กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่สามสิบเจ็ด ละครหุ่นเงา

    ตอนที่สามสิบเจ็ด ละครหุ่นเงา

    รีแพโร่

    แก้วที่แตกประกอบขึ้นเป็นแบบเดิมและตามด้วย purify ชำระล้าง

    ที่คุกกี้ยังอยู่ในสภาวะปรกติ แต่ทำไมนมถึงกลายเป็นน้ำเปล่าหว่า?

    แปลกจริงๆในกฎของเวทมนตร์นี่

    ผมชูมือขึ้นและคุกกี้ลอยมาหาผม

    “ขอบคุณมากครับ อร่อยจริงๆ”

    คุณนายเวลลิงตันยังคงมองผมอย่างตาค้าง

    ราวกับจะปฏิเสธสิ่งที่เห็นตรงหน้า

    แอนนามองหน้าผมอย่าง..ไม่น่าเชื่อ ตกใจ?

     

    คุณนายเวลลิงตันเหมือนกับพยายามจะปฏิเสธสิ่งที่เห็น นึกว่าเธอฝันไปแต่ยังถือถาดของว่างอยู่

    “เธอเป็นพวกหลอกลวง คลั่งลัทธิชั่วร้ายใช่ไหม? “

    คุณนายเวลลิงตันกล่าวอย่างหวาดผวา

    สมกับเป็นแม่ลูกกันเรื่องความบ้าคิดไปเองนี่มาอย่างเดียวกันเองเลย

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

    แอนนากลับเข้ามาปกป้องผม

    “แม่ฟังก่อนสิคะ เขาแค่ใช้เวทมนตร์เองค่ะ ไม่ใช่พวกบูชาซาตานอะไร”

    แต่นั่นกลับทำให้คุณนายเวลลิงตันถอยห่างไปจากเดิม

    “แอนนา ช่วยยกเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่นี่ขึ้นได้ไหม?”

    แอนนาทำหน้าแปลกใจแต่ก็ฟังคำสั่ง

    ยกเก้าอี้ที่มีผมนั่งอยู่ได้อย่างง่ายดายราวกับภูมิใจนิดๆด้วย

    หรือเธอเป็นคนที่ฟังคำสั่งคนง่ายกว่าที่เราคิดนะ

     

    ผมกล่าวตอนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาในห้องนั่งเล่นที่แอนนายกสูงขึ้นจากพื้น

    “อย่างที่เห็นล่ะครับ คุณนายเวลลิงตัน พวกเราสองคนเป็นผู้มีพลังพิเศษน่ะครับและผมมาเพื่อสอนแอนนาวิชาชีววิทยาเฉยๆ ไม่ได้โกหกหรือปิดบังเรื่องนั้น”

    ผมบังคับคุกกี้ให้ลอยผ่านอากาศมาเข้าปากของผม

    “คุกกี้อร่อยมากครับ ขอโทษด้วยเรื่องนม”

    นี่คือสาเหตุที่ผมไม่ใช้คาถาแปลงร่างเป็นสัตว์ต่างๆหรือเทเลพอร์ตเพราะรู้สึกว่าเวทมนตร์นั้นมี

    ”กฎ”

    แปลกๆที่ผมไม่รู้อยู่จำนวนมาก แน่นอนคนที่ฝึกมาตามมาตรฐาน เป็นศิษย์มีครูอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา

    แต่ผมไม่มีอาจารย์ที่ต้องฝึกตามมีตามเกิดนี่สิ

    ผมถึงพยายามใช้ความคิดของอาจารย์สอนแอนนาในเรื่องชีววิทยาปรกติ เป็นการสอนตนเองด้วยว่าควรจะใช้วิธีเรียนแบบไหน

    คนเราเหมาะกับวิธีเรียนที่แตกต่างกัน

    บางครั้งความคิดพื้นฐานก็มีส่วนสัมพันธ์ต่อท่าทีต่อการเรียนรู้ของเรา

    แบบเดียวกับคุณนายเวลลิงตันที่ แววตาเบิกกว้างอยู่ขณะนี้

    ผมไม่โทษว่าเธอที่จะเครียดหรอก เลี้ยงลูกสาวคนเดียวหลังจากหย่ากับสามี

    และลูกสาวก่อปัญหาเผาโรงยิมโรงเรียนและเข้าออกโรงพยาบาลโรคจิตนั้น

    ดีกว่าสถานการณ์ที่ได้รับรู้ว่า ที่ลูกสาวเผาโรงเรียนนั้นเป็นเรื่องจำเป็น และแวมไพร์นั้นมีอยู่จริงและพยายามจะฆ่าคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และลูกสาวของเธอต้องสู้กับพวกมันทุกคืน

    อย่างแรกนั้นสบายใจต่อจิตใจของคนเป็นพ่อแม่มากกว่า

     

    ว่าลูกสาวแค่เสียสติและอยู่ในวัยต่อต้านธรรมดา

    ไม่ใช่แบบที่สองที่ลูกสาวพูดถูกและสิ่งมีชีวิตจากโลกมืดมีตัวตนอยู่จริง

    “ธะเธอใช้เวทมนตร์ดะได้..”

    คุณนายเวลลิงตันยังพูดตะกุกตะกัก

    “หากผมบอกว่าเป็นแค่การเล่นกลของผมคุณจะเชื่อไหมล่ะครับ?”

    ผมลอยตัวขึ้นในท่านั่งเหนือเก้าอี้แต่

    ปึง

    อุ้ยหัวชนเพดานเลยลดระดับลงมาหน่อยหนึ่ง เสียหน้าหมดเลย

    “ก็อย่างที่เห็นล่ะครับ เรื่องเหนือธรรมชาติมีอยู่จริงและมีแวมไพร์ที่ต้องการจะดูดเลือดเราอยู่จริง มีมนุษย์หมาป่าและผีปีศาจอยู่จริงและมีกูลที่อาศัยในหนองน้ำอยู่จริงรวมไปถึงโทรลที่อยู่ใต้สะพานอยู่จริง..”

    ก่อนที่ผมจะพูดจบ

    คุณนายเวลลิงตันก็สลบไปอีกแล้ว

    โชคดีที่ผมเชี่ยวชาญจากประสบการณ์กว่าครึ่งชั่วโมงในการพยายามรักษาอ.ดมิธรี่ผมสามารถปลุกคุณนายเวลลิงตันให้ฟื้นขึ้นมาได้ในอีกสามสิบวินาทีถัดไป

    ..

    “ดื่มน้ำผึ้งก่อนครับจะทำให้มีพลังงานมากขึ้น”

    ผมยื่นน้ำผึ้งสูตรนักเพาะกายที่ผมเก็บไว้กับตัวตลอดเพื่อรักษาพลังงานในร่างกายแก่คุณนายเวลลิงตัน

    ผมได้รับรู้ว่าผมค่อนข้างใช้คาถาทำงานบ้านค่อนข้างจะเก่งเอามากๆเลยทีเดียวล่ะ

    เป็นคาถาที่ผมสามารถใช้ได้แทบไม่มีการต่อต้านอะไรจากเวทมนตร์เลย

    กฎของเวทย์มันแปลกๆจริงนั่นล่ะนะ

    อควอเมนเต้เสกน้ำ

    ให้ความร้อน

    ก็จะได้น้ำร้อนแบบพร้อมใช้ขอเพียงแค่เรามีกาแฟผงเท่านั้น

    “ธะเธอจะหลอกฉันไปเข้าลัทธิอะไรใช่ไหม?”

    สมกับเป็นแม่ลูกกันนิสัยเหมือนกันเลย

    “ไม่ใช่หรอกแม่ เขาเป็นเพื่อนที่โรงเรียนหนูน่ะ หนูก็บอกแม่ตั้งแต่คราวนั้นแล้วว่าแวมไพร์มีอยู่จริงก่อนที่แม่จะจับหนูเข้าโรงพยาบาล”

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แอนนาพูดปกป้องผม

    ผมคิดว่าน่าจะเพราะว่านิสัยของเธอที่เลือกทะเลาะกับผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่มากกว่าจะมาหาเรื่องผม

    หืม น่าจะใช่ ตอนผมพยายามสอนเธอก็พยายามพูดจากวน ถ้าผมไม่มีเวทย์คงหาทางเปลี่ยนสีแผนภาพการสอนให้เธอเรียนรู้ได้ยาก

    “แอนนาทำเรื่องที่ดีครับคุณนายเวลลิงตัน เมื่อคืนที่ผ่านมาพวกเราผมกับแอนนาได้ช่วยชีวิตอ.ดมิธรี่เอาไว้ได้ เธอใช้พลังเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้เพราะไร้พลังครับ

    แม้จะไม่มากมายแต่เราก็พอที่จะช่วยคนบางคนให้รอดได้ เราต้องการการสนับสนุนเท่าที่จะหาได้ครับคุณนายเวลลิงตัน”

    ผมบังคับเงาเป็นรูปมนุษย์อยู่บนผนังประกอบการบรรยาย

    อยากจะมีความสามารถสร้างภาพลวงตาที่สูงกว่านี้แต่ตอนนี้การทำแบบภาพยนตร์ด้วยเวทมนตร์ยังเกินความสามรถของผม

    ภาพเงาบนผนังเคลื่อนไหว

    “มนุษย์อยู่ได้ในเวลากลางวันโดยไม่รู้ถึงอันตราย ยามค่ำคืนที่ได้ปรากฏแวมไพร์และเหล่านักล่าในรัตติกาล..”

    ผมบังคับภาพเงาของมนุษย์ ถูกโจมตีด้วยแวมไพร์เป็นกลุ่มและดูดเลือด

    เงาของมนุษย์กลายเป็นศพนอนอยู่ที่พื้น

     

    “....พวกเขาไม่อาจต่อต้านแวมไพร์ที่ล่าเหยื่อเป็นกลุ่มได้เลยแม้แต่น้อยเนื่องจากจะวิ่งหนีก็ไม่สามารถวิ่งหนีแวมไพร์ที่เคลื่อนไหวเร็วกว่านักวิ่งระดับโลกพ้น และคนปรกติ ไม่มีใครพกหลาวไม้และคบไฟเดินไปเดินมาในยามค่ำคืน”

    ภาพเงาคนที่มีคบไฟและหลาวไม่พอจะสู้กลับไปได้

    และภาพคนไม่มีคบไฟใช้ปืนยิงแต่เงาของแวมไพร์ก็พุ่งเข้าหาคนคนนั้นและดูดเลือดจนเสียชีวิต

    “และหากแอนนามาช่วยไว้”

    ภาพเงาของแอนนามาใช้หลาวฆ่าแวมไพร์และภาพเงาคนที่รอดชีวิตเดินไปใช้ชีวิตตามปรกติ

    “พวกเขาที่ได้รับการช่วยเหลือก็จะได้ใช้ชีวิตปรกติต่อไปล่ะครับ “

    ท่าทางทั้งสองคนจะชอบละครเงาของผมมากถึงกับจ้องมองตาค้าง

    ผมอยากได้คำชมตอนที่แสดงจบนะนี่แต่ผมก็แก้ความเขินโดยการทำให้เงากลับสู่ที่เดิมตามปรกติ

    ผมค่อนข้างแปลกใจที่เงานั้นเชื่อฟังผมดีตามปรกติ ไม่เข้มงวดมากอย่างแสงหรือดึงดูดที่ตัวผมอย่างความมืด

    “..และแอนนาคือสเลเยอร์ที่ปกป้องคนบริสุทธิ์จากสิ่งมีชีวิตจากรัตติกาลและจะปกป้องต่อไป..”ผมจบแบบไม่ดราม่ามากมายนักเพราะต้องการสร้างความจริงจัง

    และชมแอนนาไปเพื่อให้คุณนายเวลลิงตันจะมีมุมมองที่ดีต่อการที่ส่งลูกสาวของตนเองไปสู้กับปีศาจกระหายเลือดแห่งรัตติกาลนี้

    “ฉะ ฉัน เอ” เธอกำมือที่คอและทำท่าราวกับถือไม้กางเขนที่หน้าอก

    ราวกับต้องการว่าให้ใครมาบอกว่าที่เห็นนั้นฝันไป

    แต่การแสดงโชว์หุ่นเงาของผมได้ผลดี

    คนเราชอบเห็นภาพมากกว่าจะอธิบายด้วยตัวอักษร

    ผมห้ามใจไม่ให้ใช้เวทมนตร์ทำให้คุณนายเวลลิงตันสดชื่นขึ้นจากอาการหน้าขาวซีดนี้

    ผมเลยพยายามกล่อมคุณนายเวลลิงตันไปในทางที่เธอจะเห็นด้วย

    ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วยที่เธอทำมือเหมือนกุมกางเขนที่อก

    “ใช่แล้วครับ คุณนายเวลลิงตัน ทำสัญลักษณ์และศรัทธาต่อกางเขนนั้นถูกต้องแล้ว ถ้ามีน้ำมนต์จากโบสถ์ไปไหนมาไหนติดตัวก็จะดีมากเลยล่ะครับ ไม่ควรออกจากบ้านโดยไม่มีของพวกนี้ป้องกันตัว”

    ผมรู้ว่ากางเขนกันพวกปีศาจแมลงหรือพวกโทรลอะไรไม่ได้

    ประมาณพวกโทรลนับเป็น”สิ่งมีชีวิต”อะไรเทือกนั้นแบบเดียวกับมนุษย์หมาป่าที่บางตัวก็ห้อยกางเขน สวดภาวนาขังตัวเองไม่ยอมพบปะผู้คนในคืนพระจันทร์เต็มดวงด้วยซ้ำ

    แต่ผมไม่อยู่ในช่วงที่จะพูดข้อเท็จจริงเล็กๆน้อยๆนั้นทำให้คุณนายเวลลิงตันเสียกำลังใจ 

    เหมือนกับการสอนหนังสือนั่นล่ะ เราต้องสอนภาพหลักให้คนเข้าใจง่ายๆก่อน

    และค่อยๆสอนเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นทีหลัง

    คล้ายกับเรื่องกลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy ที่คุณอ่าน