แสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลสะท้อนผนังหินอ่อนขาวบริสุทธิ์ราวกับโลกที่โอบล้อมด้วยความมั่งคั่งไร้ขีดจำกัดเสียงไวโอลินบรรเลงขับกล่อมในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูระดับห้าดาว ใจกลางกรุงเทพฯที่ซึ่งเหล่าชนชั้นสูงจับกลุ่มพูดคุย ถ่ายภาพ และแลกเปลี่ยนรอยยิ้มปลอม ๆ ซ่อนเร้นความรู้สึกนึกคิดไว้ภายใต้หน้ากากอันสวยหรูที่หันเข้าหากันราวเป็เื่ปกติ
ทิวากร ณ วังตะวันยืนอยู่ท่ามกลางงานเลี้ยงค็อกเทลหรูในชุดสูทตัดเย็บอย่างดีไร้ที่ติ เขาดูโดดเด่น สูงโปร่งบางงดงามราวรูปวาดทั้งผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ท่าทางสง่างามแบบผู้ดีเก่าจนหลายคนอดไม่ได้ที่จะหันมองด้วยความชื่นชม
แต่ภายใต้รอยยิ้มบางเบาและสายตานิ่งสงบราวกับเ้าตัวกำลังมีความสุขกับบรรยากาศที่รายล้อม คือความว่างเปล่าที่กัดกินภายในที่มิมีผู้ใดล่วงรู้
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงที่กำลังบรรเลงคืออะไรหรือบทสนทนาที่กำลังได้ยินอยู่รอบข้างนั้นเกี่ยวกับอะไร
ชีวิตที่เหมือนสมบูรณ์แบบ…กลับไม่มีอะไรให้เขาอยากรักษาไว้เลย
สมบูรณ์แบบในสายตาของสังคม แต่ไม่ใช่ในหัวใจของเขาทิวากรเติบโตมาในคฤหาสน์เก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านกลางย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯบรรพบุรุษของเขาคือขุนนางชั้นสูง ผู้มีบทบาทในราชสำนักมาแต่โบราณ ตระกูล "ณวังตะวัน" คือชื่อที่ถูกจารึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ความภาคภูมิใจของคนรอบข้างคือสิ่งที่เขาต้องแบกรับโดยไม่มีทางเลือก
ั้แ่จำความได้ เขาไม่เคยได้รับอิสระในการใช้ชีวิต ทุกย่างก้าวทุกการตัดสินใจ ล้วนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยคำว่า "หน้าที่" และ"ความเหมาะสม"
แม้รอยยิ้มภายนอกจะดูสงบนิ่งเพียงใดใจของเขากลับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ความคาดหวังจากสังคมจากวงศ์ตระกูล จากมารดาผู้เข้มงวด กลายเป็กรงเหล็กที่กักขังความฝันและเสียงหัวใจของเขาไว้จนแน่น
เขาต้องเรียนดนตรีคลาสสิก แม้จะหลงใหลในดนตรีแจ๊สต้องศึกษาบริหารธุรกิจ แม้ใจจะเรียกร้องการเป็นักเขียน และที่สำคัญชายหนุ่มต้องปิดบังความรู้สึกของตนเองแม้จะอยากะโให้โลกรับรู้ว่าหัวใจเขาเต้นเพื่อใคร
"ทิวากร...อย่าลืมว่าลูกเป็ผู้สืบทอดของตระกูล ณ วังตะวันทุกสิ่งที่ลูกทำต้องสง่างาม เหมาะสม และเป็แบบอย่างที่ดีต่อสังคมอย่าทำให้แม่ต้องอับอาย ไม่ว่าในเื่ใดก็ตาม"เสียงของคุณหญิงแม่ก้องสะท้อนอยู่ในหัวของเขา ราวกับบ่วงที่รัดแน่นจนหายใจไม่ออก
"แม่ไม่ได้เลี้ยงลูกมาให้ไล่ตามความฝันเล็ก ๆ ที่ไร้สาระแต่เพื่อให้ลูกยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุด ที่ใครก็ไม่อาจมองข้ามได้"
ถ้อยคำเ่าั้ไม่ได้เจ็บ...แต่มันชำแหละความรู้สึกทุกครั้งที่ได้ยินความฝันที่เคยมีค่อย ๆ แหลกสลายเหมือนกระจกที่แตกร้าวไม่มีวันประสานได้อีก
ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อขบเม้มเข้าหากันแน่นราวพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกอัดแน่นที่แทบอยากจะะเิออกมาแล้วค่อยคลายออกเปลี่ยนมาจิบแชมเปญไปสองสามคำแทน ก่อนที่ร่างสูงโปร่งบางของทิวากรตัดสินใจหันหลังเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงราวพยายามละทิ้งสิ่งหนักอึ้งภายในใจไว้เื้ั
ในขณะที่เขาหันไปยังระเบียงเปิดของห้องจัดเลี้ยงสายตาก็พลันสบเข้ากับภาพที่ตรึงให้เขานิ่งงัน
ชายหนุ่มคนหนึ่ง…ผู้เป็มากกว่าเพื่อนในใจของเขากำลังยืนแนบชิดกับหญิงสาวคนหนึ่งอย่างแแ่ริมฝีปากของทั้งสองประทับกันอย่างหวานล้ำท่ามกลางแสงไฟและเสียงหัวเราะจากกลุ่มคนที่มองว่ามันคือความรักอันสมบูรณ์แบบ
ทิวากรยืนนิ่ง รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงมาทับร่าง ไม่มีเสียงไม่มีอากาศ ไม่มีแม้แต่แรงจะยืน เขายืดตัวตรงราวกับหุ่นที่ไร้ิญญาทั้งที่ภายในใจป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
หัวใจที่เคยเงียบงันกลับเ็ปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความหวังเล็ก ๆ ที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อถูกบดขยี้จนไม่หลงเหลือเศษเสี้ยว
เขาหันหลังกลับ เดินฝ่าฝูงชนออกไปอย่างช้า ๆ ลิฟต์โดยไม่มีใครสังเกตเห็นน้ำตาที่กำลังเอ่อคลอในดวงตาคู่งามปล่อยให้แสงไฟเื้ัค่อย ๆ ห่างไกลลงและแทนที่ด้วยเงาสลัวของทางเดินห้องโถงที่ทอดยาวไปสู่หน้าประตูลิฟท์
เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง เสียงกลไกเงียบงันทิวากรปล่อยลมหายใจออกมาแ่เบา ราวกับทั้งวันเขาแทบไม่ได้หายใจจริง ๆ
"มันก็แค่อีกคืนหนึ่ง…ที่ไม่มีความหมายอะไรเลย"เสียงบ่นภายในใจแต่กลับสะท้อนความรู้สึกผ่านแวตาที่ทอดมองตรงออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
รถยนต์เปิดประทุนสีดำเงางามแล่นไปตามถนนที่รายล้อมด้วยตึกสูงระฟ้าแสงไฟเมืองหลวงแต่งแต้มเส้นทางราวกับภาพวาดสีน้ำมัน แต่สำหรับทิวากรมันกลับไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีชีวิตราวโลกใบนี้นิ่งเงียบได้ยินเพียงเสียงก้อนเนื้อในอกที่กำลังเต้นเป็จังหวะกับลมหายใจเคลื่อนไหวสอดสลับเป็จังหวะ
เขามองท้องฟ้ายามค่ำคืน ลมเย็นปะทะใบหน้าหัวใจว่างเปล่าราวกับถูกดูดกลืนโดยความเงียบ
จนกระทั่ง…
เสียงเบรกดังแหลมกะทันหันก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิท
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้งในความเงียบงันของโลกที่เปลี่ยนไป
ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีความเ็ปแต่ก็ไม่มีความรู้สึกว่า "ยังมีชีวิตอยู่"
ทิวากรลุกขึ้นยืนจากพื้นถนน ใจยังสับสน เขาหันซ้ายขวา พลันเห็นร่างของใครบางคนกำลังนอนนิ่งอยู่กลางถนนเขาเดินเข้าไปใกล้
ทันทีที่เห็นภาพเบื้องหน้าดวงตาเขาเบิกโพลงด้วยความใ
มันคือ…ตัวเขาเอง
เืไหลออกจากศีรษะ รอยช้ำกระจายทั่วร่างใบหน้าซีดเผือดแต่ยังคงความสงบอย่างประหลาด
"นี่มันอะไรกัน…ฝันเหรอ?"เขากระซิบถามออกไปราวละเมอ ก่อนจะพยายามขยับมือที่สั่นเทาไปแตะร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้าและยิ่งใไปมากเดิม เมื่อมือของเขาที่ััออกไปกลับทะลุผ่านร่างนั้นไปราวกับเป็เพียงอากาศ
ขาหายใจถี่ขึ้น ใจเต้นแรงแต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่าตัวเองยังมีลมหายใจอยู่จริงหรือไม่
ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างช้า ๆราวกับถูกดูดกลืนเข้าสู่ความว่างเปล่าที่ไม่มีจุดสิ้นสุดเสียงรอบตัวเบาบางลงเรื่อย ๆ จนเหมือนอยู่ในอุโมงค์ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว
เขาเริ่มะโ เรียกชื่อใครสักคน..ใครก็ได้ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีแม้แต่เงาของความหวัง
"ช่วยด้วย! ใครก็ได้…ช่วยผมที!"
เสียงสะท้อนของตนเองกลับมาเป็ก้องว่างเปล่า ความหวาดกลัวกัดกินหัวใจความรู้สึกอ้างว้างทะลุทะลวงไปถึงกระดูก ราวกับทั้งโลกถูกตัดขาดจากความจริงและเขาคือเพียงเศษเสี้ยวของบางสิ่งที่ไม่มีใคร้าจดจำ
แล้วเสียงทุ้มต่ำฟังดูเย็นเฉียบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"เ้าไม่ใช่ความฝัน...แต่ก็ไม่ใช่ชีวิตอีกต่อไป"
ทิวากรหันขวับทันที และสิ่งที่เขาเห็นทำให้โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีดำขลับ ราวกับกลืนทุกแสงในความมืดดวงตาคมลึกเยือกเย็นจนรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าที่ลึกยิ่งกว่าห้วงอวกาศ
เขายืนอยู่ใต้เสาไฟที่กำลังริบหรี่ใบหน้าเงียบงันแต่กลับสะกดทุกลมหายใจ
"คุณเป็ใคร…?" ทิวากรถามเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
"ข้าชื่อศศิรเป็ยมทูต... และเ้า..คือิญญาที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังหลงทาง"