ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาถูกใครสูบไปหมดไม่ได้สนใจเลยว่าเสี่ยวเอ้อร์กับชีเหนียงกำลังคุยอะไรกัน
ชีเหนียงมองด้วยสีหน้าลำบากใจ “ใช่ว่าข้าไม่อยากบอกเพียงแต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของลูกข้า เกรงว่าจะให้รบกวนไม่ได้”
“ที่ฮูหยินกล่าวมาผู้น้อยย่อมรู้ดี แม้นายท่านของข้าจะดูนิสัยเหมือนเด็กๆ ไม่สุขุมแต่อันที่จริงเขาคือผู้มากด้วยความรู้ ผู้น้อยพูดตรงๆ ว่าเพียงแค่คำชี้แนะสองคำจากเขาก็เพียงพอให้คุณชายนำไปใช้ในการสอบได้เลย”
เสี่ยวเอ้อร์พูดอย่างมีนัยแฝงเพราะถึงอย่างไรก็ไม่สามารถอ้างชื่อของนายท่านไปเรื่อยได้แต่คำพูดของเขาคือความจริงอย่างแน่แท้
เมื่อเห็นชีเหนียงไม่หวั่นไหวเสี่ยวเอ้อร์จึงแสร้งทำตาแดงก่ำและเริ่มใช้ลูกไม้ให้ดูน่าสงสาร “นายท่านของข้าร่างกายไม่ดีท่านเองก็เห็นว่าเขาอารมณ์ร้อน ท่านหมอบอกว่า ร่างกายของเขามีธาตุไฟและพิษอยู่ภายในดังนั้นจึงส่งผลกับอารมณ์ของนายท่าน เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี…”
“สิ่งเดียวที่นายท่านของข้าปรารถนาก็คือการฝึกตกปลาเหล่าคุณชายทั้งหลายล้วนเป็นผู้ที่สวรรค์ส่งมา นายท่านของข้ามีแค่ความปรารถนาเดียวเห็นแก่ที่นายท่านเหลือเวลาไม่มากแล้ว ได้โปรดให้คุณชายชี้แนะด้วยเถอะขอรับหากไม่สำเร็จจริงๆ ข้าน้อยรับรองว่าจะไม่ให้นายท่านมารบกวนคุณชายทั้งสองอีกแน่นอน!”
บ่าวรับใช้ประเดี๋ยวยิ้มประเดี๋ยวหัวเราะจนชีเหนียงรู้สึกรำคาญกับการคร่ำครวญของบ่าวผู้นี้ ถึงแม้จะสงสัยว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจริงหรือไม่ก็ยังบอกไปว่าจิ่งเฉินกับจิ่งซีไปที่เมืองชิงหยาง อันที่จริง เหตุผลที่ชีเหนียงคิดว่าถึงบอกพวกเขาไปก็ไม่เป็นไรก็เพราะไม่คิดว่าพวกเขาจะตามไปถึงเมืองชิงหยาง
เป็นเพราะนางประเมินนิสัยมุ่งมั่นของเฝิงเจิ้งชูต่ำเกินไปอีกทั้งยังประเมินสถานะของเฝิงเจิ้งชูที่อยู่ในใจขุนนางในราชสำนักต่ำไปเช่นกัน
เมื่อเฝิงเจิ้งชูกวักมือเบาๆก็มีคนมารายงานเรื่องที่พักอาศัยของลั่วจิ่งเฉินให้ทราบ
ระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองชิงหยางเฝิงเจิ้งชูก็อารมณ์ดีเป็นอย่างมาก สายตาที่มองเสี่ยวเอ้อร์ก็อ่อนโยนขึ้นไม่น้อย
“เจ้ามีคารมที่ดียิ่งนัก! หากเรื่องนี้สำเร็จด้วยดีข้าจะมอบรางวัลให้เจ้า!”
เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะอย่างเขินอาย “เป็นเพราะข้าน้อยติดตามนายท่านมานานและซึมซับความสามารถมาจากนายท่านอย่างไรเล่าขอรับสิ่งที่ผู้น้อยได้เรียนรู้จากนายท่านแค่หนึ่งในหมื่นยังไม่ถึงเลยขอรับ”
เฝิงเจิ้งชูรู้ว่าเสี่ยวเอ้อร์กำลังประจบสอพลอหากเป็นอดีตคงเลี่ยงไม่ได้ต้องสั่งสอนบ่าวสักหน่อย แต่ตอนนี้เขาอารมณ์ดีจึงปล่อยไปก่อน
……
ในขณะเดียวกันลั่วจิ่งเฉินที่เพิ่งถึงเมืองชิงหยางก็เจอจ้าวจือชิงที่ยืนคอยหน้าประตูเมืองทันที
“พวกเจ้ามาได้สักทีเหตุใดจึงช้าไปหนึ่งวัน? ระหว่างทางราบรื่นดีหรือไม่!”
