ผมเดินออกมาจากห้องที่จัสมินพาเข้าไปพร้อมกับแขนทั้งสองข้างของผมก็โดนทั้งจัสมินกับอาเธน่ากอดเอาไว้แน่น ส่วนไอวี่กับเซียนน่าที่ตอนนี้สนิทกันไม่ต่างจากเพื่อนสนิทที่คบกันมานานกว่าหลายสิบปี ก็มองไปยังอาเธน่าด้วยความตกตะลึงเล็กน้อยสลับกับผมที่ยิ้มอย่างเบิกบานใจออก
“โรเบิร์ต นายคงจะมีคำอธิบายที่มันดีกว่าสิ่งที่ฉันได้เห็นอยู่นี่สินะ”
“ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกหรอกไอวี่ก็ตามที่เธอเห็นนั่นแหละ อาเธน่าเองตอนนี้ก็เป็นภรรยาของผมอีกคนแล้ว”
ไอวี่ถึงกับส่ายหน้าไปมาอย่างจนใจแต่ก็จะโทษผมไม่ได้เพราะส่วนใหญ่เลยมันมาจากพลังของแวมไพร์เป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมไม่สามารถหยุดยั้งอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ได้
ส่วนคนที่รู้สึกผิดที่สุดคงเป็นอาเธน่า มันเหมือนกับว่าเธออยู่ดีๆเธอก็แทรกเข้ามามีความสัมพันธ์กับผม มันก็เลยทำให้อาเธน่าแสดงสีหน้ากังวลพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ตนเองได้ทำเอาไว้แต่ที่ไม่น่าเชื่อที่สุดก็คงเป็นการที่ไอวี่ได้เดินเข้ามาก่อนที่จะดึงอาเธน่าเข้ามากอด
“ฉันไม่ได้ว่าอะไรเธอสักหน่อยนิ อาเธน่าเธอไม่ต้องรู้สึกผิดไปหรอกฉันก็แค่พูดเล่นกับโรเบิร์ตเท่านั้นเอง ต่อจากนี้ฉันจะระวังคำพูดลักษณะนี้กับเธอก็แล้วกัน”
ไอวี่รับรู้ได้ถึงนิสัยของอาเธน่าที่มีความจริงจังไม่มีนิสัยชอบขี้เล่นเพราะฉะนั้นการที่จะพูดหยอกล้อกันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำกับอาเธน่า
“ขอบคุณมากนะคุณไอวี่ ฉันคิดว่าคุณจะมองฉันต่างไปจากก่อนหน้านี้แล้ว เพราะว่าเดิมทีฉันก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสายเลือดของแวมไพร์เท่านั้น”
“เรื่องนั้นไม่มีทางเป็นไปได้หรอก และยิ่งไม่ได้มองว่าเธอเป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ถ้าหากผู้หญิงคนไหนไม่ว่าจะเป็นใครหากพวกเขามีความรักและความรู้สึกดีๆต่อโรเบิร์ตทำไมฉันจะมองพวกเขาไม่ดีด้วยละ ต่อจากนี้เรียกฉันว่าไอวี่เฉยๆเถอะคนอื่นๆก็เหมือนกันเธอไม่ใช่อาเธน่าคนเดิมแล้วนะแต่มีศักดิ์เทียบเท่ากับพวกเราทั้งหมดไม่จำเป็นต้องวางตัวอะไรทั้งนั้น”
“ฉันเข้าใจแล้วละ ขอบคุณมากนะ”
ผมโล่งใจขึ้นทันทีเพราะการปรับตัวเข้าหาของไอวี่ทำให้อาเธน่าเปิดใจมากขึ้น
"หยุดพูดเรื่องพวกนี้เอาไว้กันก่อนเถอะตอนนี้มาสนใจเรื่องสำคัญที่ฉันกับเซียนน่าจะพูดดีกว่า"
"เรื่องสำคัญอะไรเหรอ?"
"ต่อจากนี้นายจะต้องเดินทางไปยังทิศตะวันตกห้ามเดินกลับมาอีกภายในหนึ่งปีต่อจากนี้ และนายก็ต้องไปเพียงคนเดียว"
ผมไม่ได้ถามว่าเหตุผลเพราะอะไร เมื่อมองไปยังสีหน้าจริงจังของพวกเธอมันก็ทำให้ผมเข้าใจได้ถึงอะไรบางอย่างได้ในทันที
"ได้สิ ถ้านั่นเป็นความต้องการของพวกคุณ"
"น่าแปลกเกินไปแล้วทำไมนายถึงไม่ตั้งคำถามกลับมา ปกติแล้วคนทั่วไปถ้าเจอคำพูดลักษณะนี้ต้องมีคำถามกลับมาบ้าง"
เซียนน่าที่ตกตะลึงกับคำตอบรับของผมก็พูดออกมา
"ผมไม่ได้สงสัยอะไรในภรรยาของตนเองอยู่แล้ว เพราะผมรู้ดีว่านั่นคือการทำเพื่อผม การที่พวกคุณจะให้ผมไปยังทิศทตะวันตก ถ้าหากให้ผมคาดการณ์เอาเองก็น่าจะเป็นเพราะคริสตัลเจ็ดสีหรือไม่ก็เป็นเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นไปยังโลกชนชั้นที่สาม"
สิ่งที่ผมคาดการณ์ออกมาเซียนน่าได้แต่แสดงสีหน้าตกตะลึงเนื่องจากสิ่งที่ผมพูดออกมาถูกต้องทุกอย่าง
“แล้วเรื่องที่จะให้ผมเดินทางไปพวกคุณจะให้ผมไปวันไหนดีละ”
“ตอนนี้”
จัสมินกับอาเธน่าตกใจกับเรื่องที่เร่งด่วนถึงขนาดที่ผมต้องเดินทางไปในทันที
“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นก่อนที่จะไป”
ผมเดินเข้าไปหาไอวี่ก่อนที่จะโอบกอดเธอจากนั้นก็ลาด้วยการจูบหนึ่งครั้งแน่นอนว่าคนอื่นๆผมก็ต้องทำด้วยไม่อย่างนั้นจะคิดว่าไอวี่ได้ทำแบบนั้นแค่คนเดียว จากนั้นผมก็ออกเดินทางตามที่ไอวี่ได้บอกให้ไปในทันที ส่วนอาเธน่าไม่กล้าที่จะเดินตามผมไปด้วยในตอนนี้เธอยังลังเลอยู่
ผมก็ได้เดินย้อนกลับไปพร้อมกับอุ้มอาเธน่าเอาไว้ในท่าเจ้าหญิงจากนั้นก็ออกเดินทางต่อไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าอาเธน่าตอนนี้มีศีกดิ์เป็นภรรยาของผมก็จริงแต่เธอก็ยังถือว่าเป็นภูติอยู่นั่นเองเพราะฉะนั้นผมกับเธอก็ถือเป็นคนคนเดียวกัน
“นายจะพาฉันไปด้วยทำไมโรเบิร์ต นายควรไปคนเดียวนะ”
“อย่าลืมสิว่าถึงแม้คุณจะเป็นภรรยาของผมแต่คุณก็ยังเป็นภูติของผมด้วยเพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอและถ้ายิ่งมีคุณอยู่ด้วยมันก็ยิ่งทำให้ผมมั่นใจมากยิ่งขึ้น”
อาเธน่าใบหน้าแดงระเรื่อไปทันที เธอขาดผมไม่ได้อีกต่อไปแล้วยิ่งมองไปมาไปยังใบหน้าของผมมันก็ยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงมากขึ้น ความรักที่เธอพยายามปฏิเสธมันมาโดยตลอดกลับทำให้เธอมีความสุขมากขนาดนี้ดีแล้วที่เธอไม่ถอดใจกับมันไปหมดตั้งแต่แรกซะก่อน
ผมได้เห็นแบบนั้นแล้วก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนที่จะกระซิบข้างหูอาเธน่าเบาๆ
“ไม่ต้องห่วงไปหรอกคืนนี้คุณได้อยู่กับผมทั้งคืนแน่”
“นะ...นายบ้าไปแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า”
……….
การเดินทางที่สุดแสนจะยาวนานก็สิ้นสุดในหกวันผมได้เดินทางมาถึงยังเมืองแห่งหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากพื้นที่ของมันกว้างจนกระทั่งมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดถ้าหากไม่ใช้ดวงตาในการตรวจจับก็ไม่มีวันได้พบจุดสิ้นสุดของมันอย่างแน่นอน และที่สำคัญยังมีปราสาทสีเงินที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
“โรเบิร์ตถ้าให้ฉันอยู่ในร่างนี้ต่อไปมันจะทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยและนำพาเรื่องยุ่งยากมาให้พวกเราได้ ฉันจะกลับไปอยู่ในร่างเดิมเปลี่ยนแปลงโฉมเอาก็แล้วกัน”
“เข้าใจแล้ว ทำอย่างที่คุณว่ามานั่นแหละผมเองก็จะแปลงโฉมตัวเองเข้าไปในเมืองเหมือนกัน”
ว่าแล้วผมกับอาเธน่าก็แปลงโฉมกลายเป็นอีกคนที่ตัวผมในตอนนี้จะอยู่ในรูปลักษณ์ของชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งที่มีภูติระดับกลางที่ผู้มีความสามารถระดับหนึ่งที่จะสามารถครอบครองเอาไว้ได้เกาะอยู่บนไหล่นั่นก็คือการแปลงโฉมของอาเธน่า ผมกับอาเธน่าเดินไปยังหน้าประตูทางเข้าที่ตอนนี้กำลังตรวจคนเข้าเมืองอย่างละเอียด การรอคอยยาวนานถึงสามชั่วโมงจนกระทั่งผมกับอาเธน่าโดนเรียกเข้าไปการตรวจสอบก็ละเอียดจนแน่ใจว่าตรวจไปทั้งตัวแล้วก็ปล่อยผมกับอาเธน่าเข้าไปในเมืองพร้อมกับบัตรผู้อยู่อาศัย( คล้ายบัตรประชาชนของเมืองนั่นแหละ )
จากนั้นผมก็เดินเข้าไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่บริเวณจุดที่คนในเมืองใหญ่ใช้เดินทางไปมา ผมเดินเข้าไปข้างในร้านบรรยากาศภายในก็ไม่ได้แตกต่างไปจากร้านปกติทั่วไปมากนัก ผมเดินมุ่งหน้าตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่มีหญิงสาวยืนประจำอยู่เพื่อรับสั่งอาหารเครื่องดื่มต่างๆ
“แนะนำอาหารน่าทานมาสักอย่างสองอย่างหน่อยตอนนี้ฉันกำลังหิว”
“รับทราบแล้วค่ะ ทางร้านจะจัดเตรียมให้กับคุณลูกค้าอย่างรวดเร็วที่สุด โปรดเลือกที่นั่งของคุณลูกค้าเพื่อรออาหารที่สั่งไว้ได้เลย”
“อืม”
ผมก็ได้เลือกโต๊ะตัวหนึ่งที่จะนั่งอยู่ใกล้ๆประตูทางเข้าห่างออกไปอีกสองโต๊ะข้างหลังผมก็มีกลุ่มคนพวกหนึ่งกำลังสนทนาอะไรบางอย่างกันอย่างสนุกสนานและเรื่องที่พูดคุยกันมันก็ทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว
“ฉลองกันเถอะกับวันที่แสนสุขกันเถอะในวันนี้ศัตรูของพวกเราก็ถูกกำจัดไปหมดแล้ว”
“แด่ค่ำคืนที่สงบสุข ในที่สุดพวกเราก็ได้เป็นอิสระ”
“แต่ก่อนอื่นวันนี้เป้าหมายสำคัญก็คือปราสาทหลังนั้นที่อยู่ใจกลางเมือง พวกเราต้องแวะไปที่นั่นก่อนออกไปจากที่นี่”
“ฮ่า ฮ่า มาเริ่มกันหลังจากนี้เลยเถอะ”
....
