ล่าผ่าแดนทมิฬ

    ตอนที่ 72 อีกหนึ่งความสามารถของกลืนสวรรค์

    หลังจากจู่โจมใส่อสูรค้างคาวจนร่างแหลกเละ เชนที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ร่วงตกลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วงของโลกตุบ!เสียงตุบดังขึ้นให้ได้ยินเมื่อเท้าของเชนตกกระทบพื้น แต่ด้วยความสูงที่ตกลงมาทำให้เชนไม่อาจอยู่ในท่ายืนได้เขาต้องนั่งคุกเข่าลงเพื่อผ่อนแรงเฉื่อยจากการตกพื้น"ฮู่วว ตกจากที่สูงเนี่ยทำเอาท้องไส้ปั่นป่วนจริงแฮะ" เชนในท่าชันเข่าพูดขึ้น การร่วงตกจากที่สูงร่วมสิบเมตรทำเอาเขารู้สึกเสียวไส้ไม่น้อย และในวินาทีนั้นวิญญาณของบอสค้างคาวทั้งสองก็พุ่งมาหลอมรวมกับเขาเชนเมื่อเห็นทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้ทำการปลดยมทูตทมิฬออก ดวงตาของเขากลับสู่ความสดใสปกติอีกครั้ง การต่อสู้เมื่อครู่กินเวลาไปเกือบสิบนาทีแต่ด้วยวิญญาณที่เขาเก็บจากอสูรด้านนอกเกือบร้อยตัว ทำให้วิญญาณในลูกแก้วยมทูตยังเหลือมากพอให้เขาเปิดใช้ได้อีกนาน และเชนเองก็ได้สังเกตแล้วว่ายิ่งอสูรตนนั้นมีระดับที่มากเท่าไหร่ วิญญาณที่หลอมรวมเข้ามาก็ยิ่งมีมากและเป็นเชื้อเพลิงได้นานขึ้นเท่านั้น"ก็ปกติล่ะนะ ยิ่งเก่งวิญญาณก็ยิ่งต้องทรงพลังขึ้นเป็นธรรมดา" เชนพูดเบาๆ เมื่อสำรวจไปยังลูกแก้วยมทูต"ว่าแต่.." เชนยกมือทั้งสองของตนขึ้นมาดู"หมัดสามประสานเมื่อครู่เราปล่อยไปเต็มแรงก็จริง แต่ถึงกับฆ่าจอมอสูรระดับชั้นหกได้ในหมัดเดียว... ไหนจะร่างกายนี่ที่โดนชนและกัดจากบอสแบบนั้นกลับมีแต่แผลถลอกเล็กๆ อีก" เชนอดทึ่งไม่ได้ที่ตอนนี้เขาแข็งแกร่งขนาดนี้ จริงๆ แล้วเชนในตอนนี้สามารถสู้กับอสูรระดับชั้นสิบได้แล้วด้วยซ้ำ!ระดับชั้นสิบหรือระดับร้อยเป็นระดับที่แตกต่างจากระดับอื่นอย่างเทียบไม่ติด ระดับเก้าสิบเก้ากับระดับร้อยอาจห่างกันเพียงหนึ่งระดับแต่ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เชนที่อยู่เพียงระดับชั้นหกแต่มีพลังที่จะสู้กับระดับชั้นสิบ...ใครได้ยินคงมีแต่หัวเราะอย่างตลกขำขันเชนเมื่อสำรวจร่างกายและวิเคราะห์ถึงขอบเขตของเขาในตอนนี้เสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองดาบกลืนสวรรค์ที่ตอนนี้ปักคาอยู่บนเพดานถ้ำ"จะเอากลืนสวรรค์ลงมายังไงล่ะเนี่ยหรือว่าต้องใช้ก้า.." เชนพูดพร้อมกับคิดในใจว่าอยากให้กลืนสวรรค์ลงมาหาเขาในทันใดนั้นเอง กลืนสวรรค์ที่ปักคาอยู่บนเพดานถ้ำก็ขยับเคลื่อนไหว มันพุ่งออกจากเพดานถ้ำมุ่งตรงมายังเชนอย่างรวดเร็ว!"เฮ้ย!! " เชนที่มองอยู่ถึงกับอุทานตกใจกลืนสวรรค์พุ่งมาเร็วมากเพียงพริบตาเดียวก็จะตัวเชนแล้ว เขาที่กำลังตกใจไม่รู้จะทำเช่นไรจึงทำการยกมือขึ้นหมายจะรับมันเพราะไม่งั้นมันได้พุ่งชนเขาแน่ แต่เมื่อเขายกมือขึ้นดาบกลืนสวรรค์ก็เปลี่ยนทิศทางพุ่งเข้าใส่มือที่เชนยกขึ้นหมายจะจับมันราวกับรู้ใจเขา แถมเมื่อดาบสัมผัสกับมือกลับไร้ซึ่งแรงปะทะทั้งที่มันก็มีน้ำหนักสูงมาก เหมือนกับเมื่อถึงมือของเขามันก็หยุดด้วยตัวเองโดยที่เขาไม่ต้องรับภาระเรื่องแรงปะทะนั่นเลยสักนิดเชนมองไปยังดาบกลืนสวรรค์ที่อยู่ในมือขวาของเขาอย่างตกตะลึง นี่มันอะไรกัน? ทำไมกลืนสวรรค์ถึงได้พุ่งเข้ามาหาเขา?"หรือว่า.." เชนเหมือนจะคิดอะไรออกอย่างไม่รอช้าเขาลองทำในสิ่งที่เขาคิดในทันทีเชนทำการวางดาบกลืนสวรรค์ไว้แล้วทำการวิ่งห่างออกไปเกือบสิบเมตรจึงหยุดลง เขาหันหน้าไปมองกลืนสวรรค์ที่นอนพาดนิ่งอยู่ที่พื้นและทำการยกมือขวาขึ้นในท่าคว้าจับ"กลืนสวรรค์" เชนพูดชื่อดาบของตนแต่ครั้งนี้ดาบกลับแน่นิ่งไม่ได้พุ่งมาหาเขาอีก เขามองกลืนสวรรค์ที่นอนพาดนิ่งอยู่ที่พื้นพร้อมกับพยายามครุ่นคิด"เมื่อเกิดขึ้นหนึ่งครั้งก็สามารถทำครั้งต่อไปได้ นี่หมายความว่าเราน่าจะทำอะไรผิดสักอย่าง" เชนพยายามคิดถึงสิ่งที่เขาทำตอนที่ดาบกลืนสวรรค์พุ่งมาหาเขา"ตอนนั้นเราทำอะไรบ้างนะ เงยหน้า เรียกชื่อ แล้วก็...คิดให้มันลงมาหา" ดวงตาของเชนเปร่งประกาย"กลืนสวรรค์" เชนพูดพร้อมยกมือในท่าคว้าจับอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นอกจากพูดเชนยังคิดในใจด้วยว่า 'กลับมา'ดาบกลืนสวรรค์ที่นอนพาดนิ่งอยู่ที่พื้นตอนนี้ขยับเคลื่อนไหวอีกครั้ง! มันพุ่งมาหาเชนอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวกลืนสวรรค์ก็พุ่งกลับมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง!"ใช่จริงๆ ด้วย! ถ้าต้องการให้มันกลับมานอกจากเรียกชื่อแล้วต้องคิดด้วยว่าให้มันกลับมา! " เชนพูดอย่างตื่นเต้นเมื่อค้นพบความสามารถใหม่ของดาบกลืนสวรรค์ในตอนที่เชนตื่นเต้นอยู่นั้นเอง ในโถงถ้ำแห่งนี้อยู่ๆ ก็ได้เกิดลมพัดขึ้นอย่างกะทันหันกระจายไปทั่วทั้งถ้ำ และตรงใจกลางของโถงก็ได้เกิดวังวนที่กำลังหมุนอย่างเอื่อยเฉื่อยลอยนิ่งอยู่ ครบเวลาห้านาทีประตูทางออกได้เปิดออกแล้วเชนละสายตามองไปยังประตูทางออก เมื่อเห็นว่าประตูทางออกปรากฏขึ้นเชนก็ไม่รอช้าเดินไปยังประตูทางเข้าห้องบอสแล้วทำการเอาถุงเก็บหินแกนปราณที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาเหน็บเอวไว้ และทำการเดินไปเก็บหินแกนปราณจากบอสทั้งสองที่ตกอยู่ที่พื้น น่าเสียดายไม่น้อยที่ซากของอสูรตนสุดท้ายแหลกเละจนไม่สามารถให้กลืนสวรรค์ดูดกลืนได้"ไม่ลืมอะไรแล้วมั้ง" เชนมองไปรอบๆ อย่างสำรวจว่าตนลืมอะไรหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าไม่มี เชนที่สะพายกลืนสวรรค์ไว้ด้านหลังก็เดินเข้าไปยังประตูทางออกแล้วเขาก็หายลับไป....ในห้องอันมืดมิดแห่งหนึ่งซึ่งมีเพียงแสงจากเทียนคอยให้แสงสว่างสลัวๆ เท่านั้น แสงจากเทียนแท่งนั้นพอจะทำให้เรามองเห็นว่าในห้องแห่งนี้มีเพียงโต๊ะยาวที่ยาวร่วมสิบเมตรและเก้าอี้หลายสิบตัวตั้งอยู่เท่านั้น ส่วนเทียนแท่งนั้นก็ตั้งอยู่บนโต๊ะยาวนี้เช่นกันตอนนี้บนโต๊ะยาวมีคนสามคนกำลังนั่งอยู่หนึ่งคนนั่งหัวโต๊ะอีกสองคนนั่งขนาบข้างซ้ายขวา แต่ด้วยแสงที่มีน้อยเกินไปทำให้เราไม่อาจมองเห็นใบหน้าของคนทั้งสามได้"เป็นยังไงบ้าง" เสียงดังขึ้นจากผู้ที่อยู่หัวโต๊ะ เสียงนี้เป็นเสียงเดียวกับคนที่ทำการบดขยี้เศษแก้วที่บ่งบอกถึงพลังชีวิตของหมิน ดูแล้วเขาผู้นี้จะมีฐานะสูงสุดในห้องแห่งนี้ถ้าดูจากตำแหน่งการนั่ง"ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ผมได้ยืนยันกับคนของเราในสมาพันธ์นักล่าแล้วว่าของบนชั้นแปดนั่นเป็นของสิ่งนั้นไม่ผิดแน่ และกุญแจเพื่อเปิดห้องนิรภัยบนชั้นแปดคนของเราขอเวลาอีกหน่อยก็จะเสร็จเรียบร้อย ส่วนกำหนดการของไรม์ผมก็ทำการตรวจสอบมาแล้ว อีกสองสัปดาห์เขาจะต้องเดินทางออกจากเมืองไม้หอม นั่นจะเป็นเวลาลงมือของเรา" เสียงของผู้ที่นั่งอยู่ด้านขวาพูดขึ้น ฟังจากเสียงคนคนนี้เป็นผู้ชาย"ดี แล้วอีกเรื่องที่ฉันให้ไปตรวจสอบล่ะ" ชายหัวโต๊ะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง"ดิฉันตรวจสอบแล้วค่ะ แม้จะพยายามปิดข่าวแต่เธอคนนั้นเดินทางมายังเมืองไม้หอมจริงๆ ค่ะ แถมไม่ได้มาคนเดียวเธอยังพาหนึ่งในยี่สิบสามผู้อาวุโสของสังกัดมาด้วย เมื่อเธอมาถึงก็เดินทางเข้าไปยังป่าไม้มืดทันทีทำให้คนของเราไม่กล้าติดตามเธอต่อ แต่ตอนนี้เธอก็ได้เดินทางกลับไปเรียบร้อยแล้วค่ะ" ครั้งนี้เป็นคนที่นั่งด้านซ้ายพูด ฟังจากเสียงและวิธีการพูดก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้หญิง"เธอมาทำไม" เสียงจากหัวโต๊ะถามต่อ"ไม่ทราบแน่ชัด แต่ก่อนกลับเธอได้เข้าไปหาเจ้าเมืองไรม์ที่บ้านของเขาด้วยค่ะ" หญิงสาวคนเดียวในห้องพูดรายงาน"ก็ไม่แปลกที่จะเข้าไปหา พ่อของเธอเป็นเพื่อนร่วมศึกกับไรม์เมื่อหลายสิบปีก่อน" ชายผู้นั่งหัวโต๊ะพูดอีกครั้ง คำพูดของเขาราวกับรู้จักไรม์เป็นอย่างดี"เมื่อไม่นานนี้หมินจับหนูได้ตัวหนึ่งจึงฆ่าทิ้งไป เป็นไปได้ว่านั่นอาจเป็นคนของเธอ การที่เธอมาที่นี่อาจเพราะไอ้หนูตัวนั้นทิ้งของบางอย่างไว้" ชายที่นั่งอยู่ด้านขวาพูดความคิดของเขา"ก็เป็นไปได้" ชายหัวโต๊ะ"งั้นฉันจะตรวจสอบเธอต่อนะคะว่าเธอมาทำอะไรหรือได้อะไรไป" หญิงสาวผู้นั่งด้านซ้าย"ไม่ต้อง" ชายผู้นั่งหัวโต๊ะกล่าวพร้อมกับเคาะนิ้วกับโต๊ะ "ตอนนี้เรามีเรื่องที่ต้องจัดการมากพออยู่แล้ว แค่คอยตรวจสอบคนเข้าออกเมืองนี้ให้ดีก็พอ ถ้ามีคนของพวกสี่สังกัดเข้ามายังเมืองไม้หอมก็แจ้งฉันพร้อมกับจับตาไว้""จริงๆ เพิ่งจะมีข่าวด่วนมาเมื่อครู่ค่ะว่าตอนนี้ได้มีRaidระดับพิเศษเกิดขึ้นในเมืองไม้หอม แม้ทางสมาพันธ์จะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแต่ข่าวนี้พวกสี่สังกัดไม่มีทางไม่รู้ ฉันคาดว่าอีกไม่นานพวกสี่สังกัดต้องส่งคนมาแน่นอนค่ะ" หญิงสาวรายงานข่าวที่เธอได้รับ"ทำไมเพิ่งรายงาน? Raidนี้จำกัดขั้นไหนและจะเปิดเมื่อไหร่" ชายผู้นั่งด้านขวาถามขึ้น ดูจากน้ำเสียงจะไม่พอใจเล็กน้อยที่หญิงสาวเพิ่งจะรายงานเรื่องสำคัญแบบนี้ช้า"ขะ..ขอโทษค่ะ ฉันก็เพิ่งได้รับข่าวเมื่อครู่นี้เอง ส่วนRaidนี้จำกัดขั้นสามัญและจะเปิดในอีกสามวันค่ะ" หญิงสาวกล่าวขอโทษด้วยเสียงสั่นพร้อมกับตอบคำถามของชายคนนั้น"เปิดในอีกสามวันงั้นก็คงไม่กระทบกับแผนของพวกเรา เมืองห่างไกลขนาดนี้แถมยังจำกัดแค่ขั้นสามัญคนที่พวกสี่สังกัดส่งมาคงเป็นแค่พวกสาขาย่อย แต่เมืองไม้หอมในสัปดาห์นี้คงหลีกเลี่ยงความวุ่นวายไม่ได้" ชายผู้นั่งด้านขวาพูดขึ้น"หึหึ ให้ผู้คนในเมืองแห่งนี้ครึกครื้นกันให้เต็มที่เถอะ ก่อนที่พวกเขาจะไม่ได้ทำอีกตลอดไป" ชายผู้นั่งหัวโต๊ะเอามือเท้าคางพร้อมกับหัวเราะเบาๆ             

    คล้ายกับเรื่องล่าผ่าแดนทมิฬ ที่คุณอ่าน