ตอนที่ 7 ที่ดิน
“นี่เป็สมุนไพรที่ข้านำมาขายเ้าค่ะ” เพ่ยอิงหยิบฉือเป่ยจากในย่ามที่เธอสะพายอยู่ออกมาห้าต้น แล้วเอาไปวางไว้บนโต๊ะ
“เ้ามีถึงตั้งห้าต้น!!” ชายหนุ่มที่นำทางเพ่ยอิงพี่ชายเข้ามาในห้องร้องอุทานออกมา
“ฉือเป่ยระดับสีน้ำเงินขั้นสูง!!” ผู้เฒ่าหลงจูลุกขึ้นยืนทันทีพร้อมกับกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง
“อีกทั้งยังมีมากถึงห้าต้น!!”
ผู้เฒ่าหลงจูตกตะลึงอยู่เป็นาน
“เอ่อ ท่านผู้เฒ่าหลงจูเ้าค่ะ”
ไร้การตอบรับใดๆ ทั้งสิ้นจากท่าผู้เฒ่าหลงจู
“ท่านผู้เฒ่าหลงจูเ้าคะ” เพ่ยอิงเรียกอีกรอบ
“หา!! เ้าว่าอย่างไรนะ”
“ข้าถามว่าสามารถประเมินได้หรือไม่เ้าคะ”
“อืมมม ข้าประเมินไม่ได้หรอกเอาเป็ว่าให้ท่านปู๋ไป่จ้วนมาพูดคุยกับเ้าเองจะดีกว่า”
ท่านผู้เฒ่าเอ่ยตอบมาแล้วก็ได้เอ่ยบอกกับเด็กหนุ่มที่เดินตามเข้ามาด้วย ว่าให้ไปเชิญท่านปู๋ไป่จ้วนลงมาช่วยประเมินราคาจือเป่ยทั้งห้าต้น
หลังจากท่านผู้เฒ่าได้ใช้ให้เด็กหนุ่มคนนั้นไปเชิญท่านปู๋ไป่จ้วนมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับกลับมาแต่อย่างได้ จึงได้หันหน้าไปดูว่าเหตุใดเด็กหนุ่มผู้นั้นถึงไม่ตอบรับ
ปรากฏว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นเขายังคงตกตะลึงกับสมุนไพรตรงหน้าไม่หาย ทำให้ผู้เฒ่าหลงจูต้องะโเรียกขึ้นมาเสียงดังทันที
“เ้าจิ้นหนิง!!”
“ขะ ขอรับท่านผู้เฒ่า” เด็กหนุ่มนามจิ้นหนิงสะดุ้งตอบท่านผู้เฒ่า
“ ข้าบอกให้เ้าขึ้นไปเชิญท่านปู๋ไป่จ้วนลงมาช่วยประเมินราคาฉือเป่ย”
“ได้ขอรับข้าจะรีบไปประเดี๋ยวนี้” จิ้นหนิงรีบตอบรับแล้ววิงหายออกจากห้องทันที
รอไม่นานก็มีคนเข้ามาในห้อง ส่วนจิ้นหนิงก็ออกไปรอด้านนอกตามมารยาท เหตุที่ตอนแรกยังไม่ได้ออกไปนั้นก็เพราะมัวแต่ยืนตกตะลึงกับสิ่งที่เพ่ยอิงนำมา
ผู้ที่เข้ามาใหม่สองท่านคนหนึ่งเป็ชายวัยกลางคนที่เริ่มมีร่องรอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า แต่งตัวด้วยชุดที่ดูภูมิฐาน และคนหนึ่งเป็ชายเพียงหนุ่มอายุน่าจะประมาณสักยี่สิบปี มีใบหน้าคมคายและหล่อเหลา อีกทั้งสูงจนเธอต้องเงยหน้ามอง เห็นได้ชัดว่าเธอสูงไม่ถึงอกของชายหนุ่มผู้นี้ด้วยซ้ำ
“โอ้!! ท่านหยางสือก็มาหรือขอรับ เชิญขอรับท่านหยางสือ ท่านปู๋ไป่จ้วน” ท่านผู้เฒ่ากล่าวพลางลุกออกจากที่นั่งให้ผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าได้มานั่งแทน
“ท่านนี้คือท่านหยางสือเป็เ้าของร้านสมุนไพรและยาชิงเค่อแห่งนี้ และนี่คือท่านปู๋ไป่จ้วนเป็คนที่ทำหน้าที่คอยดูทุกอย่างภายในร้าน” ท่านผู้เฒ่าหลงจูแนะนำ
“เป็โชคดี และเป็เกียตริของข้ากับพี่ชายแล้วเ้าค่ะที่มีโอกาสได้มาพบท่านทั้งสอง”
“นี่หรือฉือเป่ยที่เ้านำมา” ท่านหยางสือถาม
“ใช่แล้วเ้าค่ะ”
“ผู้เฒ่าคนนี้ไร้ความสามารถที่จะประเมินราคาฉือเป่ยพวกนี้ขอรับ” ท่านผู้เฒ่าบอกกับท่านหยางสือและท่านปู๋ไป่จ้วน
วันนี้เป็วันที่หยางสือได้เข้ามาตรวจร้านพอดี แล้วในขณะที่พูดคุยกับผู้ดูแลร้านอยู่นั้น ก็ได้มีเด็กในร้านวิ่งขึ้นไปบอกว่ามีคนนำฉือเป่ยระดับสีน้ำเงินขั้นสูงมาขายถึงห้าต้น จึงทำให้เขาสนใจแล้วลงมาดูด้วยตัวเอง
“ไม่ใช่เพราะท่านผู้เฒ่าไร้ความสามารถ แต่ฉือเป่ยเป็สมุนไพรที่หายาก แค่ระดับสีม่วงขั้นสูงว่าหายากแล้ว นี่เป็ถึงฉือเป่ยระดับสีน้ำเงินขั้นสูงไม่ใช่ว่าใครจะสามารถหามาได้ง่ายๆ ปกติถ้ามีคนพบก็จะเอาไปเข้าโรงประมูลเพียงเท่านั้น” ท่านปู๋ไป่จ้วนอธิบาย
“เอาแบบนี้เป็อย่างไร ให้ทางร้านชิงเค่อนำไปประมูลในนามของทางร้าน ในอีกเจ็ดวันข้างหน้าที่โรงประมูลฉินช่าย ทางร้านจะขอส่วนแบ่งเพียงแค่สองส่วน หลังจากที่หักค่าธรรมเนียมของการประมูลแล้วดีหรือไม่” ท่านปู๋ไปจ้วนเสนอ
แล้วในขณะที่เพ่ยอิงกำลังคิดคำนวณถึงความคุ้มค่าอยู่นั้นท่านปู๋ไปจ้วนก็ได้เอ่ยออกมาต่อ
“เ้ากำลังคิดว่าส่วนแบ่งที่จะให้ทางนั้นคุ้มค่าหรือไม่สินะ”
“เ้าค่ะ”
“ต้องขอบอกเลยว่าส่วนแบ่งนี้จะเป็ค่าที่ทางร้านจะช่วยดำเนินการนำของเข้าประมูล รวมไปถึงการปิดบังข้อมูลและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาของคนขายที่แท้จริงให้ด้วยอีกทอดหนึ่ง และอีกอย่างถ้าเ้านำไปฝากประมูลกับร้านอื่นก็อาจจะคิดค่าดำเนินการถึงยี่สิบหรือสามสิบส่วน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้เ้าค่ะ” เธอตอบรับออกไปแทบจะทันที
เมื่อคิดทบทวนดูดีๆ แล้ว คนที่เห็นฉือเป่ยก็มีเพียงไม่กี่คนก็จริง แต่ว่าแต่ละคนก็มาจากจวนใหญ่ๆ ทั้งนั้นอาจจะทำให้มีปัญหาทีหลังเอาได้
ถ้าให้ทางร้านนำไปประมูลให้ก็จะหมดปัญหาเื่นั้นไปถึงแม้ว่าจะเสียส่วนแบ่งไปห้าส่วนแต่มันคุ้มค่ากว่าเอาเข้าประมูลเองมาก
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะเขียนหนังสือลงลายมือชื่อเอาไว้ให้เ้า เพื่อให้เ้ามั่นใจว่าทางร้านจะไม่บิดพลิ้ว”
“ประเดี๋ยวก่อนเ้าค่ะท่านปู๋ไป่จ้วน”
“เ้ายังมีอะไรติดขัดตรงไหนอีกหรือไม่”
“เอ่อ...ข้าคิดขึ้นมาได้ว่าข้ามีเห็ดหลินจือแดงอายุสองร้อยปี มาขายด้วยเ้าค่ะ” เธอกล่าวจบเอามือล้วงเข้าไปในย่ามสะพายอีกครั้ง
เมื่อเพ่ยอิงนำเห็ดหลินจือแดงออกมาเผยให้คนในห้องเห็น ทุกคนก็พากันตกตะลึงไปตามๆ กัน
“ข้าขอดูหน่อยได้หรือไม่” หยางสือที่ได้สติก่อนคนอื่นถามขึ้นมา
“นี่เ้าค่ะ”
เธอยื่นเห็ดหลินจือแดงอายุสองร้อยปีให้กับหยางสือ เหตุที่ทุกคนตกตะลึงนั้นไม่ใช่เพราะเพียงแค่เห็ดหลินจือแดงอายุสองร้อยปี
ถ้าเป็เห็ดหลินจือแดงอายุสองร้อยปี ธรรมดาๆ ใช่ว่าทุกคนจะไม่เคยเห็น อีกทั้งในร้านยังมีมาขาย แต่นี่เห็ดหลินจือแดงดอกนี้ถึงกับมีพลังิญญาระดับสีน้ำเงินขั้นสูงอีกด้วย
“เห็ดหลินจืออายุสองร้อยปีดอกนี้ก็เอาไปลงประมูลพร้อมกับฉือเป่ยไปทีเดียวเลยแล้วกัน แล้วเ้าก็ค่อยมารับเงินหลังจากประมูลเสร็จ” หยางสือเสนอ
“เ้าค่ะ”
จากนั้นหยางสือก็หันไปสั่งปู๋ไป่จ้วนให้นำฉือเป่ยระดับสีน้ำเงินขั้นสูงกับเห็ดหลินจือที่มีพลังิญญาระดับสีน้ำเงินขั้นสูงอายุสงร้อยปีไปเข้าโรงประมูลในอีกเจ็ดวันข้างหน้า แล้วก็ได้ทำการเขียนหนังสือลงลายมือชื่อ โดยที่ครั้งนี้เป็ท่านหยางสือลงลายมือชื่อด้วยตนเอง
หลังจากที่ออกมาจากร้านสมุนไพรและยาชิงเค่อแล้วก็เป็่กลางยามเว่ย (13.00-14.59น.) พอดีทำให้เพ่ยอิงไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนต่อ
พี่ใหญ่ก็ได้ไปซื้อซาลาเปามาให้เพ่ยอิงกินสองลูกเพราะตอนนี้ก็เลยยามอู่ (11.00-12.59น.) มาแล้ว
เมื่อก่อนทุกคนในบ้านกินอาหารกันเพียงแค่สองมื้อเท่านั้น แต่หลังจากที่เพ่ยอิงหายป่วยใน่ที่หิมะยังตกอยู่่ยามอู่เธอก็มักจะหิว แต่ที่บ้านมีธัญพืชหยาบเหลืออยู่เพียงไม่มากเพราะปีนี้หนาวนานกว่าปกติจึงทำให้ธัญพืชหยาบที่ซื้อมาตุนเอาไว้ไม่พอ ทุกคนจึงกินได้แค่เพียงประทังชีวิตเท่านั้นเพราะไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะพ้นหน้าหนาว
แต่เมื่อเพ่ยอิงค้นพบว่าในกำไลมิติมีทั้งข้าว ปลา อาหาร มากมายอีกทั้งยังมีพลังิญญา ทุกคนจึงได้กินข้าวและกับข้าวที่มีพลังิญญากันวันละสามมื้ออย่างอิ่มหนำ
เมื่อเธอกินซาลาเปาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ไปรอขึ้นวัวเทียมเกวียนของลุงฉูฮ่ายเพื่อกลับหมู่บ้านเทียนยี่
พี่ใหญ่ก็พาเธอกลับมาถึงบ้านก็ปลายยามโหย่ว(17.00-18.59น.)แล้วซึ่งได้เวลากินข้าวพอดี ทั้งสองคนจึงไปล้างมือล้างเท้าในห้องน้ำแล้วออกมากินข้าวกับครอบครัว
หลังจากที่ทุกคนกินข้าวกันเรียบร้อย ก็กำลังจะคุยกันเื่ที่จะปลูกผัก
“ท่านพ่อเ้าคะ ที่ดินของบ้านเรามีอาณาเขตถึงแค่ไหนกันหรือเ้าคะ” เพ่ยอิงถามท่านพ่อออกไปเพื่อที่จะได้รู้ขอบเขตไร่ผักของตนเอง
“อันที่จริงบ้านของเราสร้างอยู่บนที่ดินรกร้างไม่มีเ้าของ” ท่านพ่อตอบ
เพราะชุนเหอเป็คนจากต่างแคว้นมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเทียนยี่จึงไม่ได้มีรายชื่ออยู่ที่แคว้นจ้าวั้แ่แรก แต่หลังจากเขาได้พบรักกับเหอม่อหลัน เขาก็ได้ตัดสินใจมาสร้างบ้านอยู่ในเขตรกร้างแห่งนี้ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเทียนยี่เพียงสี่ลี้เท่านั้น เดินเท้าเพียงไม่ถึงสองเค่อก็ถึงแล้ว
และหลังจากที่ชุนเหอได้แต่งงานกับเหอม่อหลันที่เป็คนของหมู่บ้านเทียนยี่เขาก็ได้ลงชื่อเป็คนของหมู่บ้านเทียนยี่กับผู้ใหญ่บ้านไว้เป็ที่เรียบร้อยแล้ว
แต่เขาก็ไม่ได้ย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างไรบ้านตระกูลเซี่ยก็เป็คนของหมู่บ้านเทียนยี่อยู่ดี
“จริงหรือเ้าคะ แสดงว่าที่ดินตรงนี้ก็เหมือนเป็ของเราทั้งหมดน่ะสิเ้าคะ”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้ แต่ผู้อื่นก็สามารถมาอยู่ได้เช่นกันเพราะไม่มีใครเป็เ้าของ”
“แต่ว่าเราจะไม่มีปัญหาทีหลังหรือเ้าค่ะ ถ้าเราปลูกผักมากๆ แล้วอาจจะมีชาวบ้านเข้ามาเก็บผักแล้วอ้างว่าที่นี่เป็สถานที่รกร้างใครจะเข้ามาเก็บโดยไม่สนใจว่าใครเป็คนปลูกก็ได้นะเ้าคะ” เพ่ยอิงคิดในแง่ร้ายไว้ก่อน
“ที่เ้ากล่าวมาก็มีเหตุผลนะอิงเอ๋อร์”
“เอาเช่นนี้เป็อย่างไร ประเดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะเข้าหมู่บ้านเทียนยี่ไปหาผู้ใหญ่บ้านแล้วขอให้เขียนหนังสือให้ว่าในรัศมีครึ่งลี้ ไปทางด้านข้างและด้านหลังบ้านเป็ที่ดินของเรา”
“ดีเ้าค่ะท่านพ่อ แต่ว่าแบบนี้ก็ต้องเสียค่าที่ดินให้ผู้ใหญ่บ้านหรือเปล่าเ้าคะ”
“ไม่ต้องหรอก แค่เสียค่าน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ค่าเขียนหนังสือและค่าดำเนินการให้ก็พอ”
“ถ้าอย่างนั้นเราเอาสมุนไพริญญาสีม่วงขั้นต่ำไปให้สักต้นสองต้นดีหรือไม่เ้าคะ”
“เช่นนั้นพ่อว่าเอาไปให้แค่ต้นเดียวก็พอแล้วถ้าเอาไปให้มากๆ อาจจะถูกสงสัยเอาได้”
“เ้าค่ะท่านพ่อ”
...
เช้าวันต่อมา...
หลังจากที่ทุกคนกินอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้วท่านพ่อกับเพ่ยอิงแล้วก็มีน้องเล็กที่ขอตามมาด้วยอีกคนหนึ่ง
ทั้งสามคนเดินทางไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเทียนยี่ทันที ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อก็ถึงแล้ว โดยที่มีน้องเล็กขี่คอของท่านพ่อไป
“ท่านผู้ใหญ่บ้านอยู่หรือไม่ขอรับ” ท่านพ่อเรียกอยู่หน้าบ้านไม่นานก็มีคนเดินออกมา
“ท่านลุงชุนเหอเองหรือเ้าคะ” ผิงผิงหลานสาวของผู้ใหญ่บ้านที่เป็คนออกมาต้อนรับ ซึ่งหลานสาวของผู้ใหญ่บ้านก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเพ่ยอิงนั่นเอง
“อ้าวผิงผิงเองหรอกหรือ ท่านผู้ใหญ่บ้านอยู่หรือไม่”
“อยู่เ้าค่ะ เชิญเข้ามาในบ้านก่อนเถิดเ้าค่ะ” เมื่อเข้ามาในบ้านแล้วก็เห็นผู้เฒ่าอายุประมาณหกสิบกว่าปีมีรอยตีนกาและเหี่ยวย่นบนใบหน้าอยู่ไม่น้อยแล้วนั่งอยู่
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน” ท่านพ่อกล่าวทักทาย
“ชุนเหอกับลูกๆ เองหรอกหรือ มาๆ นั่งก่อนๆ” เมื่อทั้งสามคนนั่งลงแล้วผู้ใหญ่บ้านก็ถามขึ้นมาว่า
“ชุนเหอขาของเ้าหายดีแล้วหรือ”
“พอเดินได้แล้วขอรับ” ท่านพ่อตอบ
เพราะั้แ่ที่บ้านทำอาหารที่มีพลังิญญากินกันทุกมื้อขาของเขาก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังได้สมุนไพรรักษาเส้นเอ็นและกระดูกของเพ่ยอิงเข้ามาช่วยด้วยแล้ว จนทำให้ตอนนี้กลับมาฝึกปราณได้เป็ปกติแล้วแต่อาจจะยังมีติดขัดอยู่สักหน่อยเพราะยังไม่หายดีเสียทีเดียว
“ดีแล้วๆ แล้ววันนี้มีอะไรหรือไม่ถึงได้มาหาข้าถึงบ้าน” ผู้ใหญ่บ้านถามเข้าประเด็น
“พอดีว่าที่บ้านของข้าจะปลูกผักขายกันน่ะขอรับ แต่ที่ดินตรงที่ข้าอยู่นั้นมันไม่ได้เป็ชื่อของข้าจึงอยากมาให้ท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยเขียนหนังสือให้สักหน่อยขอรับ”
“ที่ตรงที่เ้าอยู่น่ะหรือ...ที่จริงมันเป็ที่รกร้างไม่มีเ้าของเ้าไม่จำเป็ต้องมาขอให้ข้าเขียนหนังสือให้ก็ได้”
“ไม่ได้ขอรับ ครอบครัวของข้ากลัวว่ามันจะมามีปัญหาทีหลังเอาได้”
“ถ้าเ้าว่าอย่างนั้นข้าจะเขียนหนังสือให้สักตัวแล้วกัน” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวจบก็ใช้ให้ผิงผิงไปนำหนังสือกำหนดที่ดินมาให้
“ผิงผิงเ้าไปหยิบหนังสือกำหนดที่ดินในห้องของข้าออกมาให้สองแผ่น”
เพียงไม่นานผิงผิงก็เดินออกมาพร้อมกับกระดาษในมือสองแผ่น
“นี่เ้าค่ะท่านปู่”
“อืม เสร็จแล้วเ้าก็พาแม่หนูเพ่ยอิงกับเ้าหนูหลีตี้ออกไปเล่นข้างนอกก่อนก็ได้ ประเดี๋ยวอยู่ในนี้แล้วจะรู้สึกเบื่อกันเอาได้”
“เ้าค่ะท่านปู่ ไปกันเถอะจ๊ะเพ่ยอิง หลีตี้” เมื่อผิงผิงเอ่ยชวนทั้งสองก็ลุกขึ้นแล้วเดินตามไปทันที
“เ้าจะเอาที่ตรงไหนถึงตรงไหนล่ะ”
“รัศมีครึ่งลี้ไปทางด้านข้างและด้านหลังของบ้านข้าขอรับ”
“อืม...” เมื่อผู้ใหญ่บ้านทราบพื้นที่แล้วก็เริ่มเขียนหนังสือให้ทันที และหลังจากนั้นไม่นานก็เสร็จ
“นี่ของเ้าแผ่นหนึ่ง แล้วข้าเก็บไว้อีกแผ่นหนึ่ง ประเดี๋ยวข้าจะเข้าเมืองไปทำเื่ที่กรมที่ดินให้”
