ตอนที่ 5 งานเลี้ยงรับรอง
วันรุ่งขึ้นในท้องพระโรง คณะราชทูตของแคว้นเหลียวนำโดย องค์รัชทายาทเยลูห่าวหนานเดินทางมาถึง และเข้าเฝ้าจินตงหยางฮ่องเต้ตามธรรมเนียม เครื่องราชบรรณาการล้วนเพียบพร้อม
“เราฝากขอบใจ เหลียวอ๋องด้วยนะ อีกทั้งขอให้พระองค์มีพระพลานามัยที่แข็งแรง”
“ขอบพระทัยฝ่าา กระหม่อมจะกราบทูลเสด็จพ่อให้ทรงทราบแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ
เพียงแต่เสด็จพ่อเองยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ยังทรงเป็กังวลอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“หืม เื่ใดหรือ หากว่าเราสามารถคลายความกังวลใจได้เช่นนั้นก็ลองกล่าวออกมาให้เราฟังสักหน่อย”
“ขอบพระทัยฝ่าา ตอนนี้กระหม่อมก็อายุถึงวัยที่จะต้องแต่งงานมีทายาทสืบทอดวงศ์สกุลแล้ว แต่เสด็จพ่อของกระหม่อมก็ยังทรงเป็กังวลว่ากระหม่อมจะไม่รีบหาสตรีที่ถูกใจมาแต่งงาน แต่ถ้าหากกลับแคว้นเหลียวคราวนี้ สามารถพาสตรีแคว้นจินไปแต่งงานด้วย ก็คงจะดีไม่น้อยพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็อย่างนี้นี่เอง….แต่ว่าน่าเสียดายองค์หญิงของเราที่ยังไม่ออกเรือนก็อายุ5ขวบบ้าง 8 ขวบบ้าง อีกหลายปีคงจะถึงวัยแต่งงาน ส่วนองค์หญิงใหญ่นั้นเราเพิ่งพระราชทานสมรสให้กับคุณชายสามสกุลมู่ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง”
“น่าเสียดายจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ถ้าหากกระหม่อมมิได้สตรีแคว้นจินไปอภิเษกด้วยเกรงว่าจะทำให้เสด็จพ่อทรงผิดหวัง”
เยลูห่าวหนานมีหรือจะมองเล่ห์เหลี่ยมของจินตงหยางฮ่องเต้ไม่ออก คงคาดคิดว่าเขามาครั้งนี้จะต้องทูลขอพระราชทานองค์หญิงเพื่อแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี จึงลงมือพระราชทานสมรสกับคนสกุลมู่ไปก่อนหน้า
อีกทั้งหากเขายังดึงดันแย่งชิงเ้าสาวกับคนสกุลมู่ ที่ถือว่าเป็การหยามเกียรติอย่างไม่น่าให้อภัย คิดว่าความแค้นที่สะสมมาสิบกว่าปีนี้ คงจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง าที่เคยสงบก็อาจจะหวนคืนกลับมา
แต่หากไม่ได้สตรีแคว้นจินกลับไปแต่งงาน ตำแหน่งรัชทายาทแคว้นเหลียวของเขาก็จะไม่มั่นคงเหมือนแต่ก่อน คงมีทางเดียวต้องรีบหาสตรีนางอื่นมาแต่งงานด้วยแทน
“ทูลฝ่าา ถึงแม้กระหม่อมจะมาแคว้นจินได้เพียงไม่กี่วัน แต่ก็รับรู้ได้ว่าสตรีแคว้นนี้งดงามสมคำร่ำลือ”
“โอ้…รัชทายาทมีหญิงอื่นที่อยากแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ”
“เป็การพบกันโดยบังเอิญเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ อันที่จริงเป็เพียงกระหม่อมที่ชอบพอนางฝ่ายเดียว แต่เสียดายที่ยังมิทราบชื่อเสียงเรียงนาม”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เราจะให้ช่างหลวงไปวาดภาพนางแล้วให้คนตามหาดีหรือไม่ หากนางยังมิมีคู่ครอง เราจะพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็ท่านหญิงส่งนางแต่งงานให้กับท่าน เป็อย่างไร”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
จินตงหยางฮ่องเต้รู้สึกคลายพระทัย หากมีหญิงอื่นที่สามารถแต่งออกไปได้ นี่จะเป็ผลดีกับทั้งสองฝ่าย แคว้นจินก็ยังคงรักษาหน้าของแคว้นเหลียวเอาไว้ ส่วนรัชทายาทแคว้นเหลียวก็คงจะมีฐานะมั่นคงขึ้นหลังจากการแต่งงานกับแคว้นจิน ความสัมพันธ์ก็จะยังแน่นแฟ้นขึ้นมากกว่าเก่า
ถึงแม้แคว้นจินจะยังมีกองทัพที่แข็งแกร่ง หากแต่แคว้นรอบด้าน้ารุกรานแผ่นดิน ก็คงต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับแคว้นเหลียว จินตงหยางฮ่องเต้ผู้ไม่ประสงค์ที่จะให้เกิดาขึ้นในแคว้นก็พระองค์อีก จึงยอมทำทุกวิถีทางที่จะประณีประณอมยุติเหตุที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ
“เอาล่ะ พวกท่านไปพักผ่อนเถิด คืนนี้ยังมีงานเลี้ยงต้อนรับที่เราจัดเตรียมเอาไว้ แล้วพบกันอีกครั้ง”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลลา”
การประชุมเช้าในท้องพระโรงกับคณะทูตจากแคว้นเหลียวผ่านไปได้ด้วยดี ขุนนางทั้งหลายต่างก็โล่งใจ
เหลือเพียงงานเลี้ยงตอนเย็นอีกรอบหนึ่ง หากแคว้นเหลียวยังมีความ้าใดเพิ่มเติมอีกก็คงจะบอกกล่าวในตอนนั้นเป็แน่
งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตส่วนใหญ่มักให้ขุนนางขั้นสามและครอบครัวเข้าร่วมงานเพื่อความครึกครื้นได้ จวนสกุลมู่ครั้งนี้นอกจากท่านแม่ทัพมู่ชิงซาน พร้อมด้วยฮูหยินแม่ทัพนามว่าอวี๋หง คราวนี้มู่จิ่นเหยียนยังต้องเข้าร่วมในฐานะราชบุตรเขยอีกด้วยเช่นกัน
เมื่อก่อนมู่จิ่นเหยียนถึงแม้จะรับความเคารพจากทุกคนในกองทัพ แต่ตนก็มิได้มีตำแหน่งในราชสำนัก เพียงแต่น้อยครั้งจะได้เข้าร่วมในฐานะคนสกุลมู่ที่ราชสำนักยังระลึกถึงก็เท่านั้น
ส่วนงานเลี้ยงวันนี้กลับต้องเข้าร่วมในฐานะราชบุตรเขยคนใหม่ของราชวงศ์ ทำให้มู่จิ่นเหยียนทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
“คุณชายสามของพวกเ้ายังมิเสร็จอีกหรือ”
“คุณชายแจ้งว่ากำลังจะเสร็จแล้วขอรับ”
มู่ชิงซานที่รอน้องของตนเองอยู่ที่ด้านหน้าประตูกล่าวเร่งกลับบ่าวไพร่ หากตนเข้างานสายก็เกรงว่าจะดูไม่ค่อยดี ยิ่งมู่จิ่นเหยียนตอนนี้มีตำแหน่งเป็ถึงราชบุตรเขยก็ควรที่จะต้องไปให้ตรงเวลา อีกทั้งยังจะได้พบปะพูดคุยกับใต้เท้าในราชสำนักท่านอื่น การมีพวกพ้องในราชสำนักเอาไว้ เผื่อการงานในข้างหน้าก็จะได้ราบรื่น
“มาแล้วๆ ชุดพิธีการนี้ใส่ยุ่งยากชะมัด”
มู่จิ่นเหยียนที่เดินมาในชุดพิธีการของราชสำนัก ตำแหน่งราชบุตรเขย ชุดนี้ที่ได้มารดาและปี่หวงเป็คนช่วยใส่ให้มิเช่นนั้นคงไม่แล้วเสร็จ
“คารวะท่านราชบุตรเขย”
ทุกคนต่างทำความเคารพมู่จิ่นเหยียน ตอนนี้มีฐานะเป็ถึงราชบุตรเทียบเท่ากับท่านแม่ทัพใหญ่ ต่อแต่นี้เป็ต้นไปมู่จิ่นเหยียนจะได้รับการคารวะเฉกเช่นนี้จึงสมควรที่จะทำให้คุ้นชิน
“พวกท่านล้อเล่นอีกแล้ว”
“พวกเรามิได้ล้อเล่น เข้างานไปทุกคนก็ต้องคารวะเ้าไม่ต่างกันอย่าลืมว่าตอนนี้ตนเป็ถึงราชบุตรเขยแล้วนะ”
เป็อวี้ฮูหยินที่กล่าวเตือนอีกครั้ง มู่จิ่นเหยียนจำต้องจดจำฐานะใหม่ของตนเองเอาไว้ ต่อไปบุตรของนางจะได้พึงระวังทั้งกิริยามารยาท จะทำเหมือนเป็เพียงคุณชายสามดังแต่ก่อนมิได้แล้ว
“ไปเถอะ สายแล้ว”
รถม้าตราสกุลมู่พาทั้งสามคนเดินทางมาถึงประตูวังหลวง ซึ่งต่อจากนี้จำเป็ต้องลงเดินด้วยเท้าจนกว่าจะถึงอุทยานที่จัดงานเลี้ยง
“ท่านแม่ทัพมู่ มู่ฮูหยิน ท่านราชบุตรเขยมาถึงแล้ว”
ขันทีน้อยหน้างานกล่าวเอ่ยนามของทั้งสามก่อนจะเชิญเข้าไปนั่งยังที่ที่จัดเตรียมไว้
ระหว่างทางขุนนางฝ่ายบู๊ส่วนใหญ่ล้วนทักทายพูดคุยกับสองพี่น้องสกุลมู่อย่างไม่ขาดสาย บ้างก็ยังแสดงความยินดีกับราชบุตรเขยคนใหม่
มู่จิ่นเหยียนพูดคุยหยอกล้อกับคนคุ้นเคยได้ไม่นาน ขันทีน้อยที่นำทางมาตอนแรกก็เอ่ยขัด เชิญตนไปนั่งยังอีกตำแหน่งหนึ่ง
“ที่นั่งของข้ามิได้อยู่ที่เดียวกับของท่านแม่ทัพหรือ”
“มิใช่ขอรับ ที่นั่งของท่านราชบุตรเขยอยู่ทางนี้ เชิญขอรับ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่ส่งสายตาละห้อยกลับไปให้พี่ชาย หากต้องนั่งอยู่ไกลกัน อีกทั้งยังได้นั่งใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ระดับสูง ใครบ้างเล่าจะไม่รู้สึกประหม่า
มู่ชิงซานได้แต่ส่ายหน้าและโบกมือให้รีบเดินตามขันทีน้อยไปนั่งประจำที่ของตน เพราะว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลางานเลี้ยงเริ่มแล้ว
หลังจากที่ใต้เท้าทั้งหลายต่างทยอยเดินทางเข้ามาถึงในงาน คณะราชทูตจากแคว้นเหลียวก็เดินทางมาถึงเช่นกัน เยลูห่าวหนานเป็ผู้เดินนำทั้งคณะเข้ามา
สายตาที่ส่งไปทักทายผู้คนล้วนแสดงออกถึงความเป็มิตร เพียงแต่ในความรู้สึกของขุนนางฝ่ายบู๊กลับเป็สายตาที่ให้ความรู้สึกเย้ยหยันอยู่เป็นัย
ทุกคนจึงได้แต่มองแล้วเก็บความโกรธเอาไว้ภายในใจ พวกเขาล้วนเข้าใจความรู้สึกของคุณชายสามแล้วก็วันนี้ เห็นศัตรูเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในแผ่นดินที่บรรพบุรุษป้องกันเอาไว้ด้วยชีวิต มันยิ่งกว่าความเ็ปใดๆ
ไม่กี่อึดใจหลังจากที่แเื่ในงานมากันพร้อมเพรียงแล้ว หลิวกงกงขันทีคนสนิทข้างกายของฮ่องเต้ก็ประกาศถึงการเสด็จมาของพระองค์
งานเลี้ยงครั้งนี้นอกจากองค์จักรพรรดิของต้าจินแล้ว ยังเสด็จพร้อมด้วยโจวฮองเฮา หลานกุ้ยเฟย องค์รัชทายาทจินอวิ๋นหยางและพระชายาฉู่
นอกจากนี้ยังติดตามมาด้วยบุคคลที่ทุกคนล้วนอยากจะได้ยลโฉม หลายต่อหลายคนที่ร่วมงานเลี้ยงในวังครั้งแรกต่างได้ยินคำร่ำลือที่ว่า องค์หญิงใหญ่งามอย่างเทพธิดาฉางเอ๋อลงมาจุติล้วนแต่อยากจะชื่นชมเป็บุญตากันทั้งนั้น
ไม่เว้นมาแต่คณะทูตแคว้นเหลียว ที่คราแรกตั้งใจว่าจะสู่ขอองค์หญิงใหญ่พระองค์นี้กลับไปเป็พระชายารัชทายาทแคว้นเหลียว เพียงแต่พวกเขามาช้าไปเท่านั้น
ขุนนางทั้งหลายที่อยู่ในอุทยานต่างลุกขึ้นทำความเคารพเหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง มู่จิ่นเหยียนก็เช่น ครั้นรู้สึกว่าข้างกายตนดูเหมือนจะมีชายกระโปรงยาวสีสดงดงามมายื่นอยู่ด้านข้าง แต่ตนนั้นกลับมิได้เงยหน้าขึ้นมองให้เสียมารยาท จนกว่าฮ่องเต้จะอนุญาตให้ทุกคนนั่งประจำที่และกล่าวเปิดงาน
“คารวะองค์หญิง”
“อืม”
‘หา นี่ตนทำสิ่งใดให้เคืองพระทัยหรืออย่างไร เจอหน้ากันครั้งแรก คำทักทายให้กันก็ไม่มี’ มู่จิ่นเหยียนได้แต่เงยหน้าสบตามองสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า
มู่จิ่นเหยียนไม่รู้หรอกว่าเทพธิดาฉางเอ๋องดงามเพียงใด เมื่อก่อนตนยอมรับว่าหลันฮวาแห่งหอบุปผาถือว่างามอันดับหนึ่งก็ว่าได้ เพียงแต่ตอนนี้ร่างที่ปรากฏตรงหน้านั้นหากใช้คำว่างดงามคงบรรยายได้ไม่พอกระมัง
“จะมองข้าอีกนานหรือไม่”
องค์หญิงเหวินเต๋อ รับรู้ได้ถึงสายตาเคลิบเคลิ้มที่ราชบุตรเขยคนใหม่ส่งมา ท่าทางและสายตานั้นบ่งบอกลักษณะนิสัยของเ้าตัวได้เป็อย่างดี ไม่ผิดกับข่าวลือเลยจริงๆ
“ขอประทานอภัย กระหม่อมเพียงไม่เคยเห็นผู้ใดงามเช่นพระองค์ท่านมาก่อน”
“พูดมาก”
องค์หญิงใหญ่มิคิดว่าจะได้ยินคำพูดชมตนเองที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ จึงได้แต่ว่ากล่าวแก้เขินอายเพียงหนึ่งคำก่อนจะนั่งลงในที่ที่จัดไว้
ที่นั่งขององค์หญิงใหญ่และราชบุตรเขยถูกจัดไว้ให้นั่งเคียงข้างกันรองลงมาจากองค์รัชทายาท ถัดลงไปถึงจะเป็ขุนนางขั้นหนึ่งของราชสำนัก
ส่วนฝั่งตรงข้ามนั้นเป็คณะราชทูตจากแคว้นเหลียว หลังจากที่ฮ่องเต้ทรงกล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงานเลี้ยงอย่างเป็ทางการ ตลอดเวลามู่จิ่นเหยียนมิได้เงยหน้าขึ้นไปสบตาผู้ใดเลย
เอาแต่ก้มหน้ากินอาหารและดื่มสุราเพียงผู้เดียว ราวกับว่าหากยังเห็นพวกคนแคว้นเหลียวนั่งร่ำสุรา หัวเราะสังสรรค์เฮฮาแล้วจะอดใจไม่ไหว
เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊หลายท่านก็รู้สึกเช่นเดียวกัน จึงได้แต่กินดื่มของตนเงียบๆ รอจังหวะปลีกตัวออกจากงานเลี้ยงไป
“ตายอดตายอยากมาจากไหน”
เสียงหวานไพเราะจากด้านข้างของมู่จิ่นเหยียนกล่าวออกมา ั้แ่องค์หญิงใหญ่ทรงประทับนั่ง มู่จิ่นเหยียนเห็นเพียงนางจิบชาเท่านั้น มิได้แตะต้องอาหารหรือขนมตรงหน้าแม้แต่น้อย
ไม่เหมือนกับมู่จิ่นเหยียนที่อาหารตรงหน้ากลับพร่องไปแล้วเกือบครึ่ง
“แล้วพระองค์จะให้กระหม่อมทำอะไร หากไม่กินไม่ดื่ม สุราอาหารในวังหลวงใช่ว่ามีเงินแล้วจะหากินได้ง่ายๆ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่ตอบอย่างตรงไปตรงมา แต่กิริยาและท่าทางเหล่านี้ในสายตาของจินอวิ๋นเซียนกลับดูยียวนกวนประสาทสิ้นดี
ไม่ทันไรนางกำนัลที่อยู่ด้านหลังก็ถือจานขนมอีกชนิดหนึ่งเดินมาวางไว้บนโต๊ะของพวกนาง ก่อนจะสับเปลี่ยนเอาขนมสีสันสวยงามอีกจานหนึ่งออกไป
“ท่านแม่ทัพกล่าวว่าขนมจานนี้มีส่วนผสมของถั่วลิสงเ้าค่ะ ท่านแม่ทัพกลัวว่าท่านจะเผลอทานเข้าไปเลยให้ข้าน้อยเอามาเปลี่ยนเ้าค่ะ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่กล่าวขอบใจนางกำนัลนางนั้น และยังขอบคุณตัวเองที่ยังมิได้เผลอกินมันเข้าไป เขาแพ้ถั่วลิสงมาั้แ่เด็ก หากกินอาหารชนิดนั้นเข้าไปแล้วจะเกิดอาการผื่นขึ้นทั่วทั้งตัว หากกินเข้าไปเยอะอาจจะหายใจไม่ออกจนถึงขั้นหมดสติ
“เ้าแพ้ถั่วลิสงหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ เป็ั้แ่เด็ก”
“อืม”
บทสนทนาของทั้งคู่มิได้ดูมีเื่อะไรให้น่าตื่นเต้นเท่าใดนัก อีกคนเติบโตมาในรั้วในวังที่กฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย อีกคนเติบโตมาท่ามกลางเหล่าทหาร มือจับอาวุธฝึกวรยุทธ์ ไม่ก็ขี่ม้า ดูแล้วไม่มีเื่ให้พูดคุยกันได้จริงๆ
จินอวิ๋นเซียนเองก็เห็นราชบุตรเขยของนางเอาแต่นั่งดื่มสุรากินอาหาร จึงนึกอยากลองเลียนแบบดูบ้าง
“สุราของวังหลวงรสชาติดีขนาดนั้นเลยหรือ”
มู่จิ่นเหยียนมิได้รับรู้รสชาติของมันด้วยซ้ำ เขาแค่้าหาอะไรทำมิให้จิตใจฟุ้งซ่านก็เท่านั้น ภาพของคนแคว้นเหลียวที่สนุกสนานกับการร่ายรำของต้าจิน ยังคงชัดเจนอยู่ในสายตา
“แค่ก …แค่ก..แค่ก..”