ปราสาทหลังนั้นที่พวกมันพูดถึงก็คือปราสาทสีเงินที่อยู่ใจกลางเมืองพร้อมกับเวทมนตร์ป้องกันที่ร่ายเอาไว้หลายร้อยหลายพันชั้น มันสร้างไว้ยังใจกลางเมืองที่มีคนเดินไปมามากมายถ้าไม่คิดอะไรให้มากพวกชาวเมืองก็คงมองมันว่าเป็นปราสาทที่เป็นดั่งจุดศูนย์กลางและสวยงามใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้
แต่ถ้ามองอีกมุมมันก็เป็นเหมือนโกดังที่เก็บของอันตรายร้ายแรงเอาไว้ภายในไม่ก็สมบัติที่มีค่าขนาดที่ว่าผู้คนธรรมดาเห็นแล้วต้องยอมตายเพื่อที่จะได้ครอบครองมันมาให้ได้ มันจะเป็นอย่างหลังหรืออย่างหน้ากันแน่นะ
อาเธน่าสะกิดผมเบาๆพร้อมกับกระซิบข้างหู
“นี่โรเบิร์ต นายต้องตามพวกมันไปนะเพราะฉันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่มีสายสัมพันธ์กับภูติแบบฉันจากในปราสาทที่อยู่ใจกลางเมืองนั่นด้วยเหมือนกัน”
“เข้าใจแล้ว เอาตามที่เธอว่ามาก็แล้วกันผมเองก็สงสัยในโครงสร้างแปลกๆของมันและก็สงสัยอีกว่ามันสร้างมาทำไม จุดประสงค์คืออะไรกันแน่”
ใช้เวลาไม่นานอาหารก็ถูกนำมาจัดวางที่โต๊ะเรียบร้อยพอดีกับที่กลุ่มคนพวกนั้นทยอยกันออกจากร้านไป ผมรีบรับประทานอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วก่อนที่จะทิ้งเงินไว้แล้วออกตามพวกมันไปติดๆ
กลุ่มของพวกมันเดินเข้าไปยังช่องแคบตามตึกตามบ้านเรือนจนกระทั่งไปหยุดยังบ่อน้ำสาธารณะแห่งหนึ่งพวกมันมองหากลไกแล้วเปิดมันออก ปล่อยคนเฝ้าทางเข้าเอาไว้มากถึงสิบคนจากนั้นก็ลงไปเพียงแค่ไม่กี่คน สิบคนที่เฝ้าอยู่นั้นก็ร่ายเวทย์อะไรบางอย่างที่แสดงท่าทางแปลกประหลาดที่เป็นท่าร่ายของพวกเขา
ท่าร่ายของพวกเขาค่อนข้างที่จะเป็นเอกลักษณ์เพราะท่าทางการร่ายเวทย์ที่ไม่ต่างอะไรจากท่าเต้นหลุดโลกเท่าไหร่นัก จนผมทนมองดูไม่ไหว ในระหว่างที่พวกมันกำลังเต้นอย่างเมามัน ไม่ใช่สิกำลังร่ายเวทย์อยู่ ในตอนนี้ก็มีแค่อาเธน่าที่กำลังตั้งใจสังเกตดูลักษณะการร่ายเวทย์ของพวกมันก็ถึงกับเบิกตากว้างออกมา
“โรเบิร์ตแย่แล้วพวกมันไม่ได้กำลังร่ายเวทย์ปกติธรรมดาแต่กำลังจุดชนวนอะไรบางอย่างเพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้มหาเวทย์ทำงานซึ่งมหาเวทย์ที่มันออกมาในลักษณะนี้นั้นเป็นมหาเวทย์ที่มีความสามารถลบเมืองแห่งหนึ่งให้หายไปได้สบายๆเลย ต้องรีบฆ่าพวกมันให้หมดไม่อย่างนั้นอีกไม่นานทั้งพวกเราและเมืองแห่งนี้ได้หายไปทั้งหมดแน่!”
. . .