“ขอบคุณมากขอรับผู้ใหญ่บ้าน นี่ค่าดำเนินการขอรับ”
ชุนเหอกล่าวขอบคุณเสร็จก็หยิบหนึ่งตำลึงเงินเป็ค่าดำเนินการที่กรมที่ดินออกมาให้ การดำเนินการเช่นนี้มิใช่ว่าจะกระทำโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพราะเห็นว่าเป็ที่รกร้าง ถึงจะเป็ที่รกร้างไม่มีราคาแต่ยังต้องมีค่าดำเนินงานของกรมที่ดิน
“ส่วนนี่เป็สินน้ำใจจากข้าขอรับ”
ชุนเหอหยิบสมุนไพรชุ่ยเหลียงที่มีพลังิญญาระดับสีม่วงขั้นต้ำออกจากย่ามที่สะพายมาให้ผู้ใหญ่บ้านหนึ่งต้น
“นี่มันสมุนไพรชุ่ยเหลียง! ทั้งยังเป็สมุนไพริญญาที่มีระดับสีม่วงขั้นต้น” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวออกมาทันที่ทีเห็นสมุนไพรที่ชุนเหอนำออกมา
ซึ่งสมุนไพรชุ่ยเหลียงเป็สมุนไพรบำรุงร่างกายสามารถนำไปทำยาบำรุงร่างกายได้หลายชนิด
“เ้าเก็บไว้เอาไปขายเถอะ เขียนหนังสือแค่ไม่กี่ตัวไม่ต้องให้อะไรข้าก็ได้” ผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธออกมาทันที
“ได้อย่างไรเล่าขอรับ ถึงจะเขียนหนังสือแค่ไม่กี่ตัวแต่อย่างไรข้าก็มารบกวนเวลาของท่าน อีกทั้งผู้ใหญ่บ้านยังต้องไปทำเื่ที่กรมที่ดินให้อีก รับน้ำใจจากข้าไปเถิดขอรับ” ชุนเหอยังยืนยันที่จะให้
“เ้าแน่ใจแล้วหรือ ถ้าแค่ชุ่ยเหลียงที่ไม่มีพลังิญญาก็ขายได้สี่สิบถึงห้าสิบอีแปะ ข้าจะไม่ปฏิเสธเ้าเลย แต่นี่เป็ชุยเหลียงที่มีพลังิญญาถ้าเ้านำต้นชุยเหลียงต้นนี้ไปขายที่ร้านสมุนไพรในเมืองเ้าจะได้สักสี่ถึงห้าตำลึงเงินเชียวนะ” ผู้ใหญ่บ้านถามออกมาเพื่อความแน่ใจ
“แน่ใจขอรับ”
“ก็ได้ถ้าอย่างนั้นข้าจะไม่ปฏิเสธในน้ำใจของเ้า แต่ค่าดำเนินการที่กรมที่ดินขาขอไม่รับไว้” พูดจบผู้ใหญ่บ้านก็รีบเก็บสมุนไพรชุยเหลียงมาทันที ส่วนเงินจำนวนหนึ่งตำลึงเงินนั้นทั้นผู้ใหญ่บ้านไม่คิดจะแตะมันเลลย
“สมุนไพรนี่ถ้าเ้าจะมาขอคืนทีหลังข้าไม่ให้เ้าแล้วหรอกนะ ส่วนเงินนั่นเ้าเอาคืนไป”
ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้คิดที่จะเอาเปลี่ยบชุนเหอเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าว่าสมุนไพรที่ให้มานั้นมีค่าถึงห้าตำลึงแล้ว จึงรับมาเพียงแค่สมุนไพร
“ขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ”
“เชิญๆ คราวหน้าคราวหลังมีปัญหาอะไรก็มาหาข้าได้ไม่ต้องเกรงใจ”
และเมื่อชุนเหอออกมานอกบ้านของผู้ใหญ่บ้านแล้วก็เห็นว่าเพ่ยอิงกับหลีตี้กำลังคุยอยู่กับหลานสาวของผู้ใหญ่บ้านอย่างสนุกสนาน
“อิงเอ๋อร์ หลีเอ๋อร์ กลับกันได้แล้ว” ชุนเหอเรียกลูกทั้งสองถึงแม้ว่าไม่อยากขัดลูก ๆ ที่กำลังคุยกับเพื่อนใหม่อย่างสนุกสนาน แต่ก็ได้เวลากลับบ้านแล้วเช่นกัน
“เ้าค่ะ/ขอรับ ท่านพ่อ” ทั้งเพ่ยอิงและหลีตี้ขานรับออกมาพร้อมกัน
“ข้าไปก่อนนะผิงผิง แล้วจะมาคุยด้วยใหม่นะ” เพ่ยอิงเอ่ยลาเพื่อนคนแรกของเธอั้แ่ที่เธอได้มายังโลกนี้ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาท่านพ่อ
“ข้าก็ไปก่อนนะขอรับพี่สาวผิงผิง” น้องเล็กเอ่ยลาออกมาอีกคน แล้วหลังจากนั้นทั้งสามคนพ่อลูกก็พากันเดินกลับบ้าน