นับตั้งแต่จ้าวจือชิงมาถึงเมืองชิงหยางถึงเพิ่งรู้ตัวว่าถูกชีเหนียงหลอกให้ออกจากเมืองหลวง หากเป็นเมื่อก่อน ชีเหนียงจะต้องให้ตนคุ้มกันสองพี่น้องมาเมืองชิงหยางเป็นแน่แทนที่จะปล่อยให้ทั้งสองคนเดินทางเพียงลำพังด้วยเหตุเพราะเส้นทางนี้ค่อนข้างอันตรายอีกทั้งชีเหนียงมิใช่ผู้ที่จะละเลยเรื่องเช่นนี้
หรือว่าชีเหนียงรู้เรื่ององครักษ์ลับที่เขาส่งไปคุ้มครองแล้ว? แต่ถ้าลองคิดดูดีๆก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากนางรู้ว่ามีคนแอบจับตาดูอยู่ ก็คงต้องมาปรึกษาเขาเป็นแน่ดังนั้นเขาจึงอยากออกจากเมืองชิงหยาง แต่ก็กลัวว่าจะคลาดกับพวกจิ่งเฉิน แต่หากไม่ออกไปก็จะรู้สึกไม่สบายใจอีก
ดีที่ผู้อารักขาส่งข่าวกลับมาแจ้งว่าทุกอย่างในเมืองหลวงปลอดภัยดีเขาจึงได้วางใจ
แน่นอนว่าลั่วจิ่งซีไม่มีทางบอกว่าเพราะตนเองมัวแต่เล่นจึงเสียเวลาเขาบอกเพียงว่าท่านแม่ทำใจแยกจากพวกเขาไม่ได้ จึงทำให้ล่าช้า
เมื่อมาถึงสถานที่ที่จ้าวจือชิงหาไว้ลั่วจิ่งซีก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
“ท่านลุงจ้าวเหตุใดเราถึงไม่พักโรงเตี๊ยม? ระหว่างทางที่ผ่านมาข้าเห็นบัณฑิตมากมายล้วนพักโรงเตี๊ยมกันทั้งนั้น”
สถานที่ที่พวกเขามาพักกลับเป็นเรือนรับรองหลังหนึ่งทั้งสะอาดแล้วก็ดูดี แต่เช่นนี้ดูไม่ค่อยเข้าพวกเท่าใดนัก
“สถานที่อย่างโรงเตี๊ยมนั้นวุ่นวายเกินไปไม่เหมาะแก่อ่านตำราอย่างสงบ หากพวกเจ้าอยากออกไปเดินเล่นก็ไปพักที่โรงเตี๊ยมได้” จ้าวจือชิงอธิบายสั้นๆ “ชีเหนียงสั่งไว้ว่าสภาพแวดล้อมนั้นสำคัญที่สุด แม้ข้าจะคิดว่าในโรงเตี๊ยมอาจจะเป็นแหล่งหาความรู้ แต่เรื่องความเป็นอยู่เชื่อฟังแม่เจ้าล้วนดีกว่า”
สำหรับสภาพแวดล้อมลั่วจิ่งเฉินไม่ได้มีเงื่อนไขอันใดมากมาย เพียงแต่แหล่งความรู้เขาไม่ค่อยรู้จักมากนักหลายปีก่อนเขาก็เอาแต่เก็บตัวอยู่บ้านไม่สนใจโลกภายนอก โชคดีที่ก่อนหน้านี้ได้ไปสำนักศึกษาและได้รับคำชี้แนะจากใต้เท้าหยางจึงไม่ถึงกับอับจนหนทางมากนัก
“อืมพักผ่อนสักสองวัน ส่วนอาซีตามข้าไปโรงเตี๊ยมเพื่อดูบัณฑิตคนอื่นกัน”
หากเป็นสมัยที่ลั่วจิ่งเฉินสิบหนาวจะต้องเป็นที่ถกในกลุ่มบัณฑิตอย่างแน่นอน เพราะถึงอย่างไร การจะมีซิ่วฉายในวัยสิบหนาวก็เป็นเรื่องที่หาได้ยากนักแต่ตอนนี้เขาอายุสิบห้าหนาวแล้ว จึงไม่ได้โดดเด่นขนาดนั้น
……
วันนี้จิ่งเฉินกับจิ่งซีเพิ่งออกจากบ้านไปจ้าวจือชิงเองก็ตั้งใจจะออกไปเดินเล่นสักรอบแต่กลับคิดไม่ถึงว่าพอเปิดประตูก็เห็นตาเฒ่าคนหนึ่งกำลังจะเคาะประตู
เพียงแวบเดียวเขาก็จำได้ว่านี่คือเฝิงเจิ้งชู
เหตุเขาถึงมาที่นี่ได้?
