เช้าวันใหม่ในเมืองทารอนที่แสนจะครึกครื้น คาราวานสินค้าจากทุกสารทิศเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในตัวเมืองตั้งแต่แสงอรุณแรกยังไม่โผล่พ้นจากขอบทะเลทราย เหล่าพ่อค้าและนักเดินทางต่างเริ่มแลกเปลี่ยนสินค้ากันตั้งแต่เช้าตรู่ แสงแดดยามรุ่งสางสาดส่องลงบนท้องถนน แม้บรรยากาศจะดูปกติและสงบสุขดี แต่นั่นเป็นเพียงฉากหน้าของความวุ่นวายที่ซ่อนอยู่ใต้เงาแดด ทุกรอยยิ้ม ทุกการเจรจา ต่างแฝงความกังวลไว้ในดวงตา ไม่ว่าชาวบ้านธรรมดาหรือเหล่าพ่อค้าน้อยใหญ่ ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือความสงบก่อนที่พายุใหญ่จะถาโถม
ห่างจากจัตุรัสการค้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีอาคารหินเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เป็นสถานที่ที่ซึ่งตัดสินชะตากรรมต่างๆ ของทารอน นั้นคือสภาพ่อค้าแห่งทารอน
ณ ห้องประชุมของสภาพ่อค้าแห่งเมืองทารอน สถานที่ประชุมของเหล่าผู้นำสิบตระกูลใหญ่ มันไม่ได้หรูหราอย่างที่คนนอกจินตนาการไว้ ไม่มีทองคำหรือเพชรพลอยประดับประดา มีเพียงโต๊ะไม้กลมเรียบง่าย ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ไม้สิบตัว แต่ละตัวสลักตราตระกูลอย่างประณีต แสงตะวันยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างกระจกด้านบน สะท้อนเงาโคมไฟเทียนที่แขวนอยู่นอกวงโต๊ะกลม กลิ่นควันยาสูบผสมเข้ากับเครื่องหอมและกำยานจากทวีปตะวันออก ลอยอบอวลราวม่านหมอกแห่งความลับ
เหล่าชายหญิงต่างนั่งประจำเก้าอี้ตามตราตระกูลของตน บางคนนั่งตัวตรงด้วยท่าทีสุขุม บางคนกระสับกระส่ายและวิตกกังวน
ห่างออกไปจากรอบโต๊ะกลมด้านหลัง กลุ่มผู้ติดตามยืนเรียงรายบนชั้นยกสูง มองลงมายังโต๊ะกลมราวผู้พิพากษาในเงามืด
ราเมซเองก็ยืนอยู่เช่นกัน เบื้องหน้าของเขาสายตาจับจ้องไปที่โซลามอน ลุงของเขาและยังเป็นผู้นำตระกูลอัลดาริส ที่ประจำเก้าอี้สลักตราประจำตระกูลอัลดาริส แม้บรรยากาศดูสงบ แต่การโต้เถียงระหว่างตัวแทนตระกูลทั้งสิบระเบิดขึ้นเป็นระยะราวไฟป่าที่พร้อมลุกลาม
“หมู่บ้านและเมืองเล็ก ๆ ในเขตของทารอนโดนพวกโจรบุกหนักขึ้นอีกเรื่อย ๆ” ไทโอเรน ตัวแทนตระกูลเมลคานท์ ชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีน้ำเสียงราบเรียบ อ่านรายงานจากม้วนหนัง “และมีคาราวานสามขบวนถูกปล้นในสัปดาห์นี้ สินค้าเสียหายไปเกือบแปดพันเหรียญทอง”
“หึ! โจรบ้าบออะไรกัน มันก็พวกคาร์ทุซนั้นแหละ!” บานาบัส ตัวแทนตระกูลเอลเซริน ชายชราผมขาวที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ตะโกนขัดขึ้น “ต้องรออีกนานเท่าไหร่ พวกเราถึงจะเริ่มกวาดล้างพวกสารเลวนี้แบบเด็ดขาดกันสักที!”
“ใจเย็นก่อน ‘ท่านบานาบัส’ ” ไทโอเรนยกมือขึ้นอย่างใจเย็น “พวกเราได้มีมติจากการประชุมครั้งที่ผ่านมาแล้ว ว่าเราจะยังไม่ทำการใด ๆ นอกจากเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด”
“รอ? แล้วพวกเราจะต้องรอไปอีกเท่าไหร่?” บานาบัสทุบโต๊ะเสียงดัง “ต้องให้ไอ้พวกคาร์ทุซมันมาถึงหน้าประตูเมืองทารอนกันเลยไหม พวกเราถึงค่อยจะเริ่มทำอะไรกันสักอย่าง?” เขาจ้องไปรอบโต๊ะ “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ว่าที่พวกเจ้ารอถ่วงเวลาไป เพราะรอหาผลประโยชน์จากมัน จากอิทธิพลภายนอก!”
“บานาบัส!” โซลามอน ชายชราร่างท้วม ผู้นำตระกูลอัลดาริส ตะโกนตัดบทด้วยน้ำเสียงหนักแน่นราวหินผา “เรื่องนี้เราจะทำอะไรโดยพลการไม่ได้ เราต้องรอและเตรียมพร้อมเพื่อให้เราได้เปรียบมากที่สุด”
“โดยไปยืมมือของพวกคนนอกเช่นนั้นหรือ?” บานาบัสหันไปจ้องโซลามอน “เจ้าก็รู้ดีนิ ‘โซลามอน’ ว่าพวกเหล่านั้นมันคิดไม่ซื่อ ต่อให้พวกเราเอาชนะคาร์ทุซได้ สิ่งที่พวกมันขอคงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แน่!”
การถกเถียงดำเนินต่อไปราวพายุที่ไม่เคยสงบ แม้สภาจะมีชื่อว่า “สภาพ่อค้าของสิบตระกูลใหญ่” แต่ความจริงแล้ว อำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของเพียงสี่ตระกูล
เริ่มด้วยตระกูลอัลดาริส (Aldaris) ตระกูลของราเมซ ผู้นำตระกูลคือ โซลามอน ชายชราที่มีความสุขุมและหนักแน่น ตระกูลอัลดาริสเป็นตระกูลที่เก่าแก่และทรงอำนาจในทารอน เชี่ยวชาญด้านการเงิน การปล่อยเงินกู้ และควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของทารอน พวกเขาไม่ฝักใฝ่อำนาจจากภายนอก
ตระกูลเอลเซริน (Elserin) ผู้นำคือ บานาบัส ชายชราใจร้อนที่ชื่นชอบในการต่อสู้ สมัยหนุ่มๆ เขามักจะออกล่าเหล่าโจรทะเลทรายร่วมกับเหล่าทหารรับจ้าง ตระกูลเอลเซรินเป็นตระกูลที่ร่ำรวยจากการค้าทาส วัตถุโบราณ และทหารรับจ้างที่รับดูแลคุ้มครองคาราวานของเหล่าพ่อค้า และมีสายสัมพันธ์ลับกับพวกตลาดมืด
ตระกูลเมลคานท์ (Melcant) นำโดย ไทโอเรน ชายวัยกลางคนผู้เจ้าเล่ห์ ตระกูลเมลคานท์เป็นผู้คุมเครื่องเทศ เกลือ และน้ำจากโอเอซิสใกล้เคียง อีกทั้งสินค้าที่มาจากซาราทิส นั้นทำให้ตระกูลเมลคานท์คือตระกูลที่ฝักใฝ่ซาราทิสอย่างชัดเจน
ตระกูลวาเลอริอุส (Valerius) ผู้นำคือ เวเรมัส ชายชราร่างเตี้ยแต่กำยำ ตระกูลวาเลอริอุสร่ำรวยมากจากการควบคุมเหมืองแร่สำคัญที่มาจากเมืองเฮลซาดิน เมืองที่อยู่ริมภูเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปมิดเทอรา เมืองที่เต็มไปด้วยเหมืองแร่และช่างตีเหล็กมากฝีมือ แม้ว่าตระกูลวาเลอริอุสจะไม่ออกหน้าฝักใฝ่อิทธิพลภายนอกอย่างชัดเจน แต่ทุกคนก็รู้กันดีว่า เวเรมัส แอบสนับสนุนเหล่านักบวชจากซิลเวรัส เพราะภรรยาของเขาเป็นบุตรสาวของตระกูลใหญ่จากซิลเวรัส
ตระกูลที่เหลือเป็นเพียงเงาตามหลังสี่ตระกูลนี้ พร้อมเปลี่ยนข้างตามผลประโยชน์ที่ลอยมา
“จะว่าไปแล้ว...” เวเรมัสที่หลับตานิ่งมาตลอด ลืมตาข้างหนึ่งจ้องบานาบัสด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าได้ข่าวว่าตลาดมืดก็ยังเปิดอยู่เลยเมื่อคืน ทั้ง ๆ ที่เจ้าบอกว่าสถานการณ์กำลังแย่ลงเรื่อย ๆ แต่เหตุใด ตลาดมืดก็ยังอาศัยจังหวะนี้เปิดการประมูลไปอีกล่ะ?” เขาหยุดชั่วครู่ “ได้ข่าวว่ามีทั้งอาวุธและทาสมากมายถูกเอามาประมูลด้วย แถมขุนนางจากซาราทิสยังประมูลหนังสือโบราณเล่มหนึ่งไปถึงห้าหมื่นทองเลยด้วย ดูท่าตระกูลเอลเซรินคงจะกินอิ่มแล้วสินะ ถึงกระหายสงครามขนาดนี้”
คำพูดของเวเรมัสทิ่มแทงตาเฒ่าบานาบัสราวมีดแหลม เขาหน้าแดงจัด “การเปิดปิดของตลาดมืดมันเกี่ยวอะไรกับข้า!” เขาตะโกน “ข้าว่ามันยิ่งดีน่ะสิ มันยิ่งตอกย้ำว่าทารอนยังไม่เกรงกลัวต่อพวกคาร์ทุซและใช้ชีวิตตามปกติ!” เขาหันไปหาไทโอเรน “ว่าแต่พวกซาราทิสนี้ก็แปลก เหตุใดบุตรชายจากตระกูลเทซานัสอันยิ่งใหญ่ถึงแอบเข้ามาในทารอนทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ กันเล่า หรือการประมูลหนังสือโบราณถึงห้าหมื่นเหรียญทองเป็นวิธีอวดรวยของพวกซาราทิสกัน?” บานาบัสหัวเราะเยาะ
ไทโอเรนขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณชายเรกัสเพียงมาทารอนเพื่อท่องเที่ยวเท่านั้น และข้าก็เพียงให้ไอเซนไปคอยนำทางให้เท่านั้น” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาแฝงความระแวง
“ท่องเที่ยวในช่วงที่สงครามพร้อมจะเกิดได้ทุกเมื่อเช่นนี้? …ช่างเป็นระยะเวลาที่เหมาะเจาะและน่าเที่ยวดีเสียเหลือเกิน” เวเรมัสพูดเบาๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้น
คำพูดถากถางต่าง ๆ ดำเนินต่อไปโดยไร้ข้อสรุป ทุกคนในสภาเหมือนกำลังเล่นหมากรุกที่ไม่มีผู้ชนะ โซลามอนถอนหายใจ “นี้ก็เช้าแล้ว พวกเราปิดประชุมกันเท่านี้เถอะ หัวข้อเรื่องแต่ละอย่างก็มีแต่เรื่องที่เถียงกันไม่จบไม่สิ้น”
ตัวแทนตระกูลบางคนมองไปที่แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่าง พลันนึกได้ว่าเวลาล่วงเลยมาไกล “ตามที่ท่านโซลามอนกล่าว” เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบา ๆ จากมุมต่าง ๆ ของห้อง ก่อนที่สมาชิกแต่ละตระกูลจะเริ่มลุกขึ้นและทยอยออกจากห้องประชุม เหลือเพียงโซลามอนและบานาบัสที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ของตน
“เจ้าตัดสินใจรึยัง?” บานาบัสถาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นสุขุมและจริงจังราวกับเป็นคนละคนกับชายชราผู้โผงผางเมื่อครู่
โซลามอนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ทารอนก็เหมือนจะถูกลากไปสู่เหวลึกอยู่ดี”
“ก็มันไม่มีทางที่จะออกหน้าอื่นได้เลย” บานาบัสส่ายหัวช้า ๆ
“ทารอนอ่อนแอถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกันนะ?” โซลามอนพูดด้วยแววตาเจ็บปวด
“ความมั่งคั่งคือทุกสิ่งในทารอน” บานาบัสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตลกร้าย “ตลอดเวลาหลายร้อยปี ผู้คนในทารอนต่างเชื่อและยึดมั่นในคำพูดนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นขอทานจากจุดต่ำสุดหรือเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย พวกเขาต่างดิ้นรนเพื่อสะสมความมั่งคั่งนั้น เหล่าตระกูลน้อยใหญ่ต่างก็พยายามที่จะไปอยู่ในจุดสูงขึ้นไป…สิบตระกูลแห่งสภาพ่อค้างั้นหรอ…ตลกสิ้นดี!”
บานาบัสหัวเราะแห้ง ๆ แล้วสูบไปป์ยาสูบจนควันพวยพุ่ง “พวกบ้านั้นคิดว่าพอกลายเป็นสิบตระกูลแห่งสภาพ่อค้าแล้วจะเป็นยังไงต่อ? จะกลายเป็นชนชั้นสูง? จะกลายเป็นดังทวยเทพแห่งทารอน? ที่คนทั่วทั้งทารอนจะก้มหัวกราบกรานงั้นรึไง?” เขาเป่าควันขึ้นสู่เพดาน “ดูพวกเราสิ โซลามอน! พวกเราเป็นถึงผู้นำของสิบตระกูลผู้ยิ่งใหญ่แห่งทารอน เป็นเหล่าสิบตระกูลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เก่า ๆ โง่ ๆ ที่นั่งแล้วแสนจะปวดก้นนี้ แม้พวกเราจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น แต่พวกเราก็ยังหนีจากคำพูดนั้นไม่พ้นอยู่ดี”
ตาเฒ่าบานาบัสครุ่นคิดชั่วครู่ จากนั้นเคาะขี้ยาสูบออกจากไปป์ดังก๊อก ๆ แล้วลุกขึ้น เดินเข้าไปใกล้โซลามอน “ความโลภของมนุษย์นั้นมันไม่มีที่สิ้นสุดเลย แม้แต่เจ้ากับข้า แม้แต่พวกเราเหล่าสิบตระกูลใหญ่ พวกเราต่างก็แสวงหาซึ่งความมั่งคั่งอันไร้ที่สิ้นสุด... และแต่ละคนต่างก็มีวิธีการแสวงหาของตัวเอง แม้ว่าวิธีนั้นอาจจะหมายถึงต้องขายทารอนเลยก็ตาม” เขาตบไหล่โซลามอนด้วยท่าทีราวสหายเก่าที่รู้จักกันมานาน “พวกเราไม่ได้สู้อยู่กับแค่คาร์ทุซ ไม่ใช่แม้แต่พวกซาราทิสหรือซิลเวรัส แต่พวกเรากำลังสู้อยู่กับความโลภของมนุษย์ต่างหาก”
โซลามอนมองบานาบัสเดินจากไป เงาของเขาทอดยาวไปบนพื้น โซลามอนนั่งนิ่ง มองตามเงานั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจ “ราเมซ” เขาเรียกด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ขอรับท่านลุง” ราเมซก้าวลงจากชั้นยกสูง เดินเข้าไปหาโซลามอนอย่างช้า ๆ ดวงตาของเขามีทั้งความเคารพและความมุ่งมั่น
“เจ้าคนนอกสองคนนั้นที่เจ้าเคยพูดให้ข้าฟัง พวกมันยังอยู่ที่บ้านเจ้าใช่ไหม?” โซลามอนถาม มือเกาะพนักเก้าอี้แน่นราวยึดตัวเองไว้กับความหวังสุดท้าย
“ขอรับ” ราเมซตอบ “วาอินรายงานว่า หลังงานประมูลเมื่อคืน อาเธอร์และเดวิดกลับไปที่คฤหาสน์ของข้าแล้ว”
โซลามอนหลับตาครุ่นคิดชั่วครู่ “เจ้ามั่นใจไหมว่าพวกเขาจะเป็นตัวแปรที่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้?”
“ข้าเชื่อเช่นนั้นขอรับ” ราเมซตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อาเธอร์... เขามีความคิดหลายอย่างที่ไม่เหมือนใคร ดวงตาของเขามองโลกนี้ราวกับเคยเห็นมันแตกสลายมาแล้ว และเดวิด... เขาเหมือนรู้มากกว่าที่เขาแสดงออก ทั้งสองต่างเป็นนักสู้ที่แข็งแกร่ง ไม่สิอาจจะเรียกว่าเป็นสัตว์ประหลาดเลยก็ได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็เป็นคนที่เชื่อใจได้ และข้าเองก็เชื่อใจพวกเขาขอรับ”
“หึ” โซลามอนหัวเราะแห้ง ๆ “ถ้าเจ้าคิดผิด... นั้นอาจจะเป็นจุดจบของตระกูลอัลดาริส... ไม่สิ คงเป็นจุดจบของทารอนต่างหาก” เขาลุกขึ้น จับไหล่ราเมซด้วยมือที่หนักอึ้ง “ข้าให้อำนาจเจ้าตัดสินใจได้เต็มที่... อย่าทำให้ตระกูลเราต้องจบสิ้นล่ะ”
“ขอรับท่านลุง” ราเมซก้มศีรษะด้วยความเคารพ ดวงตายังคงมุ่งมั่น
โซลามอนยิ้มเล็กน้อย ราวกำลังฝากความหวังสุดท้ายไว้กับหลานชาย จากนั้นเดินจากไป เงาของเขาทอดยาวตามพื้น ทิ้งราเมซไว้ในห้องประชุมที่ว่างเปล่า
ราเมซยืนนิ่ง มองไปรอบห้อง มองโต๊ะกลมที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากกาลเวลา เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาว “มันต้องไม่จบแบบนี้... ข้าจะไม่มีวันให้มันต้องจบเด็ดขาด!” เขาต่อยลงบนโต๊ะไม้ เลือดซึมจากข้อนิ้ว ไหลหยดลงสู่พื้นหิน แต่ราเมซไม่แสดงท่าทีเจ็บปวดใดๆ แต่เขากลับกำหมัดแน่นยิ่งขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น
ราเมซหันหลังอย่างมุ่งมั่น เดินจากห้องประชุมนี้ไปโดยไร้คำพูดใด ๆ ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดบนพื้นไม้ และความตั้งใจแน่วแน่ที่เขาแบกไว้