Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 49 การเปลี่ยนแปลงของชิงเอ๋อร์

            “ใกล้แล้ว ใกล้จะถึงเวลานั้นแล้ว”

            เมื่อมองจากมุมสูงอวี๋จื่ออวี๋ทอดสายตาไปยัง ‘เทือกเขาหมอกนับแสน’ที่โอบล้อมด้วยม่านหมอกหนาทึบ ด้วยความคาดหวังอันลึกซึ้ง

            ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามนั้นเขาคงไม่สามารถไปถึงได้ในระยะเวลาอันสั้น

            เพราะเขาคือพฤกษา เป็นปีศาจต้นไม้และกำลังก้าวเดินบนเส้นทางแห่งที่สุดของที่สุด รากฐานในทุกๆด้านจึงต้องสั่งสมอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

            ทว่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์อื่นๆนั้นแตกต่างออกไป

            พวกมันเป็นเพียงฝูงอสูรไร้สติปัญญาเมื่อได้โอกาสบางอย่าง พวกมันก็วิวัฒนาการอย่างบ้าคลั่งโดยไม่รู้จักยับยั้งสุดท้ายก็อาจจะพุ่งทะลวงไปถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามได้ด้วยการสะสมพลังอย่างแข็งกร้าว

            และเมื่อระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามเช่นนี้ถือกำเนิดขึ้นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์อสูรกลายพันธุ์ก็จะปะทุขึ้นอย่างสมบูรณ์

            ถึงเวลานั้นยุคเหนือธรรมชาติที่แท้จริงก็จะมาถึง

            แน่นอน สัตว์อสูรกลายพันธุ์เหล่านี้แม้จะทะลวงถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามได้ย่อมมีจุดอ่อนร้ายแรงเพราะการสั่งสมที่ไม่เพียงพอ

            ตัวอย่างเช่นทิ้งแผลภายในที่ไม่มีวันรักษาหายเอาไว้ หรืออายุขัยสั้นลงอย่างน่าใจหาย

            อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ล้วนต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้สามารถสั่งสมเวลาและวิวัฒนาการได้อย่างจำกัด

            และสัตว์อสูรกลายพันธุ์เช่นนี้ไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับอวี๋จื่ออวี๋ แต่สำหรับมนุษย์แล้วกลับเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวง

            ดังนั้น อวี๋จื่ออวี๋จึงคาดหวังอย่างยิ่ง

            คาดหวังว่าจะมีสัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับ‘ภัยพิบัติ’ เช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น

            เพราะการมีอยู่ของมันสามารถดึงดูดความสนใจของมนุษย์ได้ในระยะเวลาเวลาหนึ่ง

            ‘นกที่โผล่หัวออกมาย่อมตกเป็นเป้าก่อน’

            หลักการนี้ใช้ได้เสมอ

            หากเลือกได้อวี๋จื่ออวี๋คงไม่ต้องการเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติระดับสามตัวแรก

            เพราะเมื่อเผชิญหน้ากับมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์อวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่าไม่ว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามจะแข็งแกร่งเพียงใดคงจะต้องล้มตายลง และกลายเป็นวัตถุดิบในการวิจัยของพวกมนุษย์

            หากถามว่ามนุษย์จะรู้ได้อย่างไรว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามถือกำเนิดขึ้น

            ไม่เห็นต้องสงสัยเลย

            เพียงแค่อวี๋จื่ออวี๋ทะลวงสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งพลังวิญญาณที่ผันผวนไปจนเกือบหนึ่งหมื่นแปดพันก็ถูกมนุษย์ตรวจพบแล้ว

            การผันผวนของพลังวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ถึงหลักล้านหากไม่ใช่คนโง่ ก็ควรจะสามารถตรวจจับได้

            ดังนั้นการทะลวงของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจึงอันตรายอย่างยิ่งไม่เพียงแต่ต้องเผชิญหน้ากับหายนะจากธรรมชาติเท่านั้นแต่ยังมีหายนะที่เกิดจากมนุษย์อยู่ด้วย

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะขมขื่นก่อนจะนึกถึงว่าเขากำลังจะทะลวงสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองแล้ว

            หากไม่สามารถหาวิธีที่เหมาะสมในการปิดกั้นการตรวจจับพลังวิญญาณของมนุษย์ได้ในระยะเวลาอันสั้น

            ก็เป็นไปได้มากว่าหลังจากที่เขาทะลวงแล้วไม่นานขีปนาวุธนิวเคลียร์ลูกหนึ่งจะร่วงลงมาจากฟ้าทันที

            แน่นอนว่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์ทั่วไปไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องเหล่านี้

            สู้ไม่ได้ยังหนีได้ไม่ใช่หรือ?

            แต่เขา...

            “ฮ่าๆ”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วนสายตาเลื่อนลงสู่ส่วนลึกของผืนดิน

            ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือรากไม้ทอดยาวเป็นพันเมตรราวกับตาข่ายยักษ์ที่ชอนไชทิ่มแทงลงไปในรอยแยกของหิน ลึกเข้าไปในผืนดิน

            และนี่คือไพ่ตายใหญ่ที่สุดของอวี๋จื่ออวี๋

            หากถูกบีบคั้นถึงที่สุดเขาสามารถพลิกผืนดินหลายกิโลเมตรได้ในพริบตา ทำให้เกิด‘แผ่นดินไหว’ ได้อย่างแท้จริง

            แม้กระทั่งหากตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังอวี๋จื่ออวี๋ก็ยังสามารถใช้รากแก้วที่ฝังลึกใต้ดินหลายร้อยเมตรเป็นสื่อกลางกระตุ้นแม่น้ำวิญญาณใต้ดิน สร้าง ‘แผ่นดินไหวครั้งใหญ่’ที่จะกวาดล้างเทือกเขาและเมืองนับไม่ถ้วน

            แน่นอนว่าผลลัพธ์ของการทำเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋คาดว่าเขาคงดับสูญไปพร้อมกัน

            ไพ่ตาย

            เป็นไพ่ตายจริงๆ

            และยังเป็นไพ่ตายที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!

            คาดว่าอานุภาพคงจะเทียบเท่ากับการโจมตีเต็มกำลังของสิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัติแล้ว

            แต่นี่ก็เป็นข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของอวี๋จื่ออวี๋

            รากไม้!

            รากไม้คือรากฐานที่ต้นไม้ใช้ดำรงอยู่

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกอยากกระอักเลือด

            หากเขาเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์แม้จะเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์ทั่วไป เขาก็คงจะใช้ชีวิตสบายกว่านี้มาก

            ไม่เหมือนตอนนี้ที่ต้องคอยกังวลว่าจะถูกมนุษย์ค้นพบอยู่ทุกลมหายใจ

            “อะแฮ่ม”

            อวี๋จื่ออวี๋กระแอมไอเล็กน้อยอย่างจนใจแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเบื้องหน้า

            “นายท่าน ชอบหิมะไหมคะ?”

            เมื่อมองตามเสียงไป บนลานหิมะสีขาวโพลนกลับมีหญิงสาวผมยาวพลิ้วไหวคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่

            เธอสวมชุดแดงเพลิงรูปร่างของเธอดูคล้ายภูตพรายในความฝัน

            ดวงตาคู่สวยของเธอจ้องมองไปที่พื้นหิมะ

            เมื่อมองไปแล้วรูปร่างของหญิงสาวในชุดแดงนี้ ดูเย้ายวนและมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

            เหอชิงเอ๋อร์

            พลังของเธออยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าห่างอีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่ง

            เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนรูปร่างของเธอดูสมบูรณ์มีชีวิตชีวาขึ้น ทว่าในความสมบูรณ์นั้นกลับแฝงไว้ด้วยความล่องลอยราวกับสามารถเปลี่ยนไปมาได้อย่างอิสระ

            แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเหอชิงเอ๋อร์ในตอนนี้งดงามตราตรึงใจยิ่งนัก

            ไม่เพียงแต่รูปร่างเท่านั้นแต่ยังรวมถึงอารมณ์ของเธอด้วย

            ‘แดนเหนือมีหญิงงาม ล่มเมืองล่มแผ่นดินได้’

            เมื่อเห็นภาพนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาทันที

            “ข้าไม่ค่อยชอบหิมะ”

            พูดจบอวี๋จื่ออวี๋ก็จ้องมองหญิงสาวที่อยู่ห่างออกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริมว่า“ในฐานะต้นไม้ พืชส่วนใหญ่ไม่ชอบฤดูหนาวหรอก”

            “นั่นสิคะ”

            เหอชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มอย่างซุกซน จากนั้นเธอก็ยกกระโปรงสีแดงขึ้น ก้าวเท้าเล็กลงบนหิมะเดินช้าๆ ตรงไปยังร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋

            เช่นเคยเธอลูบไล้ลำต้นที่แข็งแรงของอวี๋จื่ออวี๋

            ในสีหน้าของเธอมีความ‘ซับซ้อน’ ที่อธิบายไม่ได้

            ความเคารพ ความชื่นชม ความปรารถนา และ...

            อวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรมากไปกว่านั้นแต่เขาก็รู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย

            หลายเดือนมานี้ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่เติบโต

            แม้แต่เหอชิงเอ๋อร์ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

            เพียงแต่การเติบโตของเธอรวดเร็วไปมากไม่ใช่แค่ในด้านพลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านจิตใจด้วย

            แต่นั่นแหละ เขาก็ช่วยไม่ได้

            ในเวลากลางวัน เธอไม่ได้ชื่อเหอชิงเอ๋อร์แต่เธอคือ ‘เหอหลิงเอ๋อร์’ หนึ่งในอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของสถาบันวิจัยพลังวิญญาณ

            แม้อายุยังน้อยแต่ก็สามารถเป็นผู้แข็งแกร่งระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดได้แล้วแม้ในหมู่มนุษย์ทั้งหมดก็ยังถือว่าเป็นยอดฝีมือ

            บางคนเรียกเธอว่า‘เจ้าหญิงเพลิง’ บ้างก็เรียกเธอว่า ‘ธิดาเพลิง’

            เบื้องหลังแต่ละฉายา ล้วนหมายถึงชื่อของ‘อัจฉริยะ’ ที่หนักอึ้ง

            และในฐานะวิญญาณเธอต้องสวมหน้ากากที่ชื่อว่า ‘หลิงเอ๋อร์’ เพื่อไม่ให้ตัวตนของเธอถูกเปิดเผย

            และตามที่อวี๋จื่ออวี๋เคยพูดไว้หน้ากากที่สวมนานเกินไปจะถอดไม่ออก

            ดังนั้นบุคลิกที่แท้จริงของเหอชิงเอ๋อร์จึงได้รับผลกระทบ ทำให้ตอนนี้เธอมี‘ความเป็นมนุษย์’ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

            ใช่แล้ว ความเป็นมนุษย์

            พูดอีกอย่างคือ จิตใจซับซ้อนขึ้นมีความคิดมากขึ้น

            และความ ‘เป็นมนุษย์’นี้เมื่อปรากฏบนดวงวิญญาณ กลับดูแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

            อาจเป็นเพราะชิงเอ๋อร์ถือว่าอวี๋จื่ออวี๋เป็นที่พึ่งเดียวของเธอ

            จนกระทั่งตอนนี้ความรู้สึกของเธอที่มีต่ออวี๋จื่ออวี๋ก็ยิ่งซับซ้อนและลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆซับซ้อนจนอวี๋จื่ออวี๋ยังสังเกตเห็นความผิดปกตินี้

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน