เสียงลมหวีดหวิวบาดแก้วหู ร่างของสองบุรุษร่วงหล่นลงสู่หุบเหวไร้ก้นที่มืดมิดประดุจปากของสัตว์ร้าย ความเร็วในการร่วงหล่นเพิ่มทวีคูณจนอากาศรอบกายกลายเป็นกำแพงที่อัดกระแทกผิวหนัง
"ไปลงนรกด้วยกันเถิด เย่เฉิน!"
กงอี้ ในสภาพร่างกายบวมเป่งจนผิดรูป แสยะยิ้มกว้างจนฉีกถึงใบหู ผิวหนังของมันปริแตกออกเป็นรอยร้าวที่มีแสงสีส้มแดงของอัคคีปะทุออกมา มันพยายามตะเกียกตะกายเข้ามาโอบรัดร่างของเย่เฉินไว้แน่น หวังจะใช้แรงระเบิดจากร่างตนเองฉีกกระชากศัตรูให้แหลกเหลวไปพร้อมกัน
เย่เฉินขบกรามแน่น สติสัมปชัญญะตื่นตัวถึงขีดสุดในชั่วพริบตาวิกฤต เขาไร้หนทางหนีกลางเวหา... แต่เขาสามารถกำหนดตำแหน่ง "จุดตก" ได้!
"ฝันไปเถิด!"
เย่เฉินคำรามลั่น เขาเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง พลิกตัวกลางอากาศอย่างรวดเร็ว รวบรวมพลังปราณเฮือกสุดท้ายไปที่ฝ่าเท้าขวา แล้วถีบเข้าที่ยอดอกของกงอี้เต็มแรง!
ปึก!
"ลงไปเปิดทางให้ข้าเสีย!"
แรงถีบส่งร่างของกงอี้พุ่งดิ่งลงไปกระแทกพื้นก้นเหวก่อนเพียงชั่วอึดใจ...
และทันทีที่ร่างกายอันอัดแน่นไปด้วยพิษไฟและแรงดันโลหิตปะทะกับพื้นศิลาแข็ง...
ตูมมมมม!
การระเบิดทำลายล้างก็บังเกิดขึ้น!
มันรุนแรงยิ่งกว่าภูเขาไฟปะทุ เลือดพิษและอวัยวะภายในของกงอี้แตกกระจายเป็นจุณ แรงอัดอากาศมหาศาลระเบิดย้อนขึ้นมาด้านบน!
"ทัณฑ์ปฐพี... คุ้มกัน!"
เย่เฉินรีบชักดาบยักษ์ออกจากหลัง มาขวางไว้เบื้องหน้า แสงสีเหลืองขุ่นแห่งธาตุดินเปล่งประกายออกมาจากตัวดาบ สร้างเป็นม่านพลังบางๆ ต้านรับแรงระเบิด
ครืน!
คลื่นกระแทกจากการระเบิดปะทะเข้ากับใบดาบ ส่งแรงสะท้อนมหาศาลเข้าสู่แขนของเย่เฉินจนกระดูกลั่นเกรียวกราว แต่แรงอัดนั้นกลับช่วย "ชะลอ" ความเร็วในการตกกระแทกพื้นของเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ร่างของเย่เฉินถูกคลื่นพลังซัดกระเด็นเข้าไปกระแทกกับ "บานประตูโลหะยักษ์" สีดำสนิทที่ปิดผนึกวิหารโบราณอยู่เบื้องล่าง ซึ่งบัดนี้พังทลายลงเพราะแรงระเบิดของกงอี้
ตุบ! กลิ้ง...
เย่เฉินกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้นหินเย็นเฉียบภายในวิหาร รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แม้ร่างกายจะบอบช้ำไปทุกส่วน
ฝุ่นควันและกลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ...
เย่เฉินยันกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เขาหันกลับไปมองที่หน้าประตู
เบื้องหน้าของเขาคือเศษซากเนื้อหนังที่กระจัดกระจาย ส่วนศีรษะของกงอี้ที่เหลือเพียงครึ่งซีกกลิ้งมาหยุดอยู่แทบเท้า ดวงตาข้างที่เหลือยังคงเบิกโพลงจ้องมองเย่เฉิน
ริมฝีปากที่ไหม้เกรียมของมันขยับมุบมิบเป็นครั้งสุดท้าย
"ข้า... เป็นเพียงคนเฝ้าประตู..." เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากขุมนรก "เจ้า... หารู้ไม่ว่า... กำลังแตะต้องสิ่งใด..."
สิ้นเสียงนั้น ดวงตาของกงอี้ก็เหลือกค้าง ลมหายใจดับสูญไปพร้อมกับความบ้าคลั่ง ทิ้งให้เย่เฉินยืนเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
คำสาปแช่งสุดท้ายของมัน... มิใช่คำขู่ แต่มันคือคำเตือนถึงสิ่งที่หลับใหลอยู่ในความมืดด้านหลังเย่เฉิน
ฝุ่นควันจากการระเบิดค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าชัดเจนขึ้น
เย่เฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตกตะลึง
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามิใช่ถ้ำหินปูนตามธรรมชาติอย่างที่เขาเข้าใจในตอนแรก แต่มันคือ โถงวิหารขนาดมหึมา ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาสูงส่ง
ผนัง พื้น และเพดาน ล้วนถูกหล่อขึ้นจาก "โลหะสีดำทมิฬ" ชนิดหนึ่งที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาตลอดเวลา พื้นผิวของโลหะเหล่านั้นถูกแกะสลักด้วยลวดลายอักขระแปลกประหลาดที่ดูซับซ้อนและวิจิตรบรรจงเกินกว่าศิลปะในยุคปัจจุบัน
"ที่นี่มัน..."
เย่เฉินพยายามค้นหาความทรงจำของกู่เทียนในหัวเพื่อแปลความหมายของอักขระเหล่านี้... แต่ทว่าเขากลับพบเพียงความว่างเปล่า แม้แต่ผู้อาวุโสระดับสูงของหอคุมกฎผู้รอบรู้ ก็ยังไม่เคยเห็นอักษรโบราณเช่นนี้มาก่อน
"เก่าแก่... เก่าแก่ยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของสำนักเมฆาครามเสียอีก"
เย่เฉินลูบไล้ผนังเย็นเฉียบ ขนอ่อนทั่วร่างลุกชันด้วยความยำเกรงต่อกลิ่นอายบรรพกาลที่กดทับลงมา
เขามองขึ้นไปด้านบน... เห็นท่อส่งพลังงานขนาดใหญ่ที่ทำจากทองแดง (ซึ่งบัดนี้บิดเบี้ยวและขาดสะบั้นจากแรงระเบิด) ห้อยลงมาจากเพดานวิหาร ท่อเหล่านั้นถูกเจาะฝังเข้าไปในตัววิหารอย่างหยาบช้า ราวกับปลิงยักษ์ที่เกาะกินเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตโบราณ
"ข้าเข้าใจแล้ว..." ความจริงกระจ่างแจ้งในใจของเย่เฉิน
"หลิวหยวนมิได้ 'สร้าง' สถานที่กลั่นโลหิตนี้ขึ้นมาเอง... แต่มัน 'ค้นพบ' ซากวิหารแห่งนี้ต่างหาก สิ่งก่อสร้างเบื้องบนนั้น เป็นเพียงปรสิตที่ถูกสร้างทับลงไป เพื่อดูดซับพลังงานมหาศาลจากที่นี่ขึ้นไปใช้ในการทดลอง"
สายตาของเย่เฉินเลื่อนลงมาจากเพดาน มองลึกเข้าไปยังใจกลางของวิหารโลหะดำ
ที่นั่น... มี แท่นบูชาทรงกลม ยกสูงตั้งตระหง่านอยู่ รายล้อมด้วยซากโครงกระดูกของสัตว์อสูรและมนุษย์นับไม่ถ้วนที่แห้งกรังติดพื้น เป็นร่องรอยของการสังเวยที่ดำเนินมายาวนานนับร้อยนับพันปี
และบนแท่นบูชานั้น... มีบางสิ่งกำลังส่องแสงสว่างวูบวาบอยู่ในความมืด
หัวใจของเย่เฉินเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ... ดาบทัณฑ์ปฐพีในมือของเขาสั่นสะเทือนตอบรับอย่างรุนแรง ราวกับมันได้พบเจอกับ "สหายเก่า" หรือ "ศัตรูคู่อาฆาต" ที่รอคอยมานาน
"แก่นแท้ของพลังงาน..."
เย่เฉินกระชับด้ามดาบแน่น ก้าวเท้าเดินตรงไปยังแท่นบูชานั้นอย่างระมัดระวัง
เย่เฉินก้าวเท้าขึ้นสู่แท่นบูชาโลหิตทีละขั้น ความกดดันที่มองไม่เห็นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอากาศรอบกายหนักอึ้งราวกับตะกั่ว
ที่ใจกลางของแท่นบูชา... มีดวงไฟดวงหนึ่งลอยคว้างอยู่เหนือถ้วยอักขระโบราณ
มันคือเปลวเพลิงสีเขียวมรกตขนาดเท่ากำปั้น ทว่าแสงของมันกลับมิได้ให้ความสว่างไสวหรือความอบอุ่นเฉกเช่นไฟทั่วไป แต่มันกลับแผ่ไอความเย็น หนาวเหน็บ ที่เสียดแทงลึกถึงกระดูกดำ และส่งเสียงหวีดหวิวแหลมสูงคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับหมื่นดวง
"เพลิงวิญญาณปฐพี"
ตามบันทึกในคัมภีร์ นี่คือสมบัติล้ำค่าแห่งธาตุดินที่ถือกำเนิดขึ้นจากแก่นโลก มีคุณสมบัติในการหลอมรวมและรักษา
แต่ทว่า... เพลิงตรงหน้าเย่เฉินนี้ ได้สูญเสียความบริสุทธิ์ไปจนหมดสิ้นแล้ว มันถูกกักขังอยู่ในคุกโลหะ และถูกป้อนด้วยเลือดพิษและซากศพเน่าเปื่อยจากการทดลองมานานนับร้อยปี จนแก่นแท้ของมันบิดผันกลายเป็น "เพลิงมาร" ที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและหิวกระหาย
วูม! วูม!
ดาบยักษ์ "ทัณฑ์ปฐพี" สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนแทบจะหลุดจากมือ มันส่งเสียงครางต่ำๆ ด้วยความตื่นเต้น ดาบเล่มนี้มีธาตุดินเป็นแกนหลัก มันจึงโหยหาแก่นเพลิงปฐพีนี้มาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป
"ใจเย็นก่อน..." เย่เฉินกระซิบบอกดาบ พลางเอื้อมมือจะไปคว้าดวงไฟ
ทว่า... ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาล้ำเข้าไปในอาณาเขตของแท่นบูชา
กรี๊ดดดดดดด!
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระเบิดก้องขึ้นในสมองของเย่เฉินโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย!
ดวงไฟสีเขียวมิได้อยู่นิ่งให้เขาจับ แต่มันกลับพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของเขาด้วยความเร็วสูง! มันไม่ได้พุ่งมาเพื่อเผาผลาญร่างกาย... แต่พุ่งเข้ามาเพื่อ "ครอบงำ" จิตวิญญาณ!
โลกของเย่เฉินหมุนคว้าง... ภาพมายาอันน่าสยดสยองพุ่งเข้ามาโจมตีประสาทสัมผัส
เขาเห็นภาพของมนุษย์นับหมื่นคนที่ถูกจับมาสังเวยในวิหารแห่งนี้... เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดขณะถูกหลอมทั้งเป็น... ได้ยินเสียงสาปแช่งด้วยความเคียดแค้นชิงชังต่อทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิต
"ตาย! ตายเสีย! มาอยู่กับพวกเรา!"
ความเกลียดชังที่สั่งสมมานับพันปีถาโถมเข้าใส่ดวงจิตของเย่เฉินดุจ คลื่นยักษ์แห่งมหรรณพสีดำ หมายจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาให้จมดิ่งลงสู่ความบ้าคลั่ง
"อ๊ากกกกก!"
เย่เฉินกรีดร้องลั่น ทรุดฮวบลงคุกเข่า มือทั้งสองกุมศีรษะแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดกำเดาไหลทะลักออกมา
ดวงตาของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต... จิตมารกำลังแทรกซึมเข้ามาแทนที่ตัวตนของเขา!
"อย่า... อย่าหวังจะควบคุมข้า!"
เย่เฉินกัดปลายลิ้นจนเลือดสาด ใช้ความเจ็บปวดเรียกสติกลับคืนมา เขาโคจรเคล็ดวิชาลมหายใจอสูรเทวะ กระตุ้น "เพลิงอสูร" สีทองอมแดงในกายให้ลุกโชนขึ้นมาต่อต้าน!
ตูม!
ภายในเส้นชีพจรของเย่เฉิน บังเกิดสงครามระหว่างไฟสองชนิด... เพลิงอสูรที่บ้าคลั่ง ปะทะกับ เพลิงมารที่อาฆาต!
"ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ากลืนกิน... แต่ข้าจะเป็นฝ่ายกลืนกินเจ้า!"
เย่เฉินคำรามก้อง เขาตระหนักได้ว่าหากปล่อยให้ไฟมารปะทะกับจิตวิญญาณโดยตรง เขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
เขาต้องเปลี่ยนกลยุทธ์... ไม่ใช่การ "รับ" แต่เป็นการ "ตัด" เอาเฉพาะส่วนที่ดีที่สุดมา!
"ทัณฑ์ปฐพี!"
เย่เฉินเอื้อมมือขวาที่สั่นระริกไปด้านหลัง คว้าด้ามดาบยักษ์คู่กายเอาไว้แน่น
"เจ้าหิวกระหายมันนักมิใช่รึ? งั้นก็จงช่วยข้า... แยกเนื้อมันออกจากกระดูก!"
เคร้ง!
ดาบยักษ์ส่งเสียงร้องกังวานตอบรับ เย่เฉินรวบรวมสมาธิเฮือกสุดท้าย ผสานเพลิงอสูรสีทองอมแดงลงไปในตัวดาบจนใบดาบกลายเป็นสีโลหิตที่ร้อนแรง
"ตัด!"
เขาไม่ได้ฟันดาบใส่อากาศ แต่แทงปลายดาบสวนเข้าไปกลางดวงไฟสีเขียวมรกตที่กำลังพุ่งเข้ามา!
ฟู่!!!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับน้ำราดลงกองไฟ!
ดาบทัณฑ์ปฐพีทำหน้าที่เป็น "ตัวกรอง" ที่ทรงพลัง มันดูดซับเอา "แก่นแท้แห่งปฐพี" (พลังงานธาตุดินบริสุทธิ์) ที่ซ่อนอยู่ใจกลางเปลวเพลิงเข้ามาอย่างตะกละตะกลาม
แต่ทว่า... "ไอพิษและความอาฆาต" (ส่วนที่เป็นมาร) ที่ถูกแยกออกมา กลับไม่มีที่ไป... มันจึงพุ่งย้อนกลับเข้ามาตามแขนขวาของเย่เฉิน!
"อ๊ากกกกก!"
เย่เฉินกรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดที่เหนือคำบรรยาย
ไอพิษสีเขียวเข้มพุ่งทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรแขนขวาราวกับน้ำกรดกัดกร่อน ปะทะเข้ากับเพลิงอสูรสีทองที่ไหลเวียนปกป้องร่างกายอยู่
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดดังทึบๆ ติดต่อกันภายในท่อนแขน! เส้นเลือดปูดโปนและปริแตก ผิวหนังไหม้เกรียมจนส่งกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง
นี่คือสงครามระหว่างไฟสองชนิดภายในร่างกายมนุษย์... และสนามรบนั้นคือเส้นชีพจรหลักของเย่เฉิน!