จ้าวจือชิงคิดจะปิดประตูแต่กลับได้ยินตาเฒ่าถามด้วยน้ำเสียงสงสัย “ไหนบอกว่าคนอยู่ที่นี่? ไฉนจึงเป็นชายฉกรรจ์ผู้นี้โผล่มาแทน?”
“เสี่ยวเอ้อร์เจ้าสืบมาผิดที่หรือไม่?”
เสี่ยวเอ้อร์ตรวจดูชื่ออีกที “ไม่ผิดขอรับนายท่าน! นี่คือสถานที่ที่พี่น้องสกุลลั่วพักแรมอยู่”
เมื่อได้ยินการยืนยันของเสี่ยวเอ้อร์เฝิงเจิ้งชูก็เบียดจ้าวจือชิงก่อนจะพุ่งเข้าไปและตะโกนเรียกสองพี่น้องที่ลานบ้าน “เจ้าเด็กแสบเจ้าเด็กทึ่ม! พวกเจ้าอยู่ไหน? ข้ามาหาพวกเจ้าแล้ว! ยังไม่รีบออกมาต้อนรับอีก!”
เฝิงเจิ้งชูนั้นยังคงเหมือนหลายปีก่อนไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา เสียแรงที่เมื่อครู่จ้าวจือชิงยังกลัวว่าอีกฝ่ายจะจำตัวเองได้
ทว่าจิ่งเฉินกับจิ่งซีรู้จักเฝิงเจิ้งชูได้อย่างไรเพราะคนผู้นี้อวดดีเย่อหยิ่งนัก หากเป็นคนทั่วไปอย่าได้คิดว่าเขาจะชายตามอง
หลังจากหาอยู่หนึ่งรอบก็ไม่เจอตัวเฝิงเจิ้งชูจึงเงยหน้าขึ้นมองจ้าวจือชิงอย่างหัวเสีย
“นี่เจ้าหนุ่ม! คุณชายน้อยของเจ้าล่ะ? ไปไหนแล้ว?”
เฝิงเจิ้งชูคิดว่าจ้าวจือชิงคือบ่าวรับใช้สกุลลั่วดังนั้นจึงไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
จ้าวจือชิงยักไหล่ “พวกเขาไปโรงเตี๊ยมละแวกนี้บอกว่าจะไปเข้าร่วมการแลกเปลี่ยนความรู้กับบัณฑิตท่านอื่น แล้วตาเฒ่าอย่างเจ้าคือผู้ใดกัน?”
เขาพูดกับเฝิงเจิ้งชูอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อยเสี่ยวเอ้อร์เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบขึ้นโต้กลับทันทีโดยไม่ต้องให้นายท่านสั่ง
“นี่เจ้าหนุ่มอย่างเจ้านี่มันอย่างไรกัน นายท่านข้าคุยกับเจ้า แทนที่เจ้าจะตอบดีๆ นายท่านของข้านั้นมีบารมีสูงส่งอย่าได้เรียกไปเรื่อย”
ย่อมได้ เฝิงเจิ้งชูยังคงไม่ชอบให้ผู้อื่นเรียกว่าตาเฒ่าเช่นเคยทว่าเขาจะเรียกเสียอย่าง
“ตาเฒ่าข้าจะออกไปแล้ว หากไม่มีธุระอะไร ท่านก็รีบไปเถอะ”
จ้าวจือชิงทำท่าไล่พวกเขาเฝิงเจิ้งชูเองก็แสร้งทำเป็นไม่เห็น
“นี่มันอะไรกันแขกมาถึงไม่รู้จักรินน้ำชา ข้าอายุมากเพียงนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นการต้อนรับแขกเยี่ยงนี้!”
นับตั้งแต่เริ่มเดินทางเขาก็ลำบากลำบน ไม่ง่ายดายกว่าจะถึงเมืองชิงหยาง เมื่อมาถึงก็ตรงมาที่นี่ก่อนกระทั่งโอกาสหายใจยังแทบไม่มี
ถึงอย่างไรเขาก็อายุมากแล้วทนความลำบากไม่ไหว แค่พูดไม่กี่ประโยคก็รู้สึกเหนื่อยล้า แต่เมื่อเจอแสงอันอบอุ่นเช่นนี้ก็ผล็อยหลับไป
หากมิใช่เพราะจ้าวจือชิงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของลมหายใจเขาคงคิดว่าเขาแกล้งหลับเป็นแน่
เสี่ยวเอ้อร์เองก็ทอดถอนใจกับความสามารถของนายท่าน! นั่งอยู่ก็ยังหลับได้เห็นทีเขายังต้องเรียนรู้จากนายท่านอีกมาก! ดูสิว่าบ่าวรับใช้ผู้นี้จะกล้าไล่พวกเขากลับไปอีกหรือไม่!
-----