บทที่ 16 เ้าไปออกบวชเสียเถอะ!
“ความรู้สึกในการทวงหนี้เป็อย่างไร? สนุกหรือไม่?” เฉินชิงหยวนถามย้ำอีกครั้ง
“เอ่อ…” หลินผิงเหยียนลังเลใจ
“อย่าอ้อมค้อม! จงพูดมาตามตรง” เฉินชิงหยวนกล่าว
“มิกล้าปิดบังท่านผู้าุโ! ข้ารู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อย” หลินผิงเหยียนพูดตามความจริง
“ในตอนแรกข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ คิดว่ามันหยาบคายเกินไป แต่เมื่อได้เส้นชีพจริญญามาจริง ๆ กลับรู้สึกดีใจมิน้อย เหมือนได้ของมาโดยมิต้องเสียอะไรเลย”
“สิ่งใดคือได้โดยมิต้องเสียอะไรเลย? นี่ล้วนแล้วแต่เป็การลงทุนที่ข้าทำไว้เมื่อร้อยปีก่อนทั้งนั้น” เฉินชิงหยวนไม่เคยคิดจะทำอะไรที่เสียเปรียบ บางครั้งชายหนุ่มเช่นเขาก็เ็าดุจน้ำแข็ง บางครั้งก็ค่อนข้างมืดมน บุคลิกประหลาด ยากที่จะเข้าใจ
“ท่านผู้าุโ พวกเราทำเช่นนี้ถือว่าเป็การทวงหนี้จริง ๆ หรือ? แน่ใจหรือว่าไม่ใช่การปล้นนะขอรับ?” ฟังจากน้ำเสียงทำให้รู้ว่าหลินผิงเหยียนยังคงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่บ้าง
“หากเป็การปล้น เ้าคิดว่าปัญหาจะจบลงง่าย ๆ แบบนี้หรือ?” เฉินชิงหยวนจิบน้ำชา
“สำนักไป๋เย่ไม่ให้ความเคารพเ้า ทั้งยังจงใจปิดบังเื่สมาคมการค้าอีก เท่านี้ก็ถือว่ามีความผิดอยู่แล้ว! การนำเส้นชีพจริญญาขั้นกลางมาชดใช้ ถึงแม้จะต้องเ็ปที่ต้องสูญเสีย แต่ก็นับว่าอยู่ในขอบเขตที่สำนักไป๋เย่รับได้ ยิ่งเมื่อรวมกับชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของสำนักเสวียนชิงของพวกเรา พวกเขาไม่มีทางที่จะขัดขืนได้”
เฉินชิงหยวนมิใช่ว่าไม่อยากเรียกร้องมากกว่านี้ แต่ทำไม่ได้ เพราะหากเขาเรียกร้องมากเกินไป ไม่เพียงจะไม่ได้อะไรเลย รังแต่จะกลายเป็ศัตรูกับสำนักไป๋เย่อีก
สถานการณ์ตอนนี้แตกต่างออกไป ถึงแม้สำนักไป๋เย่จะไม่พอใจกับการกระทำของเฉินชิงหยวน แต่พวกเขาก็ต้องขอบคุณเฉินชิงหยวนที่ไม่ตำหนิ และจากนี้ก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับสำนักเสวียนชิงให้ดี
การเรียกร้องสิ่งของก็นับว่าเป็ศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าเรียกร้องมากไป ก็จะทำให้คนไม่พอใจ แต่หากเรียกร้องน้อยไป ตนเองก็จะเสียเปรียบ ฉะนั้นต้องคิดคำนวณในใจให้ดี
“ท่านผู้าุโเฉิน นี่ไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืนเลย อย่างไรเสียก็ควรทำให้น้อยลงจะดีกว่า” หลินผิงเหยียนรู้สึกว่าไม่ควรรังแกผู้อื่นเช่นนี้ จึงพูดอย่างจริงจัง
“ถ้าคนของสำนักเสวียนชิงเป็แบบเ้า ก็คงไม่มีน้ำชาให้ดื่มกันอย่างสบายใจหรอก พวกสมบัติในดินแดนฝูหลิวซิงมีอยู่แค่นั้น จะมีวิธีจัดการอย่างยุติธรรมได้อย่างไร? ต่างคนต่างก็ต้องอาศัยความสามารถของตัวเองสิ!” เฉินชิงหยวนรู้สึกอับจนหนทางที่จะพูดกับนิสัยเดิม ๆ ของหลินผิงเหยียนจริง ๆ สุภาพอ่อนโยนเช่นนี้ จะมีชีวิตรอดในโลกของผู้บำเพ็ญได้อย่างไร!
ไม่เป็ไร ค่อย ๆ สอนไปทีละนิด สักวันต้องทำให้หลินผิงเหยียนเปลี่ยนความคิดได้แน่! จากนั้นเฉินชิงหยวนก็พาหลินผิงเหยียนไปทวงหนี้อีกหลายที่
ผู้าุโคนหนึ่งจากหุบเขาโยวเฉวียนเคยยืมหินิญญาจากเฉินชิงหยวนไปกว่าพันก้อน ครานี้ผ่านไปร้อยปี รวมดอกเบี้ยก็ต้องคืนห้าพัน!!
แล้วใครเล่าจะกล้าไม่คืน?
เฉินชิงหยวนให้หลินผิงเหยียนไปท้าทาย! ถ้าไม่ยอมต่อสู้ก็จะเอาเื่นี้ไปประจานให้ชื่อเสียงเขาเสียหาย ใช้วิธีต่าง ๆ นานา จนกระทั่งเฉินชิงหยวนเอาหินิญญาที่เป็ของตัวเองกลับคืนมาได้ แล้วก็เดินทางต่อไปอย่างสุขใจ
เหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นอีกนับสิบครั้ง เฉินชิงหยวนนั่งอยู่ในรถหิน ส่วนหลินผิงเหยียนรับผิดชอบภาพรวมทั้งหมด
หลังจากทวงหนี้หลายครั้ง หลินผิงเหยียนเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมา มองโต๊ะที่เต็มไปด้วยหินิญญาและของมีค่ามากพอที่จะเทียบเท่ากับทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพวกกองกำลังชั้นสามแล้ว
ไม่นานก็จะถึงดินแดนอวิ้นไห่ซิง หลินผิงเหยียนไม่ปล่อยให้รถหินเคลื่อนที่ไปเองอีกต่อไป แต่ยืนอยู่ด้านหน้าคอยควบคุมด้วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงกฎของอาณาเขตอันเปราะบางระหว่างดินแดน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็ได้
“ท่านผู้าุโ นั่งให้ดีนะขอรับ” หลินผิงเหยียนประกอบมือทั้งสองข้าง ข้ามผ่านดินแดนอวิ้นไห่ซิง กฎอันน่าสะพรึงกลัวของดินแดนกดทับลงมาที่รถหินหลายครั้งจนบางครั้งก็เกือบจะทำลายค่ายกลป้องกันของรถหินได้ แต่หลินผิงเหยียนก็สามารถควบคุมมันไว้ได้ทั้งหมด
เฉินชิงหยวนนั่งอยู่ในรถหินอย่างสบายใจ ไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย ครุ่นคิดว่าหลังจากนี้ควรจะทำอย่างไรต่อไป? เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม รถหินก็ออกจากพายุที่ปั่นป่วน จอดอยู่ที่มุมหนึ่งของดินแดนอวิ้นไห่ซิง
“ถึงแล้วหรือ?” เฉินชิงหยวนรู้สึกว่ารถหยุดลงแล้ว จึงหันไปมองด้านนอก
“ถึงแล้วขอรับ” หลินผิงเหยียนสำรวจรอบ ๆ ตามข้อมูลที่ได้รับ ค้นหาทิศทางที่ผู้เยียวยาอยู่ “ผู้เยียวยาน่าจะอยู่ทางตะวันออกของดินแดนอวิ้นไห่ซิง ณ ที่ที่เรียกว่าเขตชีเฉินซิง"
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” เฉินชิงหยวนไม่อยากให้คนของสำนักเสวียนชิงผิดหวัง จึงต้องไปสักครั้ง และรอจังหวะที่เหมาะสม เฉินชิงหยวนจะหาข้ออ้างให้หลินผิงเหยียนกลับไป แล้วตนเองจะได้ลงมือคนเดียว
ทั้งสองเดินทางต่อ ระหว่างทางเจอโจรที่ออกปล้น แต่ถูกหลินผิงเหยียนขับไล่ไปจนหมด ออกแรงเสียเหงื่อบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ได้ทำร้ายถึงชีวิต เฉินชิงหยวนเน้นย้ำหลายครั้งให้หลินผิงเหยียนลงมือให้ถึงที่สุด อย่าไว้หน้า แต่หลินผิงเหยียนรู้สึกว่าชีวิตมีค่า จึงให้โอกาสพวกโจรเ่าั้
“เ้านี่นะ” เฉินชิงหยวนโมโหที่เหล็กไม่กลายเป็เหล็กกล้า ล้อเลียนอีกฝ่ายว่า “เ้าพูดถึงคุณธรรมทุกครั้ง ไปออกบวชเสียเถอะ! พวกหลวงจีนในวัดยังไม่ใจกว้างมีเมตตาเท่าเ้าเลย ถ้าเ้าไปคงได้เป็เ้าอาวาส!”
“ท่านผู้าุโอย่าล้อเล่นเลยขอรับ” หลินผิงเหยียนแค่ใจดี แต่ไม่ใช่คนโง่ ฟังรู้ว่าประโยคนี้เป็การเสียดสีตนเอง
“เ้าอยู่มาตั้งหลายปี ยังไม่เข้าใจหลักการอีกหรือ?” เฉินชิงหยวนสอนว่า “ในโลกของผู้บำเพ็ญนี้ การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น มักเกิดการแก้แค้นตามมาเสมอ หากเ้าถูกรังแกจนสุดทนแล้วไม่โต้ตอบ แต่คราใดตัดสินใจจะโต้ตอบแล้ว ก็ไม่ควรไว้หน้า ต้องกำจัดศัตรูให้สิ้นซาก”
“ข้าเข้าใจหลักการนี้ แต่พูดง่ายทำยากยิ่งนักมิใช่หรือ?” หลินผิงเหยียนก้มหน้ารับฟัง พลางถอนหายใจเบา ๆ
ทั้ง ๆ ที่หลินผิงเหยียนอายุมากกว่าเฉินชิงหยวนมาก แต่กลับเป็เฉินชิงหยวนที่พูดหลักการนี้ออกมา “หากเ้าเมตตา คนรอบข้างอาจเดือดร้อนได้ จงจำไว้ว่า! อย่าเสียใจตลอดชีวิต เพราะอ่อนโยนเพียงชั่วครู่”
“ข้าจะจดจำไว้ขอรับ”
หลินผิงเหยียนมีวิธีจัดการเื่ราวของตนเอง การที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงนั้นไม่ใช่เื่ที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน ต้องค่อย ๆ ชักนำทีละน้อย
“ไม่ต้องพูดแล้ว ถึงที่หมายแล้วค่อยมาเรียกข้า!”
พวกเราศิษย์ของสำนักเสวียนชิงล้วนเป็จิ้งจอกเฒ่าทั้งนั้น แล้วทำไมถึงเลี้ยงจิ้งจอกน้อยออกมาเป็กระต่ายขาวได้ล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแท้ ๆ ของกระต่ายขาวตัวนี้ยังเป็จิ้งจอกที่เ้าเล่ห์ที่สุดอีกต่างหาก ช่างไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย!!
หรือว่าหลินผิงเหยียนไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของศิษย์พี่ใหญ่?
เฉินชิงหยวนเริ่มคิดเลื่อนลอยไปเรื่อย พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา เฉินชิงหยวนก็หัวเราะ เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด! ด้วยฝีมือของหลินฉางเซิงนั้น เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็สายเืของตนเอง เหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร!
“หากว่าเป็ปัญหาเื่สายเืจริง ๆ ก็คงจะเป็ท่านพี่สะใภ้ใหญ่เท่านั้น”
ทันใดนั้น เฉินชิงหยวนก็นึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้ เหมือนว่าตนเองไม่เคยเห็นภรรยาของท่านพี่ใหญ่หลินฉางเซิงมาก่อน และก็ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับข้อมูลตัวตนของท่านพี่สะใภ้ใหญ่ด้วย
“ช่างเถอะ ไม่คิดเื่พวกนี้แล้ว!” เฉินชิงหยวนหลับตาลง เก็บสะสมปราณไว้สิบกว่าวันต่อมา รถหินก็ลงจอดบนพื้นของเขตชีเฉินซิง
“ท่านผู้าุโ พวกเรามาถึงจุดหมายแล้ว” หลินผิงเหยียนส่งเสียงเข้ามาในห้องโดยสาร
“อื้ม! เข้าใจแล้ว” เฉินชิงหยวนได้ยินแล้ว ก็จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินออกมาอย่างเชื่องช้า
ด้านหน้ามีเมืองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ในอากาศเบื้องบนปรากฏตัวอักษรสีทองสลัวสามตัว ‘เมืองผู่ซี’
ตามข่าวที่สำนักเสวียนชิงสืบได้ ผู้เยียวยาน่าจะอยู่ในเมืองผู่ซี มีข่าวลือว่าเมื่อสองปีก่อนผู้เยียวยาเคยลงมือช่วยคน ร่องรอยทั้งหมดชี้ไปที่เมืองนี้ และผู้แข็งแกร่งจากหลายกลุ่มอำนาจแอบมาถึงเมืองผู่ซี หวังว่าจะได้พบผู้เยียวยา ขอโอกาสให้ท่านช่วยเหลือสักครั้ง
เพียงแต่ สองปีมานี้ไม่มีใครพบร่องรอยของผู้เยียวยาเลย ผู้เยียวยาจะลงมือหรือไม่ขึ้นอยู่กับโชคชะตา เพราะอย่างไรเสียคนเ่าั้ก็ไม่ได้สนใจชื่อเสียงและอำนาจ มีแค่โชคชะตาเท่านั้นที่เป็ตัวกำหนด
ถ้าโชคชะตามาถึง แม้แต่ขอทานก็ย่อมลงมือช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าตอบแทน ทว่าหากไร้โชคชะตาต่อกัน ต่อให้ประมุขจากกลุ่มอำนาจชั้นยอดมาเชิญด้วยตนเอง และให้คำมั่นสัญญาต่าง ๆ นานา ก็ไม่มีวันใจอ่อน มีแต่จะหันหลังจากไปทันที
เพราะนิสัยประหลาดของผู้เยียวยา ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดัง กลายเป็บุคคลระดับตำนาน
“เขตชีเฉินซิงหรือ? ข้าเหมือนจะมีคนรู้จักอยู่ที่นี่ บางทีอาจจะช่วยอะไรได้บ้างก็เป็ได้” เฉินชิงหยวนนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้ คิ้วขมวดเล็กน้อย
“คนรู้จัก?” ใบหน้าของหลินผิงเหยียนฉายแววสงสัย