ขณะเดียวกันไกลออกไปจากตระกูลจางเพียงห้าลี้ ภายในโรงน้ำชาทุกคนพลันลุกขึ้นพรวดเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องที่สิ้นหวังดังขึ้นมาจากทิศทางของตระกูลจาง
“สะ-เสียงกรีดร้องมาจากที่ไหน?”
“เสียงนี้มาจากทิศทางของตระกูลจาง!”
“มีบางอย่างเกิดขึ้นในตระกูลจางหรือไม่?”
“พวกเรารีบไปดูกันเถอะ!”
“.....”
ลูกค้าของโรงน้ำชาที่อยากรู้อยากเห็นก็กรูกันออกมา และมุ่งหน้าไปที่ตระกูลจางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มีเพียงแค่โต๊ะเดียวเท่านั้นที่ยังมีลูกค้าอยู่ ชายในชุดคลุมสีเทาผู้นี้ยังคงถือถ้วยชาพลางยกยิ้มมุมปาก “ในที่สุดก็กลับมาแล้วงั้นรึ?”
มันกระดกชาอย่างไร้กังวล ก่อนจะลุกขึ้นสะบัดเสื้อคลุมอย่างแรง “เพียงเท่านี้ภารกิจของข้าก็เสร็จสิ้น ที่เหลือก็รอเพียงแค่หยางเซี่ยและเม็ดยาระดับ 6 เท่านั้น…”
แต่ก่อนที่ร่างนี้จะก้าวออกไป กลับมีรัศมีสีทองขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เผยให้เห็นระฆังทองคำที่ดังกังวาน ทำให้การเคลื่อนไหวของทุกคนที่กำลังเข้าใกล้ตระกูลจางถูกระงับไว้!
เสียงระฆังทำให้ขาของผู้ที่เข้าใกล้ตระกูลจางรู้สึกอ่อนแรง! ราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นกดขี่พวกเขา!
ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวและความตื่นตระหนก!
พรึ่บ!
เหนือระฆังทองคำปรากฏให้เห็นร่างของหยุนเหวินที่กำลังโกรธจัด เขาโบกแขนเสื้อสร้างกระแสปราณอันครอบงำ แผ่ขยายออกไปทำให้ทุกคนที่กำลังเข้าใกล้ต่างก็ถอยหลังด้วยความหวาดกลัว!
“ข้าหยุนเหวินจากสำนักจักรพรรดิดาราอยู่ที่นี่! หากมันผู้ใดกล้าเข้ามาในเขตของตระกูลจาง... ข้าจะตัดหัวฆ่าล้างบางมันผู้นั้นเก้าชั่วโคตร!”
ทันทีที่เห็นร่างนั้น ชายในชุดคลุมสีเทาพลันมีการแสดงออกที่ร้ายแรง “ระฆังค้ำฟ้า? เจ้าเฒ่านั่นมาทำอะไรที่นี่?”
“ไม่ดี! ข้าต้องรีบออกจากเมืองนี้ให้เร็วที่สุด!” ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายผู้นี้คือเทียนเหยาที่สองที่มานั่งรอที่โรงน้ำชาอย่างใจเย็น เพื่อรอการมาถึงของหยางเซี่ยและรับผลตอบแทนหลังเสร็จภารกิจ
แต่หลังจากที่มันรู้ว่าหยุนเหวินอยู่ที่นี่ มันก็รู้ว่าการอยู่ต่อจะไม่ปลอดภัยสำหรับมัน
การที่หยุนเหวินอยู่ในตระกูลจางเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเทียนเหยาที่สอง ฉะนั้นแล้วอีกไม่ช้าหยุนเหวินจะต้องตรวจสอบและหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมในตระกูลจางอย่างแน่นอน
เมื่อตัดสินใจได้ เทียนเหยาที่สองก็โบกแขนเสื้อโยนเหรียญทองลงบนโต๊ะ และออกคำสั่งกับชายร่างท้วมข้างกาย “ไปบอกชางหยูให้ลบข้อมูลการเข้าออกเมืองหยางโจวของพวกเราออกไปด้วย มิเช่นนั้นพวกเราอาจจะมีปัญหาตามมา”
ชายร่างท้วมพยักหน้ารับฟัง “ให้ข้าจัดการเอง”
จากนั้นคนกลุ่มใหญ่ก็ค่อยๆทยอยเดินออกมาจากโรงน้ำชา ก่อนที่กลุ่มคนเหล่านี้จะหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีอยู่จริง…
. . .
ผ่านไปเพียงแค่ไม่นาน ข่าวโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับตระกูลจางแผ่ขยายไปไกลราวกับไฟลามทุ่ง ข่าวที่สั่นสะเทือนนี้ได้ทำให้หลายตระกูลตกอยู่ในความโกลาหล!
หลังจากได้รับการติดต่อจากหยุนเหวิน เจ้าเมืองมู่ก็ได้มาถึงที่ตำหนักของตระกูลจาง เขาออกคำสั่งให้ตรวจสอบที่เกิดเหตุทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยที่ตัวของหยุนเหวินจะนำจางหลินไปพักรักษาตัวที่คฤหาสน์เจ้าเมืองอีกสักระยะจนกว่าเขาจะได้สติ
แต่ด้วยสภาพร่างกายของจางหลินในปัจจุบัน หยุนเหวินมิอาจบอกได้ว่าเขาจะฟื้นสติกลับคืนมาได้หรือไม่
บางทีการที่จางหลินหมดสติไปตลอดกาลอาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าสำหรับเขา
แต่หากเขาฟื้นขึ้นมา เขาจะยอมรับความเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้หรือไม่?
บางทีเขาอาจจะเป็นคนฟั่นเฟือนไปเลยก็เป็นได้
ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใด โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น...
.
.
.
หลังจากที่จางหลินหมดสติไป เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านมากว่าครึ่งวันแล้ว หยุนเหวินได้ตัดสินใจนำจางหลินไปพักฟื้นในสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างคฤหาสน์เจ้าเมืองเพื่อต้องการการรักษาที่ดีที่สุด
หากแต่จางหลินยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองและไม่มีทีท่าว่าเขาจะตื่นขึ้นในเร็วๆนี้
จางหลินอยู่ในชุดจีนโบราณสีขาวที่ถูกสวมไว้หลวมๆ โดยมีชายสวมหมวกสีขาวที่ดูเหมือนจะเป็นแพทย์ประจำตัวของเจ้าเมืองมู่เข้ามาตรวจสอบอาการ พลางส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง
หยุนเหวินที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เข้ามาถามไถ่ “หมอเฒ่า อาการของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
แพทย์ชราถอนหายใจยาวและตอบว่า “ไม่มีอาการบาดเจ็บภายนอกใดๆ แต่หัวใจของเขาได้ตายไปแล้ว ดูเหมือนว่าเขาไม่พร้อมที่จะตื่นขึ้นมารับความจริงที่เกิดขึ้นอีก…”
หยุนเหวินที่ได้ยินก็กำหมัดแน่นด้วยความไม่เต็มใจ “เจ้าสามารถปลุกเขาให้ตื่นได้หรือไม่?”
แพทย์ชราส่ายหน้าอีกครั้ง “ไม่มีใครสามารถปลุกเขาได้นอกเสียจากจิตใต้สำนึกของเขาเอง และอาการบาดเจ็บทางสภาพจิตใจไม่มียารักษา ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเท่านั้นว่าเขาพร้อมที่จะข้ามผ่านความสิ้นหวังนี้ไปได้หรือไม่”
“แต่ข้าบอกได้เพียงแค่ว่า ตราบใดที่เขายังไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นภายในจิตใต้สำนึก เขาจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปตลอดกาล”
“หรือหากเขาตื่นขึ้นมาได้ เขาจะเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณและไร้ความรู้สึก… บางทีการให้เขาหลับไปตลอดกาล อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” แพทย์ชราพูดด้วยเสียงถอนหายใจ
หัวใจของหยุนเหวินราวกับมีเลือดไหล หัวใจของเขาราวกับถูกโยนลงไปในถังน้ำแข็ง
ทั้งๆที่เขาเองก็อยู่ในเมืองหยางโจวตลอดเวลา แต่เขากลับไม่สามารถช่วยอะไรตระกูลจางได้เลย
แม้ว่าตระกูลจางจะมีความสัมพันธ์กับสำนักจักรพรรดิดาราแค่ผิวเผินจากการเข้าสู่สำนักของสามพี่น้องตระกูลจาง แต่หยุนเหวินก็ยอมรับว่าจางหลินเป็นหนึ่งในชายหนุ่มที่มีจิตใจบริสุทธิ์และรักสงบที่สุดที่เขาเคยเจอมา
คนอย่างเขาไม่ควรจะมาพบเจอกับโศกนาฏกรรม!
จากนั้นแพทย์ชราก็ขอตัวจากไปเมื่อเขาไม่สามารถทำอะไรได้อีก
ครืด~
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ร่างของเจ้าเมืองมู่ก้าวเข้ามา และมองไปยังจางหลินที่นอนหมดสติบนเตียงด้วยแววตาที่สงสาร “ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารอะไรเยี่ยงนี้ เหตุใดชะตากรรมถึงได้เล่นตลกกับเขานัก”
แม้เจ้าเมืองมู่จะไม่ค่อยสนิทสนมกับจางหลินมากนัก แต่เขาต้องยอมรับว่าจางหลินมีบุคลิกที่หาได้ยากจากชายหนุ่มทั่วไป
ยิ่งมาเห็นจางหลินในสภาพที่อิดโรยเช่นนี้ เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้มากไปกว่าการถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หยุนเหวินนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ไม่ไกลก่อนจะเอ่ยถาม “มีข่าวเกี่ยวกับซูหยานและตระกูลชิงบ้างหรือไม่?”
เจ้าเมืองมู่หยิบม้วนกระดาษขึ้นมาและอ่านมัน “สายข่าวรายงานมาว่าซูหยานกลับถึงสำนักตั้งแต่วันที่ตระกูลชิงออกจากเมืองหยางโจว และสมาชิกของตระกูลชิงก็ได้ย้ายถิ่นฐานไปที่เมืองชิงโจวตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนพร้อมกับหยางเซี่ยแล้ว ดังนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะเป็นฝีมือของพวกเขา”
“ไร้สาระ!” ใบหน้าของหยุนเหวินมืดลงในทันที “หยางเซี่ยไม่ได้ออกจากเมืองหยางโจวพร้อมกับตระกูลชิง! แต่มันกลับถูกฆ่าตายในป่าอสูรร่ำไห้ในขณะที่ข้ากำลังเดินทางกลับ!”
“อะไร!?” เจ้าเมืองมู่ตกตะลึง ก่อนจะแสดงความคิดเห็น “เป็นไปได้ไหมว่าหยางเซี่ยเป็นผู้ลงมือสังหารหมู่ตระกูลจาง?”
แต่หยุนเหวินกลับส่ายหน้า “หยางเซี่ยไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะล้มจางหยินเซียวลงได้ ต่อให้จางหยินเซียวได้รับบาดเจ็บหรืออยู่ในสภาพอ่อนแอ การจะตัดหัวเขาให้ได้ในครั้งเดียวเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น”
“คนที่จะสามารถสังหารจางหยินเซียวลงได้ด้วยกระบวนท่าเดียวต้องมีพลังยุทธ์ขอบเขตตื่นรู้ 6 ดาวหรือมากกว่านั้น”