดระดับลงมาอย่างน่าใจหาย จนสุดท้ายเรือก็ไม่อาจแล่นไปข้างหน้าได้อีกต่อไป จึงส่งผลให้ผู้คนบนเรือมีความแตกตื่นตกใจเป็นมาก เนื่องด้วยแม่น้ำสายนี้คดโค้งผ่านขุนเขาในยูนนานอันสลับซ้ำซ้อนนัก และไม่ทราบว่าชายป่าทั้งซ้ายและขวานั้นมีสัตว์ร้ายแอบแฝงอยู่สักเท่าใดกันแน่ เนื่องด้วยทุกคนได้ยินแค่เสียงร้องคำรามของพวกมันเป็นอยู่ระยะ ๆ เท่านั้นเอง
ฝ่ายราชบุตรเขยจึงกล่าวปลอบขวัญไปว่า
“เหตุการณ์ฉะนี้ย่อมอยู่ในความคาดคิดของเราจึงนำเสบียงอาหารมาด้วยเป็นจำนวนมาก บัดนี้พวกท่านจงเร่งเคลื่อนย้ายเสบียงเหล่านั้นขึ้นมาเก็บไว้บนเรือเสียเถิด แล้วห้ามมิให้ผู้ใดลงจากเรือโดยพลการ และให้จัดเวรยามรักษาดุจดังค่ายทหารอันปลอดภัยเอาไว้ตลอดทั้งคืน”
เมื่อขนย้ายเสบียงอาหารกลับขึ้นมาบนเรือแล้ว แพไม้ขนาดใหญ่นั้นก็ถูกดัดแปลงเป็นแนวป้องกัน ทั้งยังใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อขับไล่ความมืดมิดในเวลากลางคืนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ครั้นมีสัตว์ป่ากินเนื้อออกมาก่อกวนก็ยิงเกาทัณฑ์ขับไล่ไป แต่บางวันเมื่อมีเก้งกวางลงมากินน้ำซึ่งยังพอมีเหลืออยู่บ้าง ก็ต้องถูกล่ามาเป็นเสบียงบ้างในบางวัน
..
…..
ผ่านไปราว 2 สัปดาห์
จนในที่สุดการรอคอยของทุกคนก็จบลง เมื่อฝนเม็ดแรกหล่นลงมาจากท้องฟ้าและกระจายไปทั่วบริเวณโดยรอบนั้น แต่ละหยดได้รวมตัวกันเข้าไปสายน้ำ โดยแต่ละสายน้ำบนภูเขาต่างก็ไหลมารวมกันที่แม่น้ำจินซา จนระดับน้ำก็เริ่มสูงขึ้นในทุกวัน แล้วในที่สุดท้องเรือก็ลอยอยู่เหนือพื้นดินได้สำเร็จ จึงใช้เชือกดึงแนวปราการซึ่งสร้างจากไม้ออกไปให้หมด จากนั้นหานหยี่ซินจึงแจ้งแก่ทหารบังคับเรือให้แล่นเรือพระที่นั่งไปยังกระแสน้ำที่ช่วยในการฉุดเอาเรือแล่นไปในร่องน้ำ โดยใช้เพียงไม้ถ่อคอยประคองลำเรือเอาไว้มิให้กระแทกเข้ากับฝั่งก็เป็นอันใช้ได้
เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้วทุกคนจึงเริ่มผ่อนคลายความกังวลลงไป โดยเฉพาะหยางไคที่จดจ่ออยู่หลายวัน จนแทบมิได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มตาเลยสักราตรีเดียว จึงกลับลงไปยังห้องบรรทมที่ด้านในแล้วหลับลงไปบนตักนิ่ม ๆ ของภรรยาผู้เลอโฉม ..
..ผ่านไปอีก 5 วัน
เรือพระที่นั่งจินซุ่ยหยวนก็ได้พาคณะผู้ตรวจราชการแผ่นดินแทนพระองค์มาจนถึงทะเลสาบเตียนฉือ อันเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่โตถึง 298 ตารางกิโลเมตร โดยมีนครคุนหมิงตั้งประชิดอยู่กับขอบของทะเลสาบแห่งนี้เอง
ทะเลสาบเตียนฉือ ช่างมีความงดงามเป็นอันมากจนถูกขนานนามว่า "ไข่มุกทอแสงแห่งที่ราบสูง"
ทุกคนจึงขึ้นมายังดาดฟ้าเรือเพื่อชมทิวทัศน์อันน่าเชยชมอย่างที่สุดนี้ แต่สายตาของผู้มีพลังยุทธ์แรงกล้าย่อมอยู่เหนือกว่าปุถุชนทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บัญชาการสำนักซีฉ่างซึ่งมีขุมพลังในอันดับต้น ๆ ของแผ่นดินเช่นนี้ ย่อมมองเห็นกองเรือรบขนาดใหญ่ที่ตระเตรียมเคลื่อนทัพออกมา
ก็ด้วยตอนนี้พวกเขาน่าจะมีปัจจัยต่าง ๆ ครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเติมเต็ม จนทำให้แม่น้ำจินซาให้สามารถเคลื่อนทัพเรือขนาดใหญ่ขึ้นเหนือไปได้ทันทีหากที่ถูกสั่งการ
ถัดจากหยางไคก็เป็นองครักษ์ทั้งสองที่มองเห็นภาพกองเรือซึ่งซุ่มซ่อนเอาไว้ จึงรีบเข้ามาปรึกษาว่า
“ดูท่ายูนนานตั้งใจจะก่อกบฏขึ้นเสียแล้วขอรับ หากแม้นพวกเราแล่นเรือเข้าไปย่อมเกิดภัยร้ายแรง ประดุจดังการโยนเนื้อเข้าปากเสือเสียอย่างแน่นอน”
หยางไคได้ตัดสินใจเรื่องราวเหล่านี้ไว้อยู่แล้ว จึงวิเคราะห์ไปว่า
“จักรพรรดิหงอู่ผู้เป็นปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง ได้ส่งทัพใหญ่มาปราบปรามและยึดเอายูนนานไว้ได้การปกครองเกือบ 100 ปีแล้ว หากแม้นเราจะหลบหนีไปอย่างคนขลาดก็ยังนึกละอายใจอยู่ และแม้นพวกเราจะเร่งถอยเรือกลับก็คงไม่ทันการณ์ ซึ่งต่อเอาหนีขึ้นฝั่งใกล้ ๆ นี้ ก็ย่อมต้องติดค้างในพื้นที่แห่งนี้อย่างยากลำบากและไม่มีความปลอดภัยอยู่ดี จำจะต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้อุบายของพวกมัน แล้วจึงคิดอ่านก่อการทำลายล้างผู้ทรยศจากภายในย่อมจะประเสริฐกว่า !!”
อุบายสุดอันตรายนี้ไม่อาจแพร่งพรายออกไปได้เป็นอันขาดแม้แต่กับคนของตนเองก็ไม่มีเว้น หยางไคจึงกำชับซุนเหว่ยกับจ้าวยู่ร์ห้ามมิให้ให้บอกกล่าวแก่ผู้ใดบนเรือ จนกว่าจะถึงเวลาอันเหมาะสมเพียงเท่านั้น..