มันตราหรี่ตามองอีกฝ่าย ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “เ้าก็เล่นใหญ่เกินไป เช่นนั้น… ข้าก็คงต้องขอเอาคืนบ้าง…” เขาชูมือขึ้น เรียกวัตถุบางอย่างจากกระเป๋ามิติ
“หน้าไม้ิญญาสายฟ้า”
ท้องฟ้ามืดลงในทันใด กลิ่นดินชื้นฟุ้งกระจายตามแรงพายุที่พัดโหมกระหน่ำ แสงแปลบปลาบและเสียงคำรามจากสายฟ้าดังจนสะท้อนก้องในแก้วหู ทุกคนในลานต่างร้องอุทานเมื่อเห็นลำแสงสีฟ้าวิ่งขึ้นจากพื้นเข้าสู่หน้าไม้ที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ราวกับเป็การตอบรับจากพื้นปฐี ห้าลูกศรปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าค่อยๆ บรรจุตัวเองเข้าไปในกระบอกหมุนคล้ายลูกโม่อย่างแม่นยำ เสียงดัง กรึบๆ เมื่อบรรจุครบทั้งห้าดอกสายฟ้าก็พลันสว่างจ้าะเิแผ่กิ่งก้านออกโดยรอบหน้าไม้ ดั่งัคำรามกลางเวหา
“หยุดก่อนเถิด!” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาแทรกเสียงฟ้าคำราม ทุกคนหันไปเห็น จางอี้เจี้ยน เดินเข้ามาช้าๆ
“ไม่ทราบว่าท่านคือผู้ใดกัน ถึงได้ควบคุมพลังได้อย่างเฉียบคมเช่นนี้?”
มันตราหันไปกล่าวเสียงเรียบ “ข้าคือ องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา นามว่า มันตรา”
สิ้นคำ เสียงในลานก็พลันเงียบงันราวกับโลกหยุดหมุน ก่อนจะมีเสียงคุกเข่าพร้อมกัน “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ!”
จางอี้เจี้ยนยิ้มออกมาเล็กน้อย “วันนี้ช่างนับว่าเป็โชคของข้าจริงๆ หากรับเขาเข้าสำนัก ด้วยบารมีของเขาสำนักข้าก็ใช่ว่าใครจะมาครอบงำได้ง่ายๆอีกต่อไป” เขาคิดในใจ
มันตรากล่าวเสียงสงบ “ข้ามาเพื่อเข้าสอบระดับเก้า เทพจักรกล”
“ระดับนั้นไม่มีใครผ่านการสอบมานับร้อยๆปีแล้ว ข้าจึงไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ไว้เลย แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังได้เพียงระดับหกเองนะ…” จางอี้เจี้ยนกล่าวอย่างจนใจ
“ถ้าเช่นนั้น ท่านอาจารย์โปรดนำชุดอุปกรณ์จากนิทรรศการมาใช้ทดสอบข้าเถิด” มันตราเสนอแิ
“จริงสินะ ข้านี่มันแก่แล้วจริงๆ พวกเ้าจงรีบไปนำมาจัดเตียมให้เรียบร้อย วันนี้องค์รัชทายาทจะได้แสดงฝีมือให้เป็ที่ประจักษ์” จางอี้เจี้ยนหันไปกล่าวกับบรรดาศิษย์ของเขา
สถานที่ทดสอบถูกจัดเตรียมขึ้นใหม่อย่างเร่งรีบ ภายในห้องที่ล้อมรอบด้วยผนังเหล็กหมุนได้ และกลไกอักขระหมุนวนช้าๆ ส่งเสียงคล้ายลมหายใจของสัตว์ยัก กลิ่นโลหะและคราบน้ำมันลอยตลบอบอวลในอากาศ
โต๊ะข้างผนังห้องด้านหนึ่ง ถูกจัดวางวัสดุหายาก ทั้งผลึกพลังจิตหยกม่วง ท่อส่งพลังสลักอักขระ และเกราะชั้นนอกของสัตว์ิญญาจักรกล ส่วนอีกด้านเต็มไปด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการประดิษฐ์ เช่น ใบมีดแกะลายอักขระ พู่กันลมปราณ แท่นวัดพลัง และโต๊ะกลางขนาดใหญ่ซึ่งเป็จุดศูนย์กลางของทุกสายตา
“ก่อนจะเริ่มลงมือ ข้าขอถามท่านสักเล็กน้อย...” จางอี้เจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เทพจักรกลคืออะไร?”
