Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 93 การตื่นขึ้นของเก้าหาง

            ทว่าณ ที่แห่งนี้ สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวขวัญถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเขตแดนทางเหนือของขุนเขาแห่งหมอก

            ผืนป่าลึกในหุบเขาที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตาเต็มไปด้วยสีเขียวขจีอันไร้ขอบเขต

            หากไม่ใช่เพราะมีเทือกเขาสูงตระหง่านขวางกั้นม่านหมอกหนาทึบที่อวี๋จื่ออวี๋พยายามแผ่ขยายออกไปป่านนี้มันคงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตของเขาไปนานแล้ว

            แม้จะเป็นเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทะลวงผ่านปราการหินธรรมชาติลูกนี้ไปให้ได้

            สำหรับเขาม่านหมอกคือดวงตา และเป็นเครื่องหมายของอำนาจเหนืออาณาเขต

            เฉกเช่นเดียวกับสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่ใช้กลิ่นเพื่อประกาศอาณาเขตของตนอวี๋จื่ออวี๋ก็อาศัยม่านหมอกที่แผ่ปกคลุมเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของเหนือพื้นที่เหล่านั้น

            แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับกลิ่นอายของสัตว์ร้ายทั่วไปม่านหมอกของอวี๋จื่ออวี๋ไม่เพียงแต่จะแปรเปลี่ยนคาดเดาได้ยากทว่ายังแฝงไปด้วยอำนาจลวงตาที่สามารถบิดเบือนประสาทสัมผัสได้อีกด้วย

            เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ในหัวของอวี๋จื่ออวี๋พลันผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา

            “ถึงเวลาที่ข้าควรจะเสริมอานุภาพให้กับความสามารถ 'หมอกหนาทึบ'เสียทีสินะ”

            ใช่แล้วมันคือการยกระดับคุณภาพของพลัง

            ต่างจากเมื่อก่อนที่เพียงก้าวสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งเขาก็สามารถใช้แต้มวิวัฒนาการอัปเกรดความสามารถขึ้นสู่ขั้นที่สองได้ทันที

            ทว่าเมื่อก้าวสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองอวี๋จื่ออวี๋กลับพบว่าไอคอนการเสริมแกร่งความสามารถที่ต้องใช้แต้มวิวัฒนาการโดยตรงนั้นกลายเป็นสีเทา

            ซึ่งสาเหตุของเรื่องนี้เขาพอจะคาดเดาเหตุผลได้อยู่บ้าง

            ประการแรกอาจเป็นเพราะแต้มวิวัฒนาการในเวลานี้ยังมีไม่เพียงพอ

            และประการที่สองคือระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามนั้นทรงพลังเกินไปจนเกินกว่าที่อวี๋จื่ออวี๋ในตอนนี้จะควบคุมมันได้โดยง่าย

            ต้องเข้าใจก่อนว่าความแข็งแกร่งระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามนั้น พวกมนุษย์ขนานนามว่าเป็น‘ระดับหายนะ’ และยังถูกกล่าวขานว่าเป็น‘ตัวตนอันน่าพรั่นพรึงที่มีเพียงชาติมหาอำนาจเท่านั้นที่จะรับมือได้ส่วนประเทศเล็กๆ แม้จะทุ่มกำลังทั้งหมดก็ไม่อาจสยบมันลง’

            สิ่งมีชีวิตระดับนี้หากไม่ผ่านการสั่งสมพลังงานที่มากพอ จะสามารถยกระดับคุณภาพของตัวตนขึ้นได้อย่างไร

            การเพิ่มขึ้นของพลังวิญญาณจาก100,000หน่วยไปจนถึง 990,000 หน่วยนับว่าเป็นการสั่งสมเชิงปริมาณรูปแบบหนึ่ง

            และการพัฒนาความสามารถแต่ละขั้นคาดว่าคงต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาและสั่งสมที่ยาวนานพอสมควรเช่นกัน

            ......

            ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในระบบแต้มวิวัฒนาการของอวี๋จื่ออวี๋ก็คือการที่มันช่วยให้เขาสามารถครอบครองพลังที่อยู่เหนือระดับความแข็งแกร่งในปัจจุบันของตนเองได้ก่อนเวลาอันควร

            หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่มีลำดับขั้นเดียวกันความสามารถของเขานั้นจะมีความพิสดาร คาดเดายากและทรงอานุภาพเหนือกว่าความเข้าใจของผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด

            ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดม่านหมอกหนาทึบที่ถูกปล่อยออกมาโดยสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งจึงสามารถปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่หลายร้อยกิโลเมตรได้โดยไม่สลายไป

            และไม่แปลกใจเช่นกันว่าทำไมรากแขนงทุกเส้นของอวี๋จื่ออวี๋จึงแข็งแกร่งขนาดนี้เพียงแค่รากแขนงสามเส้นที่จำแลงร่างเป็นงูทมิฬยักษ์ก็สามารถกดดันอสรพิษศิลาได้อย่างเบ็ดเสร็จหรือแม้กระทั่งบีบรัดสังหารมันได้ในพริบตา

            นั่นเป็นเพราะนี่ไม่ใช่ขุมพลังที่ควรจะอยู่ในระดับขั้นนี้แต่แรก

            และในตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ว่าการสั่งสมพลังของเขานั้นใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวแล้วด้วยเหตุนี้ ความสำเร็จครั้งใหญ่จึงอยู่เพียงเอื้อมมือ

            มันใกล้จะสำเร็จแล้วจริงๆ

            หากไม่มีอะไรผิดพลาดในไม่ช้า เขาจะได้ครอบครองความสามารถขั้นที่สามเป็นสิ่งแรก

            “ฮู่ว...”

            อวี๋จื่ออวี๋ลอบถอนหายใจยาวเขารู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึกๆ ในใจ

            ทว่าครู่ต่อมาเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาก็จ้องมองลงไปและพบว่าเหล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์ทุกตัวยังคงจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาพราวระยับ

            “อะแฮ่ม!”

            อวี๋จื่ออวี๋กระแอมไอเบาๆเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอละเลยเรื่องบางอย่างไป

            ครู่หนึ่งเขายิ้มบางๆ พลางทอดสายตามองไปยังเหล่าอสูรร้ายเหล่านั้น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างช้าๆว่า

            “จนถึงตอนนี้พวกเจ้าทั้งสี่ตัวต่างก้าวเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้ากันหมดแล้ว”

            พูดจบสายตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็กวาดมองขุนพลอสูรทั้งสี่ทีละตัว

            “เก้าหาง ปีศาจกระทิง เสือขาว จระเข้จักรพรรดิ...”

            ยามที่อวี๋จื่ออวี๋เอ่ยชื่อของพวกมันขุนพลทั้งสี่ก็คล้ายจะตระหนักถึงความนัยสำคัญบางอย่างร่างกายของพวกมันสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น

            ร่างของเก้าหางที่หมอบนิ่งอยู่บนพื้นดินค่อยๆยืดขยายออกราวกับกำลังบิดขี้เกียจทว่าขนสีแดงเพลิงที่ดูราวกับอาบด้วยเปลวไฟกลับพลิ้วไหวอย่างงดงามพร้อมกับมีประกายไฟเล็กๆ ประทุออกมาเป็นระยะ

            ใช่แล้วมันคือเปลวไฟที่แท้จริง

            มันงดงามราวกับภาพฝันดุจแสงหิ่งห้อยในยามราตรีที่สะกดสายตาของทุกคน รวมถึงอวี๋จื่ออวี๋ด้วยเช่นกัน

            อวี๋จื่ออวี๋ยกยิ้มพึงพอใจเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้ได้ตื่นรู้พรสวรรค์ประจำตัวให้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้

            และหากที่คาดไว้ไม่ผิดมันย่อมเป็นพรสวรรค์ธาตุไฟอย่างแน่นอน

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ดวงตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็หรี่ลงเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบ

            เพียงพริบตาข้อมูลชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา

             [เผ่าพันธุ์: จิ้งจอกแดงกลายพันธุ์

            ระดับ:แรกเริ่มขั้นที่เก้า

            พรสวรรค์ประจำตัว:ควบคุมเพลิง - บุตรแห่งเปลวเพลิง ถือกำเนิดพร้อมอัคคีมีอำนาจในการควบคุมเปลวเพลิงได้อย่างใจนึก

            ความสามารถพิเศษ:เนตรเสน่หา - ดวงตาอันงดงามคืออัญมณีล้ำค่ามีพลังวิเศษในการหยั่งรู้จิตใจของผู้คนและมองทะลุผ่านทุกภาพลวงตาทว่าสิ่งที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าคือ ผู้ใดที่ประสานกับดวงตาคู่นี้ย่อมต้องตกอยู่ในภวังค์ความลุ่มหลงมัวเมาจนไม่อาจถอนตัว]

            อวี๋จื่ออวี๋เดาะลิ้นเบาๆเมื่อได้เห็นแผงสถานะในปัจจุบันของเก้าหาง ทว่าเขาก็ไม่ได้ประหลาดใจนัก

            การที่พี่หัวราบปลุกพรสวรรค์‘โทสะสายฟ้า’ นั้นถือเป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมายทว่าการที่เก้าหางปลุกพรสวรรค์ธาตุไฟนั้น เขาได้คาดเดาเอาไว้แต่แรกแล้ว

            นั่นเป็นเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่เก้าหางแสดงออกมานั้นมันเด่นชัดเกินไป

            หากมองจากระยะไกลมันดูไม่ต่างจากกองเพลิงที่เคลื่อนที่ได้ และเมื่อมองเข้ามาใกล้ๆยิ่งเห็นชัดว่าขนทุกเส้นของมันล้วนปกคลุมด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง

            หากสัตว์อสูรเช่นนี้ไม่ได้ปลุกพรสวรรค์ธาตุไฟคงเป็นเรื่องที่น่าหัวร่อเกินไปแล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าคืออวี๋จื่ออวี๋เชื่อมั่นว่าพรสวรรค์ของเก้าหางย่อมไม่ด้อยไปกว่าอสูรตนอื่นสัตว์อสูรที่ถือกำเนิดมาพร้อมสติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นมันเมื่อปลุกพรสวรรค์ขึ้นมา ย่อมมีความโดดเด่นเฉพาะตัว

            และพรสวรรค์ธาตุไฟในฐานะพรสวรรค์ระดับสูงสุดเก้าหางย่อมใช้มันแผ่รัศมีจนไม่มีสิ่งใดมาบดบังอานุภาพของมันได้

            อวี๋จื่ออวี๋ลอบยิ้มในใจก่อนจะเบือนสายตาไปทางปีศาจกระทิงซึ่งเป็นลำดับที่สอง

            ราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาของอวี๋จื่ออวี๋ปีศาจกระทิงค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน พลางส่งเสียงร้องคำรามออกมาอีกครั้ง

            “มอออ...”

            พร้อมกับเสียงร้องอันหนักแน่นดังกึกก้องปีศาจกระทิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า

            “ท่านเทพต้นไม้... ข้าไม่ปรารถนาจะจากท่านไป”

            “...”

            อวี๋จื่ออวี๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะทอดถอนใจออกมาแผ่วเบา

            “ตกลง ตามใจเจ้าเถอะ”

            เมื่อจ้องมองเข้าไปในแววตาอันดื้อรั้นของปีศาจกระทิงอวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่สามารถใจร้ายปฏิเสธมันลง

            อย่างไรก็ตามการที่มันอยู่ต่อก็นับว่ามีข้อดีอยู่บ้าง

            ปีศาจกระทิงนั้นโดยนิสัยไม่ใช่พวกกระหายการต่อสู้การลดภาระเรื่องต้องออกไปนองเลือดแล้วหันมาเน้นการสั่งสมประสบการณ์อยู่ในหุบเขาก็นับว่ามีประโยชน์ต่อตัวมันไม่น้อย

            และท้ายที่สุดแล้วปีศาจกระทิงก็ยังเป็นสัตว์กินพืช

            การออกไปเข่นฆ่าสังหารที่เต็มไปด้วยคาวเลือดนั้นไม่มีผลดีต่อการพัฒนาของมันนักเพราะมันไม่สามารถเติมเต็มความต้องการด้วยเลือดเนื้อสดๆเหมือนอย่างเก้าหางหรือเสือขาวได้

            ทว่าในจังหวะนั้นเองราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งอวี๋จื่ออวี๋พลันตวัดสายตาไปทางเสือขาวร่างมหึมาที่กำลังแสดงท่าทีลนลานและกระตือรือร้นอย่างออกหน้าออกตา

            เมื่อมองดูร่างกายที่สูงใหญ่ดุจขุนเขาขนาดย่อมของมันที่เดี๋ยวก็นั่งเดี๋ยวก็นอนด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากด้วยความระอา

            ในที่สุดอวี๋จื่ออวี๋ก็ทนดูต่อไม่ไหว เขาขัดจังหวะมันด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า

            “เสือขาว... เจ้าเองก็ไปไม่ได้เช่นกัน”

            “...”

            ความเงียบเข้าปกคลุมทันที...เป็นความเงียบงันที่น่าอึดอัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนท่วงท่าที่กำลังขยับเขยื้อนของเสือขาวพลันแข็งค้างไปในฉับพลันมันเบิกตาโพลงจ้องมองอวี๋จื่ออวี๋เขม็ง ราวกับต้องการจะตะโกนถามว่า‘ทำไมล่ะ?’

            ในตอนนั้นเองอวี๋จื่ออวี๋ก็ให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

            “สัตว์อสูรระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าที่แม้แต่การสื่อสารทางกระแสจิตก็ยังทำไม่ได้จะมีสิทธิ์ออกไปเพ่นพ่านนอกขุนเขาแห่งหมอกได้อย่างไร?”

            “เจ้าอยากจะออกไปให้ข้าขายหน้าข้างนอกนั่นหรือ?”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน