บทที่16
ทางรอดจากการอดตาย
กำลังอวดโฉมด้วยสีเขียวสดของพืชผักที่พร้อมให้เก็บเกี่ยว
เซี่ยอันอวี่ยืนอยู่เบื้องหน้าแปลงดินนั้นนางเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ตามที่มู่ซานเคยบอกพลังของมันสามารถหล่อเลี้ยงให้เมล็ดพันธุ์เติบโตได้ถึงสามร้อยเมล็ดต่อวันหากมองจากขนาดของผลผลิตที่งอกงามอยู่ตรงหน้าต่อให้อาหารยังไม่เพียงพอสำหรับทหารทั้งร้อยนายที่ติดตามมาด้วยก็นับว่ายังพอช่วยประทังชีวิตได้
ส่วนชาวเมืองที่ยังเหลืออยู่...สำหรับตอนนี้นางยังไม่สามารถช่วยพวกเขาได้ทั้งหมดแต่หากวันหนึ่งพลังของมู่ซานพัฒนาอย่างที่มันเคยกล่าวไว้นั่นย่อมหมายถึงความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้ให้กลายเป็ที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
เซี่ยอันอวี่ดึงสติกลับจากห้วงความคิดนางก้าวเท้าเข้าไปใกล้ แล้วค่อย ๆ ย่อตัวลง มือเรียวเก็บเกี่ยวพืชผักแต่ละต้นด้วยความระมัดระวังเหมือนกับว่าทุกต้นคือสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจสูญเสียไปได้
เมื่อเก็บจนหมดเซี่ยอันอวี่หอบผักที่ได้ใส่ลงในตะกร้าไม้ใบเล็กแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปภายในเรือนไม้ที่เก่าและทรุดโทรม
ตอนนี้... สิ่งที่นางต้องทำก็มีเพียงอย่างเดียวคือ"รอ"
เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดที่เคยได้รับมาจากหนานกงจิ่นอวี่ได้ถูกใช้จนหมดไปแล้วสิ่งที่อยู่ในมือของนางตอนนี้มีเพียงผักสดที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาเท่านั้นและหากอยากจะปลูกต่ออีกในวันพรุ่งนี้นางก็จำเป็จะต้องขอเมล็ดพันธุ์เพิ่มจากหนานกงจิ่นอวี่
่เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วกระทั่งเข้าสู่ยามเย็น แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดแสงสีส้มอมแดงลงบนเมืองกู่หลิงซาเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดและแห้งแล้ง
ภายในเรือนไม้หลังเก่าซึ่งเป็ที่พักของเ้าเมืองเซี่ยอันอวี่นั่งอยู่เงียบ ๆ ข้างหน้าต่างที่เปิดรับลมร้อนอ่อน ๆดวงตาของนางทอดมองไปยังทิศทางที่นำไปสู่ประตูเมืองอย่างใจจดใจจ่อรอคอยให้หนานกงจิ่นอวี่กลับมาโดยเร็ว
ตลอดทั้งวันนางครุ่นคิดวนเวียนถึงเื่หนึ่งไม่หยุดนางควรเปิดเผยความสามารถในการเพาะปลูกพิเศษนี้กับหนานกงจิ่นอวี่หรือไม่?
เมื่อนึกทบทวนดูแล้วหากไม่เปิดเผยสิ่งที่นางทำได้ นางเองก็ยากจะขยับตัวทำสิ่งใดต่อไปเพราะในตอนนี้นางไม่มีเมล็ดพันธุ์เหลือสำหรับการเพาะปลูกเลยและผู้เดียวที่สามารถจัดหาเมล็ดพืชภายในเมืองแห่งนี้ได้ ก็คือหนานกงจิ่นอวี่ผู้ที่นำเสบียงทั้งหมดติดตัวมาจากเมืองหลวง
แม้จะมีความลังเลเล็กน้อยเกี่ยวกับการเปิดเผยพลังพิเศษนี้แต่เซี่ยอันอวี่ก็ไม่รู้สึกกังวลมากนักเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองเพราะในสถานการณ์ที่ทุกคนต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเสบียงอาหารกลายเป็สิ่งสำคัญที่สุด และนาง...คือนักเพาะปลูกเพียงคนเดียวที่สามารถทำให้พืชผักเติบโตได้ท่ามกลางผืนทรายแห้งแล้งนี้
ด้วยเหตุนี้หนานกงจิ่นอวี่จะไม่มีทางกล้าปฏิบัติต่อนางอย่างเลวร้ายแน่นอน ตรงกันข้ามนางจะกลายเป็บุคคลที่ไม่อาจขาดได้ในเมืองแห่งนี้ด้วยซ้ำไป
หลังจากเฝ้ารออยู่ทั้งวันดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงไปทางขอบฟ้า ทาบเงาสีทองส้มลงบนทะเลทรายที่ล้อมรอบเมืองกู่หลิงซาบริเวณด้านนอกของรั้วไม้ซึ่งเป็เขตแดนของจวนเ้าเมืองเสียงฝีเท้าอาชาก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
อาชาสีดำสนิทหยุดลงตรงหน้าประตูเสียงทหารที่เฝ้าอยู่บริเวณหน้าจวนต่างคุกเข่าคารวะอย่างพร้อมเพรียง “คารวะแม่ทัพ!”
เมื่อประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออกหนานกงจิ่นอวี่ก็ก้าวเข้ามาภายในบนร่างของเขายังสวมชุดเกราะเหล็กสีดำที่เต็มไปด้วยร่องรอยฝุ่นทรายแม้สภาพจะมอมแมมไปบ้าง แต่บุคลิกของแม่ทัพใหญ่ยังคงสง่างามจนยากจะละสายตา
ภายในเรือนเซี่ยอันอวี่ยืนรออยู่ตรงหน้าประตู เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามา นางก็ยิ้มรับทันทีแล้วกล่าวเสียงใส “ท่านกลับมาแล้ว ข้ามีบางสิ่งอยากให้ท่านดู”
หนานกงจิ่นอวี่เลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงเดินตามนางเข้าไปด้านในเงียบ ๆ ด้วยความสงสัย
เมื่อมาถึงห้องโถงของเรือนภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาต้องหยุดฝีเท้ากะทันหัน
บนโต๊ะอาหารไม้เรียบง่ายกลางห้องวางตะกร้าสานขนาดย่อมอยู่ใบหนึ่ง ภายในเต็มไปด้วยพืชผักสีเขียวสดชื่นหลากชนิดทั้งหัวไชเท้าขาว ผักกาดเขียว และผักตั้งโอ๋ที่เพิ่งถอนจากดินใหม่ ๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดินยังติดอยู่ที่ราก
ดวงตาของหนานกงจิ่นอวี่ฉายแววตื่นตระหนกจางๆ เขาจ้องมองผักในตะกร้า พลางขมวดคิ้วแน่นเขาจำได้ดีว่าเสบียงที่ตนเองขนมาจากเมืองหลวงส่วนใหญ่มีแต่ผักดองและผักแห้งไม่มีแม้แต่ต้นเดียวที่สดใหม่เช่นนี้
เขาค่อย ๆหันไปมองเซี่ยอันอวี่อีกครั้ง สีหน้าเปลี่ยนเป็จริงจัง “เ้า...ทำได้อย่างไร?”