แม้คำถามจะฟังดูเรียบง่าย แต่คนทั้งห้องต่างหยุดหายใจ เพียงเพื่อรอฟังคำตอบจากองค์ชายหนุ่มในฐานะองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรสมุทรเมฆาผู้นั้นด้วยใจจดจ่อ
มันตราเงยหน้าขึ้น ดวงตาสงบนิ่ง แต่เมื่อเอ่ยปากกลับแฝงพลังแห่งปัญญาอันลึกซึ้ง “เทพจักรกล คือผู้ที่ใช้พลังยุทธั้แ่ระดับแปดขึ้นไป ร่วมกับศาสตร์แห่งกลไก วิศวกรรมจิติญญา และอักขระมิติ สร้างสิ่งไร้ชีวิตให้มีสติปัญญาและจิติญญา พวกเขาไม่ใช่เพียงผู้สร้าง แต่คือผู้ให้กำเนิด และต้องรับผิดชอบต่อทุกสรรพสิ่งที่ตนสร้างขึ้น…”
“หากสิ่งที่สร้างกลายเป็ภัยร้าย เทพจักรกลต้องมีหน้าที่ทำลายมันทิ้ง โดยมิอาจหลีกเลี่ยง เพราะการให้ชีวิตกับจักรกลนี้มิอาจแยกจากความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้คนได้”
ความเงียบแผ่กระจายทั่วห้อง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบของสมาชิกสภามหาจักรกลแต่ละคน พวกเขาจดทุกถ้อยคำอย่างเคร่งเครียด ราวกับกำลังบันทึกประวัติศาสตร์
จางอี้เจี้ยนพยักหน้า ก่อนประกาศเสียงดัง “งั้นจงแสดงให้เห็นเถิด! ท่านจะสร้างสิ่งใดก็ได้ แต่มีเวลาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น... เริ่มได้!”
มันตราเดินเข้าสู่โต๊ะวัสดุ ราวกับออกไปช็อปปิ้งอย่างเริงใจ เขาคัดสรรวัตถุดิบอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เดินกลับมายังโต๊ะกลาง พร้อมวัตถุดิบล้นมือ
“โต๊ะนี้ไม่พอ... ข้าขอเพิ่มอีกห้าตัว” มันตราเอ่ยกับคณะกรรมการคุมสอบ น้ำเสียงนั้นไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธเลย ทำให้เ้าหน้าที่ต่างรีบวิ่งไปหาโต๊ะมาเพิ่มอย่างโกลาหล
โต๊ะทั้งหกตัวถูกนำมาต่อเรียงกันเป็แนวยาว มันตราดึงมีดสลักิญญาออกมาจากแหวนสมบัติ เสียงฟู่ของกลไกโบราณดังขึ้นเบาๆ ราวกับมีบางอย่างในห้องเริ่มตื่นขึ้นจากการหลับใหล
“ัเก้าเศียร! หรือเขาคือศิษย์ของ...เทพีชิงอี้?” จางอี้เจี้ยนคิดในใจเมื่อเห็นมีดสลักิญญาในมือของมันตรา
ในขณะเดียวกันเสียงกระซิบของเทพีชิงอี้ก็พลันดังแทรกเข้ามาในจิตของมันตรา “เ้าอย่าเปิดเผยทุกสิ่ง... จงซ่อนคมมีดไว้ใต้รอยยิ้ม แม้เ้าจะสร้างได้เหนือกว่าระดับเก้าไปแล้ว แต่อย่าได้เปิดเผยความสามารถนั้นออกไป”
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ท่ามกลางเสียงขูดขีดของโลหะ กลิ่นโอโซนจากอักขระมิติที่ไหม้ด้วยพลังจิต และแสงสีครามส่องสว่างเหนือโต๊ะยาว “เสร็จแล้ว!!” มันตราะโ เสียงของเขาดังประหนึ่งฟ้าร้อง
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความงุนงง หนึ่งชั่วยาม? ไม่เคยมีใครในประวัติศาสตร์ ที่สร้างสิ่งยากระดับนี้ได้รวดเร็วเช่นนี้มาก่อน!