มู่จิ่นเหยียนได้ยินเสียงคนด้านข้างสำลักน้ำจึงหันไปดูแล้วรีบเอามือลูบหลัง ก่อนจะหยิบจอกสุราขึ้นมาดู
“ดื่มไม่เป็แล้วยังคิดจะดื่มอีก”
“ข้าจะไปรู้หรือว่ามันจะเป็เช่นนี้”
จินอวิ๋นเซียนกล่าวตอบพร้อมส่งสายตาที่ยังมีหยาดน้ำใสคลออยู่เล็กน้อยจากการสำลัก นางเองก็เพิ่งจะลิ้มลองรสชาติของสุราเป็ครั้งแรก
เห็นมู่จิ่นเหยียนยกจอกดื่มราวกับน้ำเปล่า ก็เลยคิดอยากจะลองดูสักครั้ง ใครจะรู้ว่าอันที่จริงรสชาติของสุรามันไม่ได้อร่อยอย่างที่จินตนาการเอาไว้เลย
“เอาล่ะๆ ดื่มน้ำชาก่อน”
จินอวิ๋นเซียนจึงรับจอกชามาดื่มแทน แต่กลับได้ยินเสียงของมู่จิ่นเหยียนที่แอบขบขันอยู่ในใจ ทั้งรู้สึกเขินอายและรู้สึกโกรธในเวลาเดียวกัน จึงได้แต่ส่งสายตาค้อนแสดงออกอย่างไม่พอใจ
มู่จิ่นเหยียนไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าองค์หญิงใหญ่ที่ผู้คนกล่าวถึง จะมีลักษณะนิสัยคล้ายเด็กน้อยเช่นนี้ บางที่การแต่งงานครั้งนี้อาจจะสร้างความบันเทิงแปลกใหม่ให้กับตนก็เป็ไปได้
ภาพการหยอกล้อขององค์หญิงใหญ่และราชบุตรเขยต่างตกอยู่ในสายตาของทุกคน ผู้คนต่างคิดว่าคู่นี้ช่างเป็คู่ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว หากแต่งานเลี้ยงครั้งนี้เมื่อทั้งคู่ได้มายืนเคียงข้างกัน ทุกคนก็ต้องยอมรับแล้วว่านี่คือคู่์สร้างอีกคู่หนึ่งอย่างแน่นอน
สิ่งที่หลายคนเห็นเยลูห่าวหนานเองก็เห็น เขานั้นอิจฉาราชบุตรเขยเป็ทุนเดิมอยู่แล้วที่ได้แต่งงานกับองค์หญิงใหญ่ธิดาอันเป็ที่รักของฮ่องเต้
ครั้นตนได้มองราชบุตรเขยให้เต็มตา ราวกับภาพของวันนั้นย้อนคืนมาอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นช่างคล้ายกับสตรีที่เขาเดินชนในร้านขายชาดเมื่อไม่กี่วันก่อน
ในระหว่างที่ทุกคนเพลิดเพลินกับงานเลี้ยง เยลูห่าวหนานจึงนึกสนุกเดินออกมายืนที่เบื้องพระพักตร์ ก่อนจะกราบทูลถึงความตั้งใจอีกเื่หนึ่งของตน
“ทูลฝ่าา งานเลี้ยงครั้งนี้จัดได้ยิ่งใหญ่ และสนุกสนานนัก เพียงแต่กระหม่อมเป็ชายชาติทหารและสนใจเื่วรยุทธ์ของต้าจินมานาน
ครั้งนี้มาเยือนก็หวังจะได้ขอคำชี้แนะจากยอดฝีมือที่อยู่ในที่นี้พ่ะย่ะค่ะ”
“รัชทายาทชอบการต่อสู้เช่นนั้นหรือ เพียงแต่ต้าจินเราอยู่กันอย่างสงบมาแต่ไหนแต่ไร มิเคยมีการประลองในงานเลี้ยงเสียด้วยซ้ำ เกรงว่าจะทำให้ท่านผิดหวัง”
ั้แ่ที่เยลูห่าวหนานก้าวเดินออกมาจากที่นั่ง ขุนนางต้าจินทุกคนต่างจดจ้องเป็ตาเดียวกัน ราวกับว่าทุกการกระทำของคนผู้นี้มักก่อให้เกิดระลอกคลื่นบนผิวน้ำอยู่บ่อยๆ
จินตงหยางฮ่องเต้ก็ทรงมิได้อยากให้งานเลี้ยงที่ทุกคนกำลังสนุกสนานต้องมาถูกขัดด้วยการประลองฝีมือ หากแต่ดูจากท่าทางแล้วรัชทายาทแคว้นเหลียวคงไม่ยอมถอยเป็แน่
“แต่กระหม่อมได้ยินมาว่า ราชบุตรเขยเป็ผู้เชี่ยวชาญวรยุทธ์ อีกทั้งยังเป็ขวัญกำลังใจของกองทัพสกุลมู่ หากได้ประลองฝีมือด้วย คงถือเป็เกียรติของกระหม่อม”
ทันทีที่เสียงของเยลูห่าวหนานกล่าวจบ จินอวิ๋นเซียนราวกับได้ยินเสียงหัวเราะในลำคออีกครั้งจากคนข้างกาย เพียงแต่เสียงหัวเราะครานี้ให้ความรู้สึกหนาวเย็นจับขั้วหัวใจคนฟัง
ขุนนางฝ่ายบู๊ทั้งหลายต่างรอลุ้น อยากให้ฝ่าาพระราชทานอนุญาตให้ราชบุตรเขยลงประลอง พวกเขาหลายคนล้วนเคยเห็นฝีมือของคนผู้นี้มาบ้างแล้ว
ถึงแม้จะอายุยังน้อยแต่ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือไม่เป็รองท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน หรือบางทีหากเทียบกันที่่อายุเท่ากันเผลอๆ คุณชายสามอาจจะเหนือกว่าอยู่สามส่วนด้วยซ้ำ
หากคุณชายสามได้ลงประลอง อย่างน้อยก็ยังได้ระบายความแค้นในใจ และยังได้ประกาศให้พวกแคว้นเหลียวรับรู้ถึงความน่าเกรงขามของต้าจิน ถือเป็การข่มขวัญไปในตัว
จินตงหยางส่งสายตาเชิงเป็คำถามไปให้แม่ทัพใหญ่มู่ชิงซาน ครั้นเห็นฝ่ายตรงข้ามพยักหน้าพระองค์ก็เบาพระทัย จึงเอ่ยปากอนุญาตทันที
“ราชบุตรเขย อย่าทำให้เราเสียหน้าเข้าใจหรือไม่”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนักลานกลางอุทยานที่นางรำเลยใช้แสดงศิลปะความงดงามกลับถูกแปรเปลี่ยนเป็ลานประลองภายในพริบตา
จินอวิ๋นเซียนมิรู้ว่ามู่จิ่นเหยียนอยู่ในสภาพใด ก็ได้แต่รู้สึกเป็ห่วง เพราะว่าจากที่เขาเอาแต่นั่งดื่มสุรา ตนยังเกรงว่าจะมึนเมาเสียจนพลาดพลั้งให้กับรัชทายาทแคว้นเหลียว แต่ก่อนที่มู่จิ่นเหยียนจะลุกขึ้นไปจึงเผลอเอื้อมมือจับชายเสื้อของเขาเอาไว้
“เ้าไหวแน่นะ”
“น้องหญิงไม่ต้องเป็ห่วง เชิญดูฝีมือของสามีเ้าให้เต็มตา”
คล้ายว่ามู่จิ่นเหยียนได้รับพระราชทานอนุญาตให้ประลองแล้วจะดูอารมณ์ดีขึ้น ถึงขั้นกล้ากล่าวคำหยอกล้อกับจินอวิ๋นเซียนเช่นนี้
จินอวิ๋นเซียนที่ได้ยินคำหยอกล้อที่มาจากคนด้านข้างก็ได้แต่นึกเสียใจที่ตนอุตส่าห์เป็ห่วง แต่ก็ทำได้เพียงส่งเสียงเฮอะขึ้นมาในลำคอ ภายในใจกลับคิดว่า ตนเป็ถึงองค์หญิง พระธิดาในฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่กลับถูกคุณชายตระกูลแม่ทัพหยอกล้ออย่างกับสตรีงามเมือง ช่างไม่กลัวตายเสียจริง คิดว่าตนเป็ราชบุตรเขยแล้วจะไม่มีใครกล้าเอาผิดหรืออย่างไร รอให้การประลองจบลงหากเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมา ตนนี่แหละที่จะเป็ผู้ลงโทษเอง