ตอนที่ 41 : สิ่งที่เหลืออยู่
ภายในบ้านพักของโปเต็น หลังจากเซริสกับทาสสาวทั้งสองของบาร็อคช่วยกันปราบชายชุดดำคนหนึ่งได้ พวกเธอก็ต้องตกใจกับศพที่นอนเกลื่อนไปตามทางในบ้านพักสุดหรูแห่งนี้
“..ฝะ..ฝีมือบาร็อคเหรอ..?”เอลฟาเอ่ยอย่างไม่เชื่อสายตา ภาพที่เธอเห็นทำเธอขนลุกซู่ด้วยความสยอง สภาพศพบ้างเเขนขาขาด บ้างสมองเละ เครื่องในกระจายสะเปะสะปะ ดูโหดร้ายเกินจะเป็นบาร็อคที่เธอรู้จัก
“ข้างบน!” เซริสพูดขึ้น เมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้ดังมาจากข้างบน เธอรีบวิ่งนำขึ้นไปตามทางโดยใช้ซากศพต่างเข็มทิศ เเต่ขึ้นได้เพียงชั้นสอง เลเซียกับเอลฟาก็ถึงกับหยุดชะงักเมื่อพบว่าปลอกคอที่เธอสวมใส่กันนั้นได้สลายกลายเป็นริ้วเเสงในอากาศ เซริสรู้ว่ามันหมายถึงอะไรจึงรีบวิ่งต่อทันที
“..บาร็อค”เลเซียเพียงเอ่ยชื่อปิศาจหนุ่มออกมา เธอรู้สึกเสียใจเเละรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เเต่เธอก็รู้อยู่เเล้วว่าผลมันต้องออกมาเป็นแบบนี้ในสักวันหนึ่ง
ปึง––!!
เสียงผลักประตูเข้ามาของนักหมัดสาวดังปึงขึ้นพร้อมกับเสียงระเบิดของผนังห้องที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
“นาเทียร์!”เลเซียตะโกนเรียก เมื่อเห็นเพื่อนของเธอยืนตัวสั่นเทาเเละกำลังร้องไห้ ด้านหลังเธอผนังของห้องถูกบางอย่างทำลายจนกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่
“บาร็อคล่ะ! บาร็อคอยู่ไหน!?”เซริสกวาดสายตามองหาร่างของปิศาจหนุ่ม เธอไม่สนใจชิ้นส่วนอวัยวะของโปเต็นเเละทหารอีกนายที่กระจายอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงคล้ายเวที
“กลับไปที่เมืองเเล้วล่ะ”นาเทียร์ตอบเสียงค่อย
“เกิดอะไรขึ้นนาเทียร์ ทำไมบาร็อคถึงปล่อยพวกเรา?”เอลฟาถาม เธอพยายามข่มความกลัวต่อสภาพศพเบื้องหน้าเเละกลิ่นคาวเลือดที่คลุ้งไปทั่วจนอยากอาเจียน
“คือ..”พอได้ยินคำถามของเอลฟา เลเซียกับนาเทียร์ก็มองหน้ากันเเวบหนึ่งด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนเลเซียจะหันมาอธิบายเรื่องทั้งหมดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด เอลฟาถึงกับยืนอึ้งกับสิ่งที่ได้ฟัง ถึงเธอจะอยากให้มีคนมาช่วยเธอออกจากการเป็นทาส เเต่ก็ไม่เคยคิดถึงขั้นทำลายเมืองอินนิทให้ราบเป็นหน้ากลอง เเละไม่คิดด้วยว่าเพื่อนใหม่ของเธอทั้งสองคนจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของเรื่องทั้งหมด
เซริสได้ยินถึงกับเลือดขึ้นหน้า เธอทะยานขึ้นไปบนเวที ชกเข้ากลางลำตัวของเลเซียดังอุ้กจนร่างบางลอยไปกระเเทกกับผนังดังโครม ก่อนเธอจะหมุนตัวกลับมาเตะนาเทียร์กลิ้งครูดไปกระเเทกกับเสาเหล็กเเละกระเด็นตกลงไปบนพื้นห้อง
“ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าทำไมบาร็อคถึงไม่ฆ่าเธอ”เซริสเหยียดสายตามองร่างนาเทียร์ที่นอนอยู่บนพื้น นาเทียร์เองยังรู้สึกเสียใจอยู่เต็มอก แต่นักหมัดสาวไม่สนและเตะเธอซ้ำเข้าอีกครั้ง ก่อนกระโดดออกไปทางรูขนาดใหญ่ที่บาร็อคทำไว้เพื่อตามเขากลับเมืองอินนิท
ผมไม่เเน่ใจว่าใช้เวลาไปนานเท่าไร ผมไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าทั้งๆ ที่รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังหอบเหนื่อย พลังมารที่ถูกปลดปล่อยเพิ่มพลังกายภาพขนาดที่ว่าผมวิ่งเต็มฝีเท้าไม่หยุดจนมาถึงเขตเมืองอินนิทได้
––เเต่ก็สายไปเเล้ว
เมื่อเข้าถึงเขตเมือง ผมก็เห็นเปลวเพลิงที่กำลังโชติช่วงขึ้นมาเหนือกำเเพงเมือง ควันไฟเเละเศษเถ้าธุลีลอยล่องอยู่ในอากาศ ความร้อนของเพลิงปะทุมาไกลขนาดผมที่อยู่ห่างออกมาประมาณหนึ่งยังรู้สึกได้
ผมวิ่งผ่านประตูเมืองที่เต็มไปด้วยซากศพของทหารที่คุ้นตาเพราะผ่านเข้าออกทักทายกันบ่อย เเละนักผจญภัยที่คุ้นหน้าไม่ต่างกันตายเกลื่อน ผมกำดาบในมือเเน่นด้วยความโกรธเเค้น ร้านรวงต่างๆ ถูกเผาทำลาย
ทันทีที่ได้ยินเสียงต่อสู้ผมรีบถีบเท้าออกไป พอเห็นกลุ่มชายชุดดำกำลังต่อกรกับนักผจญภัยที่สภาพร่อเเร่เต็มทีก็ขว้างดาบเข้าปักกลางหัว เเรงขว้างนั้นส่งให้หัวมันหลุดจากบ่าเเละไปปักคาอยู่บนหน้าร้านค้าร้านหนึ่ง
“นะ..นายมาช้าไปเเล้ว..ทุกคน..ในสมาคม..”นักผจญภัยเอ่ยก่อนจะล้มลงกับพื้น ผมรีบเรียกดาบกลับเข้ามือเเละวิ่งไปทางสมาคม ยิ่งเห็นชาวบ้านล้มตายตามทางและเด็กเล็กที่พวกมันก็ไม่เว้นก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นมาในอก
ผมกระเเทกบานประตูสมาคมเข้าไป ก่อนตกใจกับภาพที่เห็นจนเข่าอ่อนฮวบ เปลวเพลิงจากด้านนอกสาดเข้ามาในสมาคมเผยร่างนักผจญภัยที่ผมเคยคุยด้วย เจ้าหน้าที่สาวสวยที่คอยจัดการเรื่องภารกิจให้ ทุกคนนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ผู้หญิงบางคนก็อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า เนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบน้ำกาม พวกมันเสพสุขกับเธอเเละฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม
“..ทำไม..ทำไม!!”ผมตะโกนอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาเอ่อเเละไหลอาบสองเเก้มจนร้อนผ่าว
“อ้ากก!!!”ผมแผดเสียงระบายความโกรธที่ทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังกระตุกวูบเป็นช่วงๆ สมองเต้นตุบจนปวดหัวเเละเริ่มเบลอจนคิดอะไรไม่ออกราวกับรับรู้อะไรที่มากเกินภายในคืนเดียว
“บะ บาร็อคใช่ไหม.."เสียงคุ้นหูดังขึ้น ผมรีบมองหาทันที ก่อนพบลุงทารันนอนอยู่บนพื้นหน้าบันไดทางขึ้นร้านอาหารของตนเอง
“ลุง!”ผมรีบโผเข้าหา บาดเเผลของทารันสาหัสชนิดที่ไม่น่าจะรอดได้ต่อให้ใช้ยารักษาก็ตาม
“..อย่า..ไว้ใจ..มนุษย์..”ทารันมองผมด้วยสายตาอ่อนโยนราวกับผมเป็นคนในครอบครัวของตน ก่อนสิ้นเสียงที่เตือนอย่างเป็นห่วงนั้น ดวงตาของเขาจะนิ่งค้างพร้อมกับร่างที่ไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป
“ผมขอโทษ ผมขอโทษ ผมไม่น่าไปเมืองธาลัส ผมน่าจะอยู่ที่นี่ช่วยทุกคน ผมขอโทษ ผมขอโทษ!!”ผมพร่ำคำขอโทษที่เอ่อขึ้นมาจากภายใน ไม่มีคำอื่นอีกเเล้วที่ผมคิดออก
“โฮ่! ยังมีปิศาจรอดอีกเรอะเนี่ย! นึกว่าพวกฉันตามเก็บหมดเเล้วซะอีก”เสียงชายหนุ่มดังขึ้นข้างหลังพร้อมกับเสียงฝีเท้าอีกสามคน ผมได้ยินชัดถนัดหูแม้จะมองไม่เห็น
“รีบฆ่ามันให้จบๆ เเล้วกลับกันเถอะ”อีกคนเอ่ย ดูเหมือนพวกมันจะเป็นคนเก็บกวาดคนรอดชีวิตจากการต่อสู้
ผมลุกขึ้นเเละหันกลับมาดูพวกมัน พลังมารของผมหายไปสักพักเเล้วตั้งเเต่เข้าเมืองมา มันสลายพิษในร่างผมไปด้วย ถึงจะสร้างภาระอันหนักหน่วงให้กับร่างกายหลังจากใช้งานก็ตาม
––ฉั้วะ!!
ผมตวัดคมดาบเฉือนร่างในชุดคลุมดำที่อยู่ซ้ายสุดจนเเขนขาดเเละลึกผ่าข้างลำตัวจนลำไส้ไหลทะลัก มันมองผมด้วยสีหน้าตื่น ก่อนผมจะผลักมันให้ล้มไปนอนรอความตายอยู่บนพื้น
“ถ้าไม่อยากตายเหมือนมันก็บอกมาว่าพวกเเกกบดานกันอยู่ที่ไหน!”ผมถามสามคนที่เหลือ พวกมันมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่กล้าตอบ จนกระทั่งผมสะบั้นร่างไปอีกสองศพต่อหน้าต่อตาอย่างไม่ลังเล คนสุดท้ายเลยรีบเอ่ยขึ้นมาว่า
“มะ..เมืองหลวง..กะ..กราวิเซีย..”มันตอบตะกุกตะกักด้วยความกลัว ก่อนผมจะตวัดดาบปลิดชีพมันตายตามเพื่อนไปอีกคน
––ไม่มีเมืองอินนิทอีกต่อไปเเล้ว
ผมมองซากบ้านไม้สองฝั่งถนนที่กำลังลุกไหม้ มองร่างไร้วิญญาณของทุกคนที่ผมเคยทักทายเเละซื้อของด้วย ทุกคนตายเรียบ เหลือเพียงผมที่กำลังเดินไปตามถนนที่ปูด้วยหินเเผ่นใหญ่ ผมเองไม่เคยพบปะกับมนุษย์แบบจริงๆ จังๆ นอกจากพวกเธอสามคนที่ท้ายสุดก็ทรยศและหลอกใช้ผมมาโดยตลอด แถมยังทำลายทุกอย่างที่ผมผูกพันไปกับคมดาบและเปลวไฟ
ผมเดินออกจากเมืองด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าถึงขีดสุด มุ่งหน้ากลับไปยังบ้านที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกนี้ โลกที่ทุกคนเรียกกันว่าเดเวอร์ซอร์ด ก่อนจะพบว่ากระทั่งบ้านหลังเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำช่วงหนึ่งของผมนั้นยังถูกเผาจนกลายเป็นกองเพลิงสว่างโร่ท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่าอยู่ตรงหน้า
ผมแค่นหัวเราะและทรุดลงนั่งอยู่หน้าบ้านอย่างหมดแรง รู้สึกขำกับโชคชะตาที่พาผมมาเจออะไรแบบนี้
“..แค่เป็นปิศาจก็ถูกเกลียดแล้วเหรอ? คิดว่าฉันอยากเกิดมาเป็นปิศาจรึไง!!”ผมรู้สึกเหมือนกำลังเสียสติ ขณะน้ำตายังไหลท่วมหน้าจนรับรสความขมขื่นของมันได้
ไม่เลย ผมไม่ได้อยากเกิดเป็นปิศาจแม้แต่นิดเดียว แต่ทำเหมือนผมเลือกได้อย่างนั้นแหละ
“นั่งเหมือนคนถูกผู้หญิงทิ้งไปได้”เสียงเซริสดังขึ้นข้างหลังก่อนเธอจะเดินมายืนข้างผม น้ำเสียงเธอเองยังแอบสั่นเครือแม้จะอยากหยอกเล่นก็ตาม ถึงเธอจะเป็นโจรที่เห็นการบุกปล้นเมืองมานักต่อนักและเป็นคนปล้นเองด้วย ก็ยังทำใจให้ชินกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ อินนิทเองก็สำคัญกับเธอเหมือนกัน
“โคตรเจ็บเลยล่ะ”ผมบอกเธอ นึกไม่ถึงว่านักหมัดสาวจะโผล่มายืนเคียงข้างในเวลาแบบนี้
“จะเอาไงต่อ?”เซริสทิ้งตัวลงนั่งและหันมาถามผม ใบหน้าเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดวงตาสีแดงเพลิงนั้นจ้องรอคำตอบจากผม
“ตามเก็บพวกมันให้หมด รู้แค่นั้นแหละ แล้วถ้าเจอผู้กล้าจะแวะฆ่าให้แล้วกัน”ผมตอบ ความแค้นที่พวกมันก่อเอาไว้ผมจะนำกลับไปส่งคืนให้ถึงหน้าบ้านพวกมันทุกคน
“ฉันไม่บอกความลับของนายหรอกน่า ถึงกลุ่มฉันจะเล็กแต่ก็พอมีเส้นสายตามเมืองใหญ่ๆ อยู่บ้าง มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้ล่ะ ถ้าฉันไม่ได้เป็นหัวหน้าก็คงจะขอตามนายไปแล้วล่ะ”เซริสเอ่ย ถึงเธอจะเป็นโจรแต่ก็นิสัยดีกับผมมาก อย่างน้อยผมก็ยังมีคนรู้จักคนหนึ่งบนโลกนี้ล่ะนะ
“ขอบคุณนะเซริส หวังว่าจะได้เจอเธออีก”ผมลุกขึ้นยืน เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยเขม่าควันจากการเผาไหม้ เธอเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน
“อย่าตายซะก่อนล่ะ”เซริสเอ่ยไล่หลังเมื่อเห็นปิศาจหนุ่มออกเดินไปตามทางที่เขาเลือกอีกครั้ง เธออยากได้เขามาเป็นพวก เเต่ก็ไม่อยากบังคับเขา เเละดูเหมือนเขาจะมีโชคชะตาบางอย่างที่รอเขาอยู่
ผมเพียงหันกลับไปผุดยิ้มมุมปากให้เธอ เธอเองก็ยิ้มตอบ ก่อนเราสองคนจะเเยกจากกันตรงหน้าบ้านอันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่อีกครั้ง เเละผมก็รู้ได้โดยไม่ต้องคาดเดาเลยว่าเส้นทางต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยเลือดสีเเดงฉานชะโลมไปตลอดทาง เเละเเน่นอนว่าต้องเป็นเลือดของมนุษย์!
(จบ)