“นับว่าอยู่ในมาตรฐาน...ของเทพจักรกลจริงๆ ข้าอยากรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ใช้ประโยชน์อันใด และมันมี...ชีวิตได้อย่างไร?” จางอี้เจี้ยนเอ่ยช้าๆ พร้อมขมวดคิ้ว
มันตรายกบางสิ่งขึ้นมา มันคือสิ่งประดิษฐ์ที่มีรูปลักษณ์เป็นกแก้วโลหะ ขนปีกเป็อักขระเรืองแสงสีฟ้าซ้อนกันเป็ชั้น มันขับขานอ่านพลัง จากการสะท้อนผ่านห้วงมิติแห่งเวลา
“มันคือนกแก้ววัดพลัง ข้าตั้งชื่อให้มันว่า “แก้ว” นอกจากมันจะวัดระดับพลังยุทธได้แล้ว มันยังสามารถวิเคราะห์จุดบกพร่องของการฝึก และแนะนำแนวทางแก้ไข เพื่อค้นหาวิธีฝึกที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล” มันตรากล่าวเรียบๆ แต่ดวงตาทุกคู่ในห้องกลับสว่างวาบด้วยอยากลองเล่นกับเ้าสิ่งนี้ดูสักครั้ง
“เช่นนั้น ข้าขอลองทดสอบเป็คนแรกละนะ” จางอี้เจี้ยนกล่าวจบยังไม่ทันก้าวเท้า นกแก้วก็ขยับปีกพุ่งเข้าหา
ฟึ่บ!
มันเกาะบนศีรษะของเขาพลางขยับจะงอยปาก
“พลังยุทธระดับหก ปรมาจารย์ควบคุม ไม่ชอบฝึกปราณ ชอบแต่ดื่มสุรา และ...ขี้โม้” เสียงหัวเราะดังครืนทั่วห้อง จางอี้เจี้ยนโบกมืออย่างลนลาน “พอๆ แล้วข้าควรจะแก้ไขอย่างไรล่ะ?”
“เลิกสุรา ออกกำลังกาย พักผ่อน และทำจิตให้สงบ มีสมาธิ และพิจารณาในวิถีธรรม” เ้าแก้วกล่าวอย่างฉะฉาน
ทุกคนพากันทึ่งและหัวเราะพร้อมกัน ก่อนทยอยกันเข้ามาให้เ้าแก้ว ทดสอบ เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม ความแม่นยำและความสามารถของมันเป็ที่ยอมรับโดยไม่มีข้อกังขา
จางอี้เจี้ยนหันมากล่าวกับสภามหาจักรกล และคณะผู้คุมสอบ
“ข้าขอประกาศ… ผลงาน ‘นกแก้ววัดพลัง’ นี้ จัดอยู่ในระดับเก้า เทพจักรกลอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่มีผู้ใดในรอบเก้าร้อยปีนี้ทำได้มาก่อน บัดนี้ ข้าขอประกาศรับรองให้ องค์รัชทายาทมันตราเป็ วิศวกรจักรกลิญญาระดับเก้า คนแรกในรอบเก้าศตวรรษ!”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม ขณะที่จางอี้เจี้ยนยื่นป้ายทองแสดงฐานะให้กับองค์ชายมันตรา
“ั้แ่นี้ไป ท่านสามารถเข้าออกสำนักจักรพรรดิศาสตรา และสภามหาจักรกลได้โดยไม่ต้องขออนุญาต มีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่ในยามที่สภาหรือสำนักตกอยู่ในอันตราย แม้ไร้คำร้องขอ... ท่านก็จะต้องยื่นมือช่วยเหลือในทันที และนับจากนี้ไปสำนักจักรพรรดิศาสตราจะถือว่า ท่านอยู่ในฐานะผู้เฒ่าสูงสุดของสำนักโดยอัตโนมัติสืบไป!”
มันตรารับป้ายทองด้วยสองมือ ด้วยแววตาสงบ “หากไม่ผิดต่อฟ้าดิน และเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว… ข้าจะยื่นมือช่วยเหลือสภาและสำนักอย่างสุดกำลัง”
เสียงปรบมือะเิกึกก้อง ทั้งจากสมาชิกสภา และวิศวกรทั้งหลายที่ยืนมองอยู่เื้ั ใครเลยจะรู้ว่า...วันนั้น ไม่เพียงแค่สภามหาจักรกลเท่านั้น ที่ได้ตัวอัจฉริยะผู้หนึ่งมาเข้าร่วม หากแต่ทั้งเขตแดนมนุษย์... ยังได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลด้วยฝีมือของชายผู้ที่มีนามว่า "มันตรา"