บ้านใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่ราบเชิงเนิน ตัวอาคารหลักก่อจากอิฐดินผสมฟางอัดแน่น อาบสีส้มหม่นจากแสงแดดสะท้อนยามเช้า ฝั่งหนึ่งของลานบ้าน กั้นเป็ลานไม้ยกพื้น เตรียมไว้สำหรับนวดข้าวและตากธัญพืช ด้านหลังบ้านมีรั้วไม้ไผ่ถักล้อมไว้ ภายในนั้น มีทั้งเล้าไก่และคอกหมูที่ทำจากไม้เก่า เสียงเป็ดไก่ร้องปนกลิ่นฟางชื้นลอยโชยตลอดทั้งวัน แม้จะกว้างขวางและดูมั่นคง...แต่ภายในกลับเย็นเยียบและไร้ชีวิตชีวา ไม่ต่างจากสีหน้าของผู้อยู่อาศัยที่มีแต่ความเย่อหยิ่งและเ็า
หานซิ่วเหมยเดินผ่านลานบ้านอย่างเงียบเชียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เสียงของหลินไท่ไท่ก็ดังลั่น
“ขายผักดองได้เงินไม่ใช่เหรอ?! เอามาให้ข้า! เงินพวกนั้นเป็ของบ้านใหญ่ หาได้ต้องเอามาเก็บรวมกัน!”
“แต่...เงินพวกนั้น...ฉันกับลูกหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองนะคะ”หานซื่อตอบกลับเสียงเบา
เฉินซื่อฮวา กอดอกเชิดหน้าเสริมขึ้นเสียงแข็ง
“อยู่บ้านคนอื่น แต่ไม่รู้จักแบ่งปันรายได้ แบบนี้ไม่เรียกว่าอกตัญญูแล้วจะเรียกว่าอะไร?”
หานซิ่วเหมยนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะมองใบหน้าแข็งกร้าวของหลินไท่ไท่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับปั่นป่วนเหมือนคลื่นที่กำลังก่อตัวใต้ผืนน้ำที่เคยสงบเงียบ เธอแต่งเข้าบ้านนี้ตอนอายุเพียงสิบห้าปี ในวัยที่ยังไม่รู้จักโลกมากนัก บ้านนี้เคยให้ที่พักพิง เคยมีรอยยิ้ม เคยมีคำพูดอ่อนโยนให้กับเธอ แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็เคยมีอยู่จริง
ตอนนั้นพ่อของเธอกับพ่อสามียังมีชีวิตอยู่ สองชายชราที่เป็สหายร่วมรบกันมา เคยผ่านา เคยแลกชีวิตช่วยกันไว้ในสนามรบ ชีวิตของเธอกับ หลินเจี้ยนกั๋ว ผู้เป็สามีจึงถูกผูกวาสนากันด้วยความกตัญญูและสายใยของผู้เป็พ่อทั้งสอง
เมื่อแต่งงาน พ่อของเธอยังช่วยลงเงินสร้างเรือนหอหลังเล็กๆ แยกออกมาจากบ้านใหญ่ให้ ทั้งที่ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยนัก แต่นั่นเป็ความหวังให้ลูกสาวของเขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติในบ้านของผู้อื่น
แต่เมื่อห้าปีที่แล้ว ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตลง พ่อสามีก็ล้มป่วยและจากไปอย่างกระทันหันนับั้แ่นั้นท่าทีของแม่สามีก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็อีกคนหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง จากคำพูดนุ่มนวลกลายเป็เสียงก่นด่า จากแววตาเอ็นดูกลายเป็สายตาเ็า หานซิ่วเหมยไม่เคยได้รับความรักจากหลินไท่ไท่อีกเลยนับแต่นั้น ยิ่งเมื่อหลินเจี้ยนกั๋วต้องจากบ้านไปทำงานต่างเมือง แม่สามีก็ยิ่งไม่ไว้หน้าเธอและลูกๆ อีกต่อไป
ทุกเช้าเธอจุดไฟเอง ตักน้ำเอง ปรุงอาหารเอง ดูแลลูกสองคนโดยไม่หวังพึ่งพาใคร เงินที่สามีส่งมาให้ก็ถูกแม่สามีเก็บไว้ และแบ่งให้เธอเพียงน้อยนิด แม้จะอดอยากจนแทบไม่มีจะกิน แต่เธอก็อดทนมาตลอด เธอไม่เคยบ่น ไม่เคยทวงถามแม่สามีว่าเงินที่สามีเธอให้มานั้นมากน้อยเพียงใด แต่ดูเหมือนทุกความพยายามของเธอกลับถูกมองข้ามและกดทับด้วยคำว่า "สะใภ้" ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันพ้นบ่วงแห่งการเป็คนนอกของบ้านหลังนี้
เธอไม่ได้หวังจะเป็เ้าของสมบัติ ไม่ได้อยากได้อำนาจในบ้านใหญ่ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าอกตัญญู เพียงเพราะไม่ยอมมอบรายได้จากผักดองที่ตนกับลูกช่วยกันทำด้วยขึ้นมา สิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจตลอดสองทศวรรษก็ค่อยๆ ถูกปล่อยผ่านสายตาและน้ำเสียงที่แม้จะยังสงบ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้าและเจ็บลึก
หลินไท่ไท่ตบเข่าดังปัง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาวาววับด้วยเพลิงโทสะ
“ถ้าไม่ยอมให้เงิน แกก็เก็บของแล้วไสหัวออกไป! ข้าจะให้เจี้ยนกั๋วหย่ากับแก! นังสารเลวเห็นแก่ตัว!”
คำว่า “หย่า” ฟาดลงกลางใจหานซิ่วเหมยเหมือนฟ้าผ่า เธอนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่น แต่กลับชัดเจนทุกถ้อยคำ
“แม่ไม่เคยเห็นค่าของฉันกับลูกเลยสินะ...ตอนเซี่ยนเอ๋อร์ป่วยจนไข้ขึ้นสูงแทบตาย ฉันวิ่งไปขอยากลางดึก ขอเงินแม่เพื่อจะพาลูกไปหาหมอ แต่แม่ไม่ยอมเปิดประตูด้วยซ้ำ”
น้ำตาเธอร่วง แต่แววตายังคงแน่วแน่
“พอฉันเริ่มหาเงินได้จากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง แม่กลับจะมายึดเอาไปอีก!”
หลินไท่ไท่ตวาดลั่น “ฮึ! แล้วยังไง!? เงินที่หาได้ต้องมารวมกันไว้ที่ข้า แล้วขอถามหน่อยเถอะน้ำหน้าอย่างพวกแกแม่ลูก ไม่มีบ้านนี้ ไม่มีที่นานี้ แกกับลูกจะอยู่ได้เหรอ จะเอาอะไรมากิน? เป็แค่พวกปลิงที่ดีแต่ขอเงินกินดื่ม ยังจะพูดมากมายให้เสียเวลาทำไม”
“อยู่ได้ค่ะ!”หานซิ่วเหมยตอบทันควัน
“อย่างน้อยก็ไม่ต้องกล้ำกลืนอยู่กับคำดูถูกทุกวัน ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรี!”เธอสูดลมหายใจลึก กลั้นก้อนสะอื้นก่อนพูดต่อ
“ฉันจะพาเซี่ยนเอ๋อร์กับเสี่ยวซาน ย้ายกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ฉันที่ตำบลซั่งจิ่ง ถึงจะจน แต่ก็ไม่ต้องทนให้ใครกดขี่แบบนี้อีก”
เฉินซื่อฮวาหัวเราะเบาๆ อย่างดูแคลน
“แน่ใจเหรอว่าบ้านเก่าจะดีกว่าที่นี่? ข้าวจะมีกินไหมยังไม่รู้เลย ฉันได้ข่าวว่าน้องชายพิการของแกยังไม่ได้แต่งงานนี่ หน้าไม่อายจะไปเกาะน้องกิน!”
หานซิ่วเหมยหันกลับมา จ้องหน้าเฉินซื่อฮวาเขม็ง น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบจนทำให้ลานบานกว้างเงียบกริบ
“ต่อให้ต้องทนกินน้ำข้าวทุกวัน... ฉันก็ขอเลือกอยู่ที่นั่น ดีกว่าอยู่ที่นี่แล้วต้องยอมให้คนมาดูถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี!”
พูดจบ เธอหมุนตัวกลับ เดินผ่านลานบ้านโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีก ไม่มีใครกล้ารั้ง ไม่มีแม้แต่เสียงพูดตามหลัง
หลินไท่ไท่มองตามลูกสะใภ้ด้วยสายตาแข็งกร้าว โดยไม่รู้เลยว่า...การขับไล่ในวันนี้ จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของการล่มสลายของตระกูลหลิน
ในห้องครัวเก่าเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจเบาบางของเด็กหนุ่มบนเสื่อผืนเก่า และเสียงผ้าชุบน้ำถูกบิดหมาดในถังใบเล็ก หลินเซี่ยนกำลังเปลี่ยนผ้าห่มให้เขา มือเล็กๆ พับชายผ้าห่มขึ้นตรงบริเวณอก ดวงตาเธอมองเขานิ่งๆ ใบหน้าของเด็กหญิงวัยเก้าขวบแม้ยังเยาว์ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความสงบนิ่งเกินวัย
เด็กหนุ่มที่นอนหลับมาตลอดทั้งคืนค่อยๆกะพริบตาช้าๆ เปลือกตาเขาหนักอึ้ง ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
ดวงตาสีดำสนิทสบเข้ากับเพดานไม้เหนือศีรษะ แสงแดดบางส่วนลอดช่องไม้กระทบเข้าบนใบหน้าเขา สีหน้าฉายแววสับสนปะปนกับความอ่อนล้า
เขากวาดสายตาช้าๆ ไปทั่วห้อง จนมาหยุดที่ใบหน้าเล็กของเด็กหญิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง ริมฝีปากแห้งแตกของเขาขยับเล็กน้อย เสียงแหบพร่าหลุดออกมาเบาเกือบเป็เสียงกระซิบ
“เธอ...คือใคร?”
เด็กหญิงนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบอย่างแ่เบา
“ฉันชื่อหลินเซี่ยน พี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอ?”
เขาจ้องเธอราวกับพยายามรื้อค้นอะไรบางอย่างในความทรงจำแต่มัน ว่างเปล่าเหลือเกิน… เขาได้แต่ส่ายหัวเบาๆ
“จำไม่ได้เลย...แม้แต่ชื่อของตัวเอง…”
คำพูดนั้นทำให้หลินเซี่ยนถอนหายใจเบาๆ ความโล่งใจที่เห็นเขาฟื้น ถูกกลบแทนที่ด้วยความสงสัยที่ถาโถมเข้ามา เขาเป็ใครกันแน่? ทำไมถึงมาโผล่อยู่หน้าบ้านของเธอในสภาพเปื้อนเืแบบนั้น? แล้วเขากำลังหนีอะไรอยู่?
เด็กหญิงมองใบหน้าเขาอย่างพินิจ ผ้าขาวที่พันอกเขายังมีรอยเืแห้งกรังติดอยู่ ผิวใต้ร่มผ้าขาวซีดเซียวและยังเย็นเฉียบ แม้ร่างกายจะเริ่มฟื้น แต่จิตใจของเขากลับยังล่องลอยอยู่ในที่ที่เธอไม่สามารถเข้าถึงได้ เสียงลมหายใจของเขาสม่ำเสมอขึ้น แต่แววตายังเปี่ยมไปด้วยความเวิ้งว้าง เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่แค่คนเจ็บธรรมดา เขาเป็เหมือนเงาลึกลับที่ไม่มีชื่อ ไม่มีอดีต และไม่มีใครรู้ว่าแบกรับอะไรไว้ในใจ ขณะที่เขาค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง ร่างกายกลับสู่สภาวะพักผ่อน เด็กหญิงนั่งเงียบ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ภายในห้องครัวยังคงมีเพียงเสียงของลมจากช่องฝาไม้ และกลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่ลอยคละคลุ้ง
ในความเงียบนี้ ไม่มีคำตอบปรากฏ... มีเพียงคำถามมากมายที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเด็กหญิงคนหนึ่ง คำถามที่ยังไม่มีใครล่วงรู้ว่าคำตอบจะนำพาเธอไปสู่เส้นทางแบบใด
หานซิ่วเหมยเปิดประตูไม้เก่าเสียงดัง ก้าวเข้าบ้านด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ดวงตาของเธอแม้จะแดงก่ำจากร่องรอยน้ำตา แต่ในตอนนี้กลับแน่วแน่จนไม่มีวี่แววของความลังเลหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
“ลูก...เก็บของ! เราจะย้ายบ้านกันคืนนี้!”เสียงของเธอสั่นน้อยๆ แต่เด็ดเดี่ยว ราวกับฟ้าผ่ากลางใจเด็กหญิง
หลินเซี่ยนชะงักไป เธอหันขวับมา ใบหน้าตกตะลึง
“แม่...ใจเย็นๆก่อนค่ะ” เด็กหญิงรีบเข้าไปคว้ามือแม่ไว้
“เกิดอะไรขึ้นคะ?”หานซื่อหลับตารวบรวมสติ ก่อนจะเริ่มเล่าสิ่งที่เพิ่งเผชิญมาจากบ้านใหญ่ให้ลูกสาวฟัง
“แม่คะ เราควรเขียนจดหมายถึงพ่อ บอกเขาว่าย่าทำอะไรกับพวกเราไว้บ้าง”
หานซิ่วเหมยมองลูกสาวพลางพยักหน้าเบาๆ ใบหน้าของเธอแสดงทั้งความเ็ปและความภูมิใจที่ลูกสาวของเธอยังมีสติมากกว่าเธอซึ่งเป็ผู้ใหญ่
เด็กหญิงรีบเดินไปที่มุมห้อง ล้วงห่อกระดาษเก่าที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักใต้ตู้เสื้อผ้า เธอคลี่กระดาษแผ่นหนึ่งออก วางลงบนโต๊ะเล็กตรงมุมห้อง มือเล็กๆ จับดินสอที่ถูกเหลาจนสั้นไว้แน่น แล้วเริ่มขีดเขียนบรรยายทุกอย่างลงไป...ทุกาแที่ครอบครัวเล็กๆ นี้ต้องแบกรับมาตลอดหลายปี
เธอเขียนถึงวันหนึ่ง...วันที่พ่อไม่อยู่ แล้วเซี่ยนเอ๋อร์คนเก่า ก่อนที่เธอจะเข้ามาแทนที่ร่างนี้ล้มป่วยหนัก ตัวร้อนแทบไหม้ หานซิ่วเหมยเคยวิ่งฝ่าฝนไปที่บ้านใหญ่ขอเงินซื้อยา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือประตูที่ปิดใส่หน้า กับคำว่า “ไม่มีให้!”
เธอเขียนถึงทุกหยวนที่พ่อส่งมาจากแดนไกล เงินที่เปื้อนเหงื่อของคนงานก่อสร้างที่ชื่อ หลินเจี้ยนกั๋ว พ่อผู้ไม่เคยร้องขออะไร นอกจากคำว่าทุกคนต้องอยู่รอด แต่เงินเ่าั้...ไม่เคยถึงมือภรรยาหรือลูกๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะมันถูกย่ากลืนหายไปในชื่อของ “บ้านใหญ่”
หลินเจี้ยนกั๋ว ผู้ชายที่แบกค้อนแทนปากกา และแบกความหวังของทั้งบ้านไว้ที่บ่า เขาทำงานรับเหมาก่อสร้างในเมืองเสิ่นเจิ้นร่วมกับพี่ชายของเขา ท่ามกลางแดดจัด ฝุ่นปูน และเสียงเครื่องจักรไม่หยุดหย่อน เขาคงไม่รู้เลยว่า ขณะที่เขาทำงานหนักแทบตายเพื่อส่งเงินกลับบ้าน ลูกเมียของเขาถูกขูดรีดด้วยคำว่า “บุญคุณ” และถูกกดหัวด้วยคำว่า “อกตัญญู”
เมื่อหลินเซี่ยนเขียนบรรยายจนจบ เธอมองดูกระดาษเก่า
เด็กหญิงพับจดหมายนั้นอย่างระมัดระวัง ใส่ซองเก่าที่ยังมีตราประทับเดิมของพ่อเมื่อคราวส่งจดหมายมาหา นั่นคือจดหมายฉบับเดียวที่พ่อเขียนมาถามสารทุกข์สุกดิบก่อนเงินจะถูกยึดไปทั้งหมด
คืนนี้...จดหมายฉบับใหม่จะถูกส่งกลับไปหาเขา แต่ไม่ใช่ด้วยถ้อยคำสวยหรู หากเป็ความจริงทุกบรรทัดที่ครอบครัวนี้เคยเผชิญมา
ยามค่ำคืนนี้ในหมู่บ้านซานเหอเงียบงันจนน่าหวั่น ลมพัดใบไผ่แห้งกรอบเสียดสีกันเป็เสียงกรอบแกรบ ราวเสียงกระซิบของอดีตที่ยังไม่จางหาย ภายในบ้านเก่าหลังเล็ก แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ส่องเงาไหวของคนสามคนที่กำลังเก็บข้าวของเงียบๆ หานซิ่วเหมยจัดแจงห่อผ้าเก่าๆ ที่ใส่ของจำเป็ไว้แน่น ทั้งผักดองฝีมือตัวเอง เสื้อผ้าลูกๆ และสมุนไพรสำหรับทำแผลของเด็กหนุ่ม
หลินเซี่ยนจัดของอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาวาวด้วยความตั้งใจ แต่ก็ซ่อนความสั่นไหวไว้ลึกๆภายใน เธอหันไปดูเด็กหนุ่มไร้ชื่อ ซึ่งนั่งพิงผนังบ้าน ใบหน้ายังซีดเซียว แต่อาการโดยรวมดีขึ้นมาก
“จับมือน้าไว้แน่นๆ นะ”หานซิ่วเหมยประคองแขนเด็กหนุ่มข้างหนึ่งไว้ ขณะที่อีกมือจูงมือเสี่ยวซานแน่น
“เราจะต้องรีบออกก่อนเที่ยงคืน”หานซิ่วเหมยหันไปบอกลูกเบาๆ
“ถ้าพวกเราลัดทางป่า ข้ามลำธารตรงโค้งเจดีย์เก่า...น่าจะใช้เวลาแค่สองชั่วยาม”
หลินเซี่ยนพยักหน้า ดวงตาหม่นสลัวสะท้อนแสงตะเกียง “สี่ชั่วโมง...พอไหวค่ะแม่”เธอน่ะไหว แต่พี่ชายคนนี้จะไหวไหมนะ หลินเซี่ยนคิดอย่างจนใจ
พวกเขาออกเดินทางในความมืด ลัดเลาะผ่านป่ารกริมหมู่บ้าน ใช้ทางเกวียนที่คดเคี้ยวใต้เงาไม้สูง แสงจันทร์ส่องลอดกิ่งไม้เบาๆ ทำให้ทางไม่มืดสนิทนัก แต่เสียงแมลงกลางคืนก็ดังระงมจนน่าขนลุก ไม่มีใครพูดอะไรตลอดทาง...แต่ทุกคนรู้ว่า นี่คือการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
บ้านเก่าของหานซื่อตั้งอยู่ปลายหมู่บ้านตำบลซั่งจิ่ง ท่ามกลางทุ่งหญ้ากับแนวไผ่สูงที่ล้อมรอบ บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดกับเสียงจิ้งหรีดในยามค่ำคืน ตัวเรือนเป็บ้านชั้นเดียว ยกพื้นเตี้ย ก่อผนังด้วยดินอัดผสมฟางที่มีรอยแตกลายงาเล็กน้อยตามกาลเวลา โครงบ้านใช้ไม้เนื้อแข็งอย่างทนทาน แม้จะดูซีดจากแดดและฝน แต่ยังมั่นคงไม่ทรุดโทรม
หลังคาบ้านมุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีหม่น มีรอยแตกร้าวบางจุดที่ใช้แผ่นไม้และเสื่อคลุมทับไว้ กันน้ำฝนรั่วซึมเมื่อหน้าฝนมาเยือน
หน้าบ้านมีชานไม้เล็กๆ วางกระถางต้นหอม ต้นกุ้ยฮวา (ดอกหอมหมื่นลี้) และชามให้น้ำไก่ดินเผาเก่าๆ ใต้ชายคาห้อยพวงกระเทียมแห้งกับต้นหอมซอยตากแดด
ด้านหลังบ้านมีแปลงผักเล็กๆ ปลูกผักกาด กะหล่ำ และต้นพริกเรียงเป็แนวขนานกับไหน้ำฝนเก่า ที่ยังเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในครัวเรือน ภายในบ้านมีเพียงห้องโถงกลางที่กางเสื่อรองพื้น ใช้เป็ที่กินข้าวและพักผ่อน ผนังติดชั้นไม้เก่าๆ วางขวดสมุนไพร กระปุกเกลือ และโหลน้ำตาลที่มีฝาปิดด้วยผ้าขาวบาง
อีกด้านหนึ่งเป็เตาไฟดินแบบฝังพื้น ที่ใช้ทั้งต้มอาหารและให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว เตาแห่งนี้คือหัวใจของบ้าน ที่อบอวลด้วยกลิ่นข้าวใหม่และกลิ่นยาจีนอ่อนๆเสมอ แม้ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่มีของฟุ่มเฟือย หรือเครื่องเรือนหรูหรา บ้านหลังนี้กลับอบอวลด้วยความสงบ สะอาด และเป็ที่พึ่งพิงที่มั่นคงสำหรับคนที่เคยถูกกีดกันจากบ้านใหญ่อย่างพวกเธอสามแม่ลูก
ทันทีที่หานซิ่วเหมยเคาะประตูเบาๆ ประตูไม้บานเก่าก็เปิดออก
ชายวัยกลางคน รูปร่างผอมสูง ขาเป๋เล็กน้อยจากการาเ็เมื่อหลายปีก่อน ก้าวออกมาด้วยแววตาประหลาดใจ
หานชิ่งเจี๋ย น้องชายของหานซิ่วเหมย ไม่พูดอะไรมาก เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วหันกลับเข้าไป จุดตะเกียงไว้รอ
บ้านของเขาแม้ไม่มีเครื่องเรือนดีๆ มีเพียงเตาไฟดินที่ยังร้อนเล็กน้อย เสื่อเก่า ผ้าห่มบาง และชั้นไม้ที่วางตะกร้าผักแห้งกับข้าวสารครึ่งถุง แต่สิ่งที่มีมากกว่าบ้านที่พวกเขาเคยอยู่...คือ“ความสงบ”
หลินเซี่ยนกวาดตามองไปรอบบ้าน แม้จะเก่าตามกาลเวลา แต่ในใจของเธอกลับโล่งราวกับได้หายใจเต็มปอดเป็ครั้งแรกในรอบหลายวันที่มาถึงโลกใบนี้
“ออกจากบ้านนั้น...ก็ดีแล้ว”เธอคิด
“จากนี้ไป จะไม่มีใครมายึดเงิน ไม่มีใครคอยเหยียบเรา ธุรกิจของฉันจะต้องไปได้สวยแน่ ๆ…”
ขณะที่ทุกคนกำลังจัดที่นอนให้เด็กหนุ่มไร้นาม หานชิ่งเจี๋ยที่นั่งเงียบๆ มาตลอด เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ
“เ้าเด็กคนนี้...หน้าตาคุ้นมาก เหมือนคนที่ถูกตามจับในเมืองเมื่อสองสัปดาห์ก่อน…”
หลินเซี่ยนและแม่ชะงักทันที
“ใคร...ใครกำลังตามหาเขา?”
หานชิ่งเจี๋ยหรี่ตา มองเด็กหนุ่มที่นอนหมดแรงอยู่บนเสื่อไม้
“พวกพี่หนีภัยมา...แต่ไม่แน่ว่า อาจจะพาเคราะห์ร้ายติดตัวมาด้วยก็ได้”แสงตะเกียงริบหรี่ ท่ามกลางเสียงแมลงกลางคืน…ทิ้งคำถามคาใจไว้ ไม่แน่ว่าเื้ัอันเป็ปริศนาของเขา…อาจซ่อนเื่ใหญ่ที่อันตรายเกินกว่าหมู่บ้านเล็กๆ นี้จะรับมือได้”