"หลอมรวม... ข้าสั่งให้หลอมรวมบัดเดี๋ยวนี้!"
เย่เฉินกัดฟันจนเลือดไหลพราก เขาไม่ยอมปล่อยดาบ และไม่ยอมถอยหนี เขายอมแลกแขนข้างนี้เพื่อสยบมันให้ได้
เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจที่ยาวนานดั่งชั่วกัปชั่วกัลป์...
ในที่สุด... แสงสีเขียวบนแท่นบูชาก็ดับวูบลง
ไอพิษและความอาฆาตทั้งหมดถูกเพลิงอสูรของเย่เฉินกัดกินและกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น... แต่ราคานั้นแพงแสนแพง
ตุบ...
ดาบทัณฑ์ปฐพีร่วงหลุดจากมือเย่เฉิน กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
เย่เฉินทรุดลงหอบหายใจ แขนขวาของเขาห้อยตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ผิวหนังตั้งแต่ปลายนิ้วจนถึงหัวไหล่กลายเป็นสีดำคล้ำและมีรอยไหม้ลึก เส้นชีพจรภายในถูกเผาทำลายจนเสียหายหนัก
เขาพยายามจะขยับนิ้ว... แต่มันไม่ตอบสนอง
แขนขวา... แขนข้างที่ใช้จับดาบและปรุงยา... บัดนี้ไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง
ทว่า... เมื่อเย่เฉินแบมือซ้ายออกมาและเรียกไฟ
พรึ่บ!
เปลวเพลิงที่ปรากฏขึ้น มิใช่สีทองอมแดงอีกต่อไป... แต่มันมี "ประกายสีเขียวมรกต" แทรกซึมอยู่ในแกนกลาง
ไฟอสูรได้วิวัฒนาการแล้ว... มันร้อนแรงขึ้น และแฝงไว้ด้วยฤทธิ์กัดกร่อนทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว
"ข้าชนะ..." เย่เฉินมองแขนขวาที่ไร้ความรู้สึกของตนเอง แล้วยิ้มออกมาอย่างขมขื่น "แต่ก็เกือบจะต้องแลกด้วยทุกอย่าง"
ทันใดนั้น... พื้นวิหารก็เริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง เศษหินร่วงกราวลงมา เมื่อแก่นพลังงานถูกดึงออกไป โครงสร้างเก่าแก่ที่ค้ำจุนสถานที่นี้ไว้ก็กำลังจะพังทลายลง
เย่เฉินไม่มีเวลามาอาลัยอาวรณ์แขนที่เสียไป เขาต้องรีบหนีออกจากที่นี่... เดี๋ยวนี้!
ครืนนนน!
เสาโลหะขนาดยักษ์เริ่มหักโค่น เพดานเบื้องบนพังทลายลงมาเป็นชิ้นๆ ทางที่เข้ามาถูกหินถล่มปิดตายไปแล้ว... ทางรอดเดียวที่เหลืออยู่คือทางที่น้ำเลือดไหลออกไป!
เย่เฉินหันไปมองท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังแท่นบูชา กระแสน้ำสีแดงคล้ำที่เต็มไปด้วยพิษสงกำลังไหลเชี่ยวกรากลงสู่ความมืดเบื้องล่าง
"ไม่มีทางเลือก..."
ตูม!
เย่เฉินกระโดดลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวโดยไม่ลังเล!
ทันทีที่ร่างกายสัมผัสกับน้ำพิษ ความรู้สึกแสบร้อนดั่งถูกน้ำกรดราดก็แล่นพล่านไปทั่วผิวหนัง หากเป็นเมื่อก่อน เนื้อตัวของเขาคงเปื่อยยุ่ยไปแล้ว แต่บัดนี้...
วูบ!
เพลิงอสูรสีทองประกายเขียว ลุกโชนขึ้นมาคลุมกายเย่เฉินบางๆ ดุจเกราะคุ้มกัน! ฤทธิ์กัดกร่อนของไฟใหม่ช่วยต้านทานพิษในน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์
แต่ทว่า... อุปสรรคที่แท้จริงคือกระแสน้ำที่รุนแรง
ร่างของเย่เฉินถูกพัดพาไปตามอุโมงค์หินแคบๆ กระแทกกับผนังถ้ำซ้ายขวาอย่างรุนแรง เขาพยายามจะว่ายน้ำประคองตัว แต่แขนขวาที่ไร้ความรู้สึกทำให้เขาเสียสมดุล ร่างกายหมุนคว้างกลางน้ำเชี่ยว
"อึก... แค่ก!"
เย่เฉินสำลักน้ำพิษเข้าไปหลายอึก ความเจ็บปวดแล่นพล่านในปอด เขาตะเกียกตะกายใช้แขนซ้ายเพียงข้างเดียวจิกเกร็งไปตามผนังอุโมงค์เพื่อชะลอความเร็ว แต่แรงน้ำมหาศาลก็กระชากร่างเขาให้หลุดลอยไป
สติของเขาเริ่มเลือนราง... ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้และการเสียเลือดเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะ
'ข้าจะมาตายในท่อระบายน้ำโสโครกนี่ไม่ได้...'
แสงสว่าง... ที่ปลายสุดของอุโมงค์มืดมิด มีแสงสว่างสีขาวจางๆ ปรากฏขึ้น!
ซู่!!!!
ร่างของเย่เฉินถูกกระแสน้ำซัดหลุดออกมาจากปากอุโมงค์ ลอยละลิ่วตกลงสู่เบื้องล่างพร้อมกับม่านน้ำตก!
ตูม!
เขาร่วงลงกระแทกกับแอ่งน้ำลึกเบื้องล่าง ความเย็นเฉียบของน้ำธรรมชาติช่วยเรียกสติของเขากลับคืนมา เย่เฉินตะเกียกตะกายว่ายเข้าหาฝั่งด้วยแขนข้างเดียวอย่างทุลักทุเล
เมื่อลากสังขารขึ้นมานอนแผ่หราอยู่บนโขดหินริมน้ำได้ เขาก็หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดวงตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า... แสงดาวระยิบระยับส่องลงมาทักทาย... เขาออกมาได้แล้ว!
แต่เมื่อเขาลุกขึ้นนั่งและก้มลงมองสภาพตนเอง... ความยินดีก็มลายหายไป
แขนขวาของเขาตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงปลายนิ้ว... เป็นสีดำสนิทราวกับตอตะโก ผิวหนังไหม้เกรียมจนแข็งกระด้าง และที่เลวร้ายที่สุดคือ... เขาไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมันเลย
"เส้นชีพจรไหม้..." เย่เฉินพึมพำเสียงแหบแห้ง พยายามจะขยับนิ้ว แต่ปลายนิ้วกลับนิ่งสนิท
เขาได้ครอบครองไฟวิเศษที่ทรงพลัง... แต่เขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วย "แขนข้างถนัด" ที่ใช้จับดาบและปรุงยา
"ข้ารอดแล้ว..."
เย่เฉินแหงนหน้ามองดวงจันทร์ แววตาของเขาไม่ได้สิ้นหวัง แต่กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
"แต่ราคาที่จ่ายไป... มันแพงเหลือเกิน"
"หลิวหยวน... หนี้แค้นครั้งนี้ ข้าจะกลับไปทวงคืนจากเจ้า... ทบต้นทบดอก!"
เย่เฉินพยุงร่างที่สะบักสะบอมลุกขึ้นยืน ร่างทะมึนของเขาพาดยาวไปตามพื้นหิน... ดูโดดเดี่ยว บาดเจ็บ แต่ยังคงยืนหยัดอย่างทะนงองอาจ
การผจญภัยในหุบเขาหมอกดำจบลงแล้ว... แต่สงครามเพื่อทวงคืนแขนและศักดิ์ศรี เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!
[จบตอนที